back to top
No menu items!
HomeCultureบอกเล่าความเป็นมาผ่านนิทรรศการ "Gucci Visions" ใจกลางกรุงเทพ

บอกเล่าความเป็นมาผ่านนิทรรศการ “Gucci Visions” ใจกลางกรุงเทพ

Gucci ถ่ายทอดเรื่องราวประวัติความเป็นมาของแบรนด์ผ่านงาน Gucci Visions ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ กับการเดินทางอันตื่นตาตื่นใจในแต่ละช่วงทศวรรษที่ผ่านมายาวนานถึง 103 ปี ผ่านมุมมองด้านต่างๆ เผื่อเป็นการย้อนรำลึกถึงผลงานการด้านต่างๆ ที่เป็นไอคนิกของแบรนด์ รวมไปถึงความสามารถที่เต็มไปด้วยพรสววรค์ของเหล่าไดเร็กเตอร์ ที่สั่งสมมาในช่วงหลายปี

จุดประสงค์ของงานนิทรรศการในครั้งเชิญชวนทุกคนมาร่วมค้นหารหัสอันเป็นตำนานของ Gucci ที่แสดงถึงความคิดสร้างสรรค์ การทุ่มเท กับงานฝีมือตามแบบฉบับอิตาลีที่อยู่เบื้องหลังในทุกชิ้นงานออกแบบจัดแสดงอยู่ในนิทรรศการนี้ในนิทรรศการนี้ประกอบห้องต่างๆ ไปถึง 6 ห้องตามเรื่องราวที่ถูกคัดสรรมา กับการนำเสนอแง่มุมที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ Gucci

ผู้ชมสามารถค้นพบแง่มุมอันหลากหลายของ Gucci ได้ในจากห้องแต่ละห้อง ส่วนสำคัญอยู่ที่เรื่องราวและไอคอนของแบรนด์อันเป็นเอกลักษณ์ ได้แก่ กระเป๋า Bamboo ลวดลายโมโนแกรม GG และลวดลาย Flora ได้ทำความเข้าใจถึงบทบาทสำคัญของแต่ละองค์ประกอบที่ยังคงความมีเสน่ห์ในแบบของ Gucci อยู่เสมอ เริ่มต้นจากกระเป๋าเดินทางอันเปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจจากเรื่องราวในอดีตสำหรับนักเดินทางอันทันสมัย ไปจนถึงชุดราตรียาวสำหรับงานกลางคืนอันงดงามวิจิตร ที่สวมใส่โดยเหล่าเซเลบริตี้ต่อเนื่องมากว่าทศวรรษ ซึ่งบอกเล่าผ่านธีมในแต่ละห้องด้วยมุมมองที่โดดเด่นและแตกต่าง มอบประสบการณ์อันน่าตื่นตาตื่นใจในครั้งนี้

Gucci ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมต่อแนวความคิดสร้างสรรค์จากรุ่นสู่รุ่น โดยเริ่มจาก Guccio Gucci อันเป็นต้นแบบไปสู่ผลงานการบุกเบิกของบรรดาลูกชายของเขา รวมไปถึงการเปลี่ยนถ่ายความเป็นผู้นำผ่านเหล่าครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ สำหรับงานนิทรรศการในครั้งนี้เป็นการผสมผสานเรื่องราวทั้งในอดีตและปัจจุบันของ Gucci ที่ถ่ายทอดความเป็นไปในแต่ละบทที่แตกต่างของเรื่องราวประวัติศาสตร์แห่ง Gucci เริ่มกันที่ห้องแรก

Flora

ห้อง Flora เป็นการถ่ายทอดลวดลายอันเป็นไอคอนิกของแบรนด์ ที่เริ่มต้นขึ้นจากจินตนาการของ Vittorio Accornero de Testa ผู้เป็นทั้งศิลปิน นักออกแบบฉาก และนักวาดภาพประกอบชาวอิตาลีประจำแบรนด์ Gucci ตั้งแต่ปี 1966 โดยปรากฎลวดลาย Flora เป็นครั้งแรกบนผ้าพันคอที่ทอขึ้นจากผ้าไหมด้วยลวดลายที่มีความเป็นธรรมชาติสะท้อนฤดูกาลทั้ง 4 ฤดูกาลผ่านภาพดอกไม้ พรรณไม้ และแมลงนานาชนิด ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจสำหรับแบรนด์ Gucci เสมอมา สืบเนื่องต่อมาหลายปีที่ลวดลาย Flora อันเปี่ยมเสน่ห์ชวนหลงใหลนี้ได้ถูกตีความครั้งใหม่ลงบนผลงานคอลเลกชั่นเครื่องแต่งกาย ready-to-wear กระเป๋าถือ แอคเซสซอรี่ เครื่องประดับ รวมไปถึงน้ำหอม Gucci eau de parfum อันเป็นเอกลักษณ์ และจวบจนทุกวันนี้ที่ความงามเหนือกาลเวลาของมวลช่อดอกลิลลี่ ดอกป๊อปปี้ ดอกแอนนีโมนี ดอกทิวลิป และดอกไอริส รวมไปถึงเหล่าผีเสื้อ แมลงปอ ตัวต่อ ตั๊กแตน และด้วง ยังคงเป็นสัญลักษณ์อันเปี่ยมพลังประจำ Gucci ที่เต็มไปด้วยความหลงใหลในธรรมชาติและยังเปรียบได้กับการผลิบานไม่รู้จบและความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่หยุดนิ่ง

Bamboo

กระเป๋าถือ Gucci Bamboo 1947 กระเป๋าสุดไอคอนิกของ Gucci แบบอย่างของการไม่ยึดติดกับวิถีเดิมๆ ในงานช่างฝีมือของ Gucci กับการเลือกใช้วัสดุ ที่มีความโดดเด่นมาใช้ โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก Vasco Gucci บุตรชายคนที่ห้าของ Guccio Gucci ผู้มีความชื่นชอบในตัวไม้เท้า หลังจากผ่านการทดลองมาหลายต่อหลายครั้ง ในที่สุดวัสดุไม้ไผ่ก็ขึ้นรูปเป็นที่จับของกระเป๋ารูปทรงอานม้า และในปี 1947 ไม้ไผ่จึงถูกนำมาใช้ในสตูดิโอเวิร์คช็อปของ Gucci โดยผ่านการดัดขึ้นรูปด้วยเปลวไฟให้ได้ที่จับกระเป๋ารูปทรงโค้งได้สัดส่วนพร้อมลงเคลือบเงา ทำให้ที่จับกระเป๋ามีเฉดสีและรูปทรงที่มีความเฉพาะตัวในแต่ละชิ้นด้วยผลงานการออกแบบที่ทันสมัยทำให้ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็วจากเหล่าดารานักแสดงชั้นนำของฮอลลีวูดและกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งงานช่างฝีมืออันประณีตเปี่ยมเอกลักษณ์ประจำ Gucci จากจุดเริ่มต้นของกระเป๋ารุ่นนี้ ทั้ง Gucci และครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของแบรนด์ต่างปรับโฉมใหม่บนรายละเอียดของวัสดุไม้ไผ่ในหลากหลายบริบท ตั้งแต่หัวเข็มขัดไปจนถึงรองเท้าส้นสูงคู่เด่น ทั้งนี้กระเป๋า Bamboo 1947 ก็ยังคงเป็นที่รู้จักและเป็นที่ชื่นชอบอยู่เสมอ

Travel

ในปี 1921 ที่แบรนด์ Gucci ก่อตั้งขึ้นนั้น แนวคิดสำคัญได้มุ่งเน้นไปที่การเป็น “กระเป๋าเดินทางตามแบบฉบับอังกฤษ” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากมุมมองของ Guccio Gucci ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการเดินทางสู่กรุงลอนดอนกว่าสองทศวรรษก่อนหน้าการถือกำเนิดของแบรนด์ เมื่อครั้งวัยเยาว์ที่เขาทำหน้าที่เป็นพนักงานยกกระเป๋าที่โรงแรม The Savoy อันเป็นหนึ่งในโรงแรมที่หรูหราที่สุดแห่งหนึ่งในมหานครแห่งนี้ Guccio ได้คลุกคลีใกล้ชิดกับวงสังคมชั้นสูงในระดับนานาชาติ การเฝ้าสังเกตด้วยตนเองถึงวิถีปฏิบัติตามแบบฉบับของชนชั้นสูง ทำให้เขาเรียนรู้ว่าอะไรคือความต้องการอันแท้จริงของผู้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล ที่ว่ากระเป๋าเดินทางที่เหมาะสมที่สุดควรเป็นอย่างไร รวมไปถึงรูปลักษณ์ของกระเป๋าเดินทางซึ่งสะท้อนทั้งรสนิยมและสถานะทางสังคมของผู้เป็นเจ้าของ

เมื่อ Guccio เดินทางกลับมายังบ้านเกิดในเมืองฟลอเรนซ์ พร้อมด้วยความรู้และประสบการณ์ที่ได้สั่งสมไว้รวมถึงความปรารถนาอันแรงกล้าที่เปี่ยมไปด้วยวิสัยทัศน์ เขาจึงทุ่มเทแรงกายแรงใจในการฝึกฝนตนเองให้เป็นต้นแบบแห่งงานช่างฝีมือสำหรับเครื่องหนัง โดยวางรากฐานให้กับแบรนด์ Gucci ซึ่งใช้ชื่อแบรนด์ตามชื่อของเขาเอง และกว่าศตวรรษต่อมา Gucci ยังคงสานต่อเรื่องราวการเดินทางเปี่ยมไอเดียสร้างสรรค์ที่ผู้ก่อตั้งได้ริเริ่มไว้ แล้วเมื่อยิ่งได้สัมผัสกับเรื่องราวในอดีตอันเป็นตำนานพร้อมกันนั้นก็มองเห็นแนวทางของแบรนด์ในอนาคต ที่บ่งบอกว่าการสร้างสรรค์ผลงานกระเป๋าถือและกระเป๋าเดินทางได้ข้ามขีดจำกัดของการเดินทางที่พาให้พบกับประสบการณ์ในแง่มุมต่างๆ ของนักเดินทาง

Icons

ห้อง Icons เป็นการระลึกถึง กระเป๋าถือ Bamboo 1947, Horsebit 1955 และ Jackie 1961 ซึ่งถือเป็นตัวแทนของงานออกแบบสุดไอคอนิกของ Gucci ด้วยภาพลักษณ์อันโดดเด่นด้านแนวคิดสร้างสรรค์และงานช่างฝีมืออันประณีตของ Gucci อันเป็นเรื่องราวเปี่ยมเอกลักษณ์ที่ยังคงไว้ซึ่งจิตวิญญาณแห่งห้วงเวลา

โดยในปี 1947 Gucci ได้นำเสนอกระเป๋าถือไอคอนิกใบแรกซึ่งตกแต่งด้วยที่จับกระเป๋าที่ทำจากไม้ไผ่รูปทรงโค้ง นับเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานแห่งผลงานการออกแบบกระเป๋าอันชาญฉลาด หลังจากผลงานสร้างสรรค์อันเป็นที่จดจำ ก็ได้มีการหยิบเอาสัญลักษณ์ Horsebit หรือ ตะขอปากม้า มาปัดฝุ่นตีความใหม่อีกครั้งหลังจากที่ปรากฎอยู่บนรองเท้าทรงโลฟเฟอร์ตั้งแต่ปี 1953 โดยนำเอาสัญลักษณ์นี้มาใช้กับกระเป๋าเป็นครั้งแรกในปี 1955 สำหรับกระเป๋าถือ Horsebit 1955 ในปัจจุบันยังคงกลิ่นอายจากผลงานแรกเริ่มตั้งแต่ปี 1955 เอาไว้โดยใช้วัสดุฮาร์ดแวร์ไอคอนิกตามเดิม พร้อมกับแรงบันดาลใจของกระเป๋ารูปทรงผืนผ้าที่ได้รับความนิยมในช่วงยุค 1970s

เช่นเดียวกันกับกระเป๋า Gucci Jackie 1961 ที่เป็นการย้อนเล่าเรื่องราวไปในปี 1961 ของกระเป๋ารูปทรงพระจันทร์เสี้ยวที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ตกแต่งตัวล็อคที่ปิดกระเป๋ารูปทรงคล้ายลูกสูบ ที่กลายเป็นอีกหนึ่งผลงานอมตะ ในหลายทศวรรษต่อมา เหล่าครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ได้มีการนำเอาผลงานออกแบบอันเป็นต้นฉบับกลับมาตีความใหม่อีกครั้งผ่านมุมมองอันร่วมสมัย โดยไม่เพียงเพื่อระลึกถึงผู้ก่อตั้งแบรนด์เท่านั้นแต่เพื่อเป็นการสะท้อนส่งต่อไปยังผู้ชมในแต่ละยุคสมัยอีกด้วย โดยในนิทรรศการได้มีการจัดแสดงกระเป๋าไอคอนิกจาก Gucci ทั้งสามรุ่นด้วยแบบที่หลากหลายกว่า 200 ใบ ซึ่งจัดเรียงไว้บนชั้นที่ทำจากกระจกสะท้อนเพื่อแสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์อันไร้ขีดจำกัดของ Gucci

Stars

Stars เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์อันยาวนานของ Gucci กับบุคคลสำคัญ เซเลบริตี้ และอินฟลูเอนเซอร์ที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมในด้านต่างๆ มากว่าศตวรรษ โดยในช่วงแรกที่ Guccio Gucci ได้พบกับกลุ่มชนชั้นสูงที่โรงแรม Savoy ในกรุงลอนดอนไปจนถึงการเป็นที่รู้จักยอมรับในหมู่ดาราภาพยนตร์จากฮอลลีวูดและชนชั้นสูงทั่วโลกในช่วงยุค 1950s และ 1960s สู่ความเป็นไอคอนิกในฐานะสัญลักษณ์แห่งความหรูหรา สง่างามในช่วงหลายทศวรรษต่อมา แล้วในช่วงยุค 1990s ที่ยุคดิจิทัลกำลังจะเริ่มขึ้น ความสัมพันธ์กับผู้คนกลุ่มนี้จึงเริ่มขยายออกไปเป็นวงกว้างและมีความหลากหลายมากขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงภาพวิวัฒนาการของวัฒนธรรมเซเลบริตี้ได้เป็นอย่างดี

ในส่วนจัดแสดงของธีม Stars ได้มีการนำเอากระจกและจอภาพดิจิทัลมาใช้ในการสร้างสรรค์ประสบการณ์อันตื่นตาตื่นใจ เพื่อช่วยเสริมให้เครื่องแต่งกายที่ถูกกล่าวขานผ่านการคัดสรรให้มาจัดแสดงในครั้งนี้ดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น สำหรับเครื่องแต่งกายในแต่ละชุดได้รับการตัดเย็บขึ้นโดยเฉพาะเพื่อบุคคลสำคัญจากแวดวงภาพยนตร์หรือดนตรี

Gucci ยังคงสานต่อความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมเซเลบริตี้ที่ยังคงพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องแต่งกายอันงดงามตราตรึงที่สวมใส่โดย ดาวิกา โฮร์เน่  แบรนด์แอมบาสเดอร์ Gucci ของประเทศไทย เพื่อสวมใส่ในงาน Gucci Art Lab Event 2023 ในกรุงเทพฯ ซึ่งตัดเย็บขึ้นเป็นพิเศษสำหรับงานในครั้งนั้น โดยเป็นชุดยาวสีดำที่มีลูกเล่นความระยิบระยับของเนื้อผ้าปราศจากการซับใน ตกแต่งด้วยเทคนิคงานผ้าอัดพลีทและประดับเข็มกลัด พร้อมด้วยเข็มขัดเข้าชุดก็จัดแสดงไว้ในนิทรรศการครั้งนี้เช่นกัน ซึ่งทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทให้กับผลงานช่างฝีมือและความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Gucci อย่างแท้จริง

Fashion

ห้องจัดแสดงธีม Fashion เป็นการจัดแสดงลุคต่างๆ ในแต่ละทศวรรษที่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน โดยหยิบยกมาจากผลงานเก็บสะสมที่ผ่านมาของแบรนด์จาก Gucci Archive ซึ่งเก็บรักษาไว้ที่ปราสาท Palazzo Settimanni ในเมืองฟลอเรนซ์ 

ผลงาน Archive นับเป็นขุมทรัพย์อันล้ำค่าสำหรับเหล่าครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของ Gucci ที่ไม่เพียงช่วยมอบแรงบันดาลใจแล้ว ยังเป็นพื้นที่สำหรับส่งต่อเรื่องราวของงานออกแบบในช่วงเวลานั้นๆ ไปสู่เจเนอเรชั่นที่หลากหลาย ทั้งยังเป็นพื้นที่ที่รหัสสัญลักษณ์อันโดดเด่นของ Gucci ได้ถือกำเนิดขึ้นและถูกหยิบยกกลับมาตีความใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า เห็นได้จากลวดลาย Flora อันเป็นไอคอนิกที่ตกแต่งบนเครื่องแต่งกายในยุค 1960s มาสู่ความเย้ายวนตามแบบฉบับของ Tom Ford งานออกแบบลายผ้าลูกไม้และการตีความอันเปี่ยมนวัตกรรมของกระเป๋า Gucci Jackie จากความเป็นเฟมินีนอันน่าค้นหาของ Frida Giannini และ แรงบันดาลใจจากยุค 1970s สู่ผลงานแคมเปญของ Alessandro Michele รวมไปถึงผลงานคอลเลกชั่นในช่วงแรกของเขาและแคมเปญ Aria ที่แสดงถึงสัญลักษณ์ของลวดลาย GG และลวดลายแถบ Web Stripe

จากลวดลายที่มีกลิ่นอายของนักขี่ม้าไปสู่ผลงาน Gucci Ancora ซึ่งเป็นคอลเลกชั่นเดบิวต์ของ Sabato De Sarno ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์คนล่าสุดของ Gucci โดยชิ้นงานที่เป็นเอกลักษณ์อย่างกระเป๋า Bamboo และรองเท้าโลฟเฟอร์ Horsebit ได้กลับมาโลดแล่นทรงพลังอีกครั้งด้วยกลิ่นอายที่ทันสมัยขึ้น

โดยสำหรับห้องทั้ง 6 ห้องภายในงานนิทรรศการ Gucci Visions นั้น ได้ช่วยสร้างสรรค์แรงบันดาลใจและเติมเต็มการเดินทางที่แสดงให้เห็นว่า Gucci ยังคงความเป็นที่สุดในงานสร้างสรรค์และคุณภาพที่เปี่ยมด้วยสัมผัสของความหรูหราที่มีมายาวนานกว่าศตวรรษ ด้วยผลงานการออกแบบอันเป็นไอคอนิกและไอเดียที่ก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง โดยไม่เพียงแต่เป็นภาพสะท้อนของกาลเวลาแต่ยังเป็นการให้คำจำกัดความกับสิ่งเหล่านั้นอีกด้วย

นอกจากการเปิดตัวนิทรรศการ Gucci Visions ในกรุงเทพฯ อย่างเป็นทางการพร้อมการร่วมเดินทางสู่จักรวาลแห่งประวัติศาสตร์อันเปี่ยมวิสัยทัศน์ของ Gucci แล้ว ภายในงานเปิดตัวพบกับผู้บริหารระดับสูงจาก Gucci  ทั้ง 3 ท่าน ได้แก่ เอ็มมานูเอล เดลริเออ President, South Asia & Pacific, แดเนียล บอมบาร์ดี้ General Manager, Thailand & Vietnam และ เชอริล แทม Vice President, Brand & Customer Engagement พร้อมด้วยเหล่าแบรนด์แอมบาสเดอร์ของประเทศไทยอย่าง “ใหม่” ดาวิกา โฮร์เน่, “กลัฟ” คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์ และ “บิวกิ้น” พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล และรวบรวมเหล่าเซเลบริตี้ ได้แก่ แอน ทองประสม, “เจมีไนน์” นรวิชญ์ ฐิติเจริญรักษ์, “น้ำตาล” ทิพนารี วีรวัฒโนดม, “ฟรีน” สโรชา จันทร์กิมฮะ พร้อมด้วย 4 สมาชิกจากศิลปินวง BUS “ขุนพล” ปองพล ปัญญามิตร, “ภีม” วสุพล พรพนานุรักษ์, “คอปเปอร์” เดชาวัต พรเดชาพิพัฒ และ “ภู” ธัชชัย ลิ้มปัญญากุล พร้อมด้วยศิลปินชั้นนำและเหล่าแฟชั่นอินฟลูเอนเซอร์จากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค

ภายในงานยังปิดท้ายด้วยงานอาฟเตอร์ปาร์ตี้ สุดเอ็กซ์คลูซีฟให้เหล่าแขกผู้มีเกียรติได้ร่วมสนุกสนาน ปลดปล่อยไปกับจังหวะเสียงเพลงจากเหล่าดีเจระดับแนวหน้า โดยไฮไลท์ของงานอยู่ที่การแสดงคอนเสิร์ตสุดพิเศษจาก “บิวกิ้น” พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล แบรนด์แอมบาสเดอร์ Gucci ผู้มากความสามารถทั้งในฐานะนักร้องและนักแสดง ร่วมกันสร้างความสนุกสนานแบบจัดเต็ม

นิทรรศการ Gucci Visions ในประเทศไทยจะเปิดให้บุุคคลทั่วไปเข้าชม ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน ไปจนถึงวันที่ 21 กรกฎาคม 2567 นี้ ณ EM GLASS บริเวณชั้น G อาคาร EM TOWER ศูนย์การค้า EMSPHERE สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมชมนิทรรศการ Gucci Visions สามารถสำรองการเข้าชมที่นี่ หรือ LINE Official Account: @GUCCITH

- COVER ART -

Most Popular

More to See