A Woman We Love: อาชิตา ศิริภิญญานนท์

เราหลงทางอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะมาพบเธอที่โฮมออฟฟิศ ซึ่งมีคำว่า ARCHITA ตั้งตระหง่าน บรรยากาศชวนนึกถึงบ้านไม้ในละครซีรีส์สักเรื่อง เปิดประตูเข้าไปภายในมีรูปเธอหลากหลายอิริยาบถติดอยู่ตามผนังและเสา กับสินค้าแบรนด์เมคอัพของเจ้าตัว รวมถึงเกมเพลย์สเตชัน 1 (รุ่นรีโปรฯ) หลังจากได้รับอนุญาตให้นั่งที่โต๊ะรับแขก เธอก็เอ่ยปากถาม “รับน้ำอะไรดีคะ” พร้อมจัดแจงมาบริการเรากับทีมงานอย่างครบถ้วน นั่นคือความประทับใจ (ไม่นับรอยยิ้มแรกที่เธอส่งให้เราตอนเปิดประตูรั้ว) 

 

 

เธอกลับมานั่งตรงหน้าพร้อมใบหน้ายิ้มแย้มให้เราร่ายเรียงถามถึงความเป็นมาก่อนจะลงเอยกับวงการความงาม เมื่อก่อนเคยเป็นผู้ช่วยครูสอนบัลเลต์ พิธีกรรายการโทรทัศน์ ดีเจ แล้วก็แม่ค้าขายเสื้อผ้าออนไลน์ คืองานดีเจเพิ่งออกมาประมาณ 3 เดือน เพราะบริหารเวลาไม่ได้ เพราะเป็นงานประจำแต่งานบิวตี้บล็อกเกอร์ของเราคือฟรีแลนซ์ บางทีตารางมันก็ไปกระทบกับหลายๆ ฝ่าย

 

ขยายความถึงรู้ว่าเธอเริ่มเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ควบคู่มากับงานอื่นๆ จึงสบโอกาสถามถึงที่มาของการเป็นยูทูบเบอร์ด้านความงาม

 

เริ่มจากการแบ่งปันความสวยความงามกับเพื่อนผ่านแอพฯ โซเชียลแคม จำได้ว่าคลิปแรกเป็นการสอนทำผม เมื่อสัก 7 ปีที่แล้ว ซึ่งเมื่อก่อนมีคนติดตามแค่ 200-300 คนเอง ก็เป็นเพื่อนๆ กันนี่แหละ แต่มันสามารถแชร์ได้ แล้วก็ได้รับการตอบรับที่ดี เราก็ยังไม่รู้หรอกว่าอะไรมันคือบิวตี้บล็อกเกอร์ เหมือนทำมาเรื่อยๆ แล้วคนก็ให้คำนิยามว่าเป็นอาชีพนี้ไปโดยปริยาย 

 

จากวันแรกๆ ที่มีคนติดตามหลักร้อย จนวันนี้เพิ่มขึ้นมาเป็นหลักล้าน คำถามที่นึกขึ้นมาคือ เธอมีวิธีการคิดคอนเทนต์ยังไงให้มีคนสนใจและติดตาม (มากขึ้น) มาตลอด 7 ปีปล่อยให้เป็นธรรมชาติ เราไม่ค่อยมานั่งประชุมกันว่าจะทำอะไร ถ้าอยากทำอะไรก็ทำเลย อย่างบางคลิปก็คิดล่วงหน้าแค่ 2 วัน หรือบางคอนเทนต์ก็มาจากคอมเมนต์ที่แนะนำกันเข้ามานี่แหละ

 

ซึ่งคำตอบที่เหลือเกี่ยวโยงกับคำถามต่อไปในเรื่องไลฟ์สไตล์ของเธอ

 

เราพยายามหาสิ่งที่ทำควบคู่กันไป เอ็นจอยได้ทั้งเที่ยวและได้ทั้งงานไปเลย อย่างล่าสุดที่ไปกินยำที่พัทยาก็คือเราอยากกินอยู่แล้ว ก็เลยไป แล้วก็ได้ถ่ายงานไปด้วยในตัว เราไม่ได้แยกวันหยุดกับวันทำงาน ถึงทำงานแทบจะ 7 วันก็จริง แต่เปิดคอมทำงาน 3 ชั่วโมง เริ่มปวดตา ก็พักแล้วเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นเพื่อผ่อนคลาย แต่ตอนนี้ก็เริ่มคิดในใจแล้วว่าอยากกำหนดวันหยุดให้ตัวเองบ้าง เช่น วันอาทิตย์หยุดทำงานไปเลย ขอนอน แต่ไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่า (หัวเราะ)” 

 

เมื่อไม่ได้กำหนดวันหยุดไว้ตายตัว เธอเล่าให้ฟังว่าเวลาว่างของเธอที่มาจากการพักเบรกก็คือการฟังเพลงเพื่อผ่อนคลาย ซึ่งช่วงนี้ชอบ Frank Sinatra เป็นพิเศษ เพราะเป็นเพลงที่ฟังแล้วรู้สึกเย็น แม้เธอจะไม่ชอบเล่นกีฬาแต่ก็ยังแบ่งเวลาเข้าฟิตเนสรักษาหุ่นให้เฟิร์ม (ซึ่งก็เฟิร์มจริงไม่ปฏิเสธ) ส่วนการแฮงก์เอาต์กับเพื่อนก็เป็นอีกอย่างที่เติมพลังงานได้ดี ซึ่งเราเชื่อเสมอว่าการจะลงมือทำอะไรสักอย่างแล้วได้ผลลัพธ์ดี ย่อมต้องมีแรงบันดาลใจ จากเมื่อก่อน เริ่มทำคลิปเพราะความสนุก จนตอนนี้กลายเป็นอาชีพ รู้สึกฝืนหรือต้องผลักดันตัวเองมากขึ้นบ้างไหม

 

แรกๆ ไม่มีความรู้สึกเลยตอนทำเล่นๆ เพราะเป็นสิ่งที่เราชอบ เราเองไม่ได้กำหนดตายตัวว่าจะต้องอัพคลิปวันไหน แต่พอทำมาสักพักมันจะเริ่มมีความเครียดอื่นๆ เข้ามา เช่น เรื่องงานที่มีสปอนเซอร์บ้าง เพราะมันเป็นงานจริงๆ หรือบางช่วงที่เราดาวน์ แต่ก็ยังทำคลิปออกมา คนดูก็เขาดูออกนะทำไมช่วงนี้หน้าตาไม่สดใสเลย เป็นอะไรหรือเปล่าหรือถ้าช่วงไหนแฮปปี้คนก็ดูออกเหมือนกัน แต่แปลกที่เรายังไม่เคยรู้สึกว่าต่อไปจะทำคลิปอะไรดี คือมันจะคิดได้ตลอดเลย ปัจจุบันเราก็ยังตกหลุมรักกับงานของเราอยู่

 

 

 

เธอตอบพร้อมรอยยิ้มปิดท้ายประโยค การเข้าไปอยู่ในสื่อที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ กระแสตอบรับที่ดีอาจมีเยอะกว่า แต่ใช่ว่าจะไม่มีเสียงโจมตีเลย มีวิธีการทำให้ตัวเองผ่อนคลายยังไง

 

อย่างเราคุยกับครอบครัวตลอดก็จะบ่นให้ฟัง พอบ่นมันก็เหมือนล้างสมองตัวเองออกไป แต่ที่บ้านก็ไม่ได้เข้าข้างคนในครอบครัวตัวเองตลอด ถ้าเราผิดเขาก็สอนเหมือนกัน ก็พอยอมรับได้ แต่ก็มีที่เดินหนีไปเหมือนกัน (หัวเราะ)”

 

ระหว่างฟังคำตอบเธอ ก็เผลอไปเห็นจานรางวัลที่วางไว้บนตู้ จึงอยากรู้ที่มา

 

เป็น OK Award 2018 รางวัลสาวผิวสวยชวนมอง จริงๆ แปลกมากเลย ไม่คิดเหมือนกันว่าตัวเองจะได้รับรางวัลนี้ เพราะค่านิยมของสังคมเราส่วนมากก็มองว่าคนผิวสวยคือที่มีผิวขาว แต่พอได้รับรางวัลมันก็ตอกย้ำดีว่า ผู้หญิงผิวแทนก็มีผิวที่สวยได้เหมือนกัน 

 

จากสาวน้อยคนหนึ่งที่ทำคลิปออกมาจากด้วยความสนุกและความชอบส่วนตัว วันนี้มีผู้ติดตามเยอะขึ้น มีรางวัลการันตีจนกลายเป็นบุคคลสาธารณะ อะไรคือสิ่งที่เธอคำนึกถึงก่อนจะเผยแพร่ผลงาน

 

พูดในฐานะของการเป็นยูทูบเบอร์หรือบิวตี้บล็อกเกอร์ เรามองว่าคนที่ทำหน้าที่ตรงนี้ควรทำอะไรที่ตอบโจทย์กับเยาวชนรุ่นใหม่ อย่างหนึ่งเลยที่เราจะไม่ทำคือเรื่องของคำหยาบ แล้วก็เรื่องปมด้อย แต่จะดึงให้เป็นจุดเด่นแทน เพราะว่าเราเป็นสื่อกลาง เราก็เหมือนโทรทัศน์ในอดีต ซึ่งคนที่มาเสพเราจะเป็นใครก็ได้ เราว่าการวางตัวที่ดีมันมีผลให้สังคมของเราดีขึ้น

 

นอกจากความสามารถ สิ่งหนึ่งที่ทำให้เธอเป็นที่ยอมรับได้คงหนีไม่พ้นทัศนคติที่มีต่อสังคม แต่หากไม่ใช่เรื่องการทำคลิป เธอก็มีหลักในการใช้ชีวิตที่ให้แรงบันดาลใจไม่น้อย

 

ถ้าเป็นปัจจุบัน คืออยากทำอะไรก็ทำให้เต็มที่ไปเลย เพราะคิดตลอดว่าเราจะอายุ 25 แค่ครั้งเดียว แล้วถ้าเกิดทำแล้วมันผิดพลาด ก็ยังไม่สายเกินไป เพราะเรายังอายุเท่านี้อยู่ 

 

 

คุยกันมาเนิ่นนาน เห็นมุมมองหลายหลายในตัวผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเริ่มทำงานตั้งแต่ยังเรียนมหา’ลัย ใครก็คงอยากรู้จักนิสัยส่วนตัวของเธอ “เป็นคนพูดตรง การพูดตรงก็มีปัญหากับคนรอบข้างเยอะนะ แต่คิดว่ามันมีทั้งข้อดีข้อเสีย บางทีสิ่งที่ไม่ควรพูดเราก็ดันพูดไปแล้ว ส่วนข้อดีก็คือเราไม่ต้องเก็บมาคิด ก็พูดไปเลยให้เคลียร์ แล้วก็เอาแต่ใจตัวเองนิดๆ (หัวเราะ)” 

 

มาถึงช่วงที่เชื่อว่าหลายคนรอฟัง (เราก็เช่นกัน) เราชวนเธอคุยเรื่องเกี่ยวกับผู้ชาย มิวายต้องเปิดด้วยคำถามถึงหนุ่มในสเปก

 

 

ชอบผู้ชายแบบคุณพ่อตัวเอง แต่คิดว่าคงหายาก ขนาดพี่ชายยังถอดแบบคุณพ่อมาได้ไม่หมดเลย (หัวเราะ) คุณพ่อมีความเป็นสุภาพบุรุษมากจริงๆ มีครั้งหนึ่งเราทะเลาะกับแฟน ก็ถามพ่อว่าป๊าเคยทะเลาะกับม๊าไหม แล้วใครเป็นคนง้อเพราะเราอยากรู้ว่าฝ่ายไหนต้องเป็นคนง้อ ป๊าบอกว่า ป๊าเป็นคนง้อตลอดไม่ว่าจะถูกหรือผิด แล้วเขาก็ใส่ใจมาก 

 

คำว่า ‘ใส่ใจ’ จึงเป็นคีย์เวิร์ดหลักที่อยากขยายความถึงนิยามของเธอุคงความเป็นสุภาพบุรุษ

 

เรามองว่าผู้หญิงกับผู้ชายอาจจะเท่าเทียมกัน ไม่จำเป็นต้องมาดูแลเราเวอร์ขนาดนั้น เพราะทุกคนมีร่างกายเหมือนกัน แต่เรามองว่าถ้าผู้ชายเทคแคร์ก็จะดูน่ารัก แต่ไม่ใช่ว่าเราจะไปเบียดเบียนเขา อย่างเวลาที่เรายกของหนักด้วยกันทั้งคู่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะตัวปลิว โดยส่วนตัวเราเป็นคนชอบทำอะไรเอง แต่ถ้าเขาแสดงน้ำใจออกมา ถามว่าช่วยไหมแค่นี้มันก็ดูน่ารักมากๆ แล้ว ฉะนั้นก็เทคแคร์นิดหนึ่ง

 

แต่ถ้าเป็นเรื่องแนวคิด หรือการใช้ชีวิต ผู้ชายที่มีเป้าหมายชัดอาจจะได้แต้ม (พิเศษ) จากเธอ “เราชอบคนที่มีเป้าหมายชัด เวลาคุยกับคนรอบข้างเราชอบคุยเรื่อง business ชอบคุยว่าเขามีเป้าหมายชีวิตยังไงบ้างแต่นั่นอาจไม่ใช่ทั้งหมดทั้งมวล เพราะการเป็น first impression ที่ดีก็มีส่วนสำคัญ เราชอบมองฟัน เขายิ้มแล้วฟันสวยหรือยิ้มแล้วมีเสน่ห์ไหม จริงๆ ก็ดูเยอะนะ เพราะเราไม่ได้ชอบคนหล่อ แต่ชอบองค์ประกอบโดยรวมที่ออกมาดูดี มีเอกลักษณ์ในตัวเอง แต่ที่แน่ๆ คือไม่ชอบผู้ชายเก๊ก 

 

 

ในฐานะผู้หญิงที่คลุกคลีในวงการ มองว่าการกรูมมิ่งของผู้ชายสำคัญขนาดไหน “ทุกคนมักจะบอกว่าไม่ได้มองคนที่ภายนอก แต่เอาเข้าจริง เราก็มอง เพราะมันเหมือน first impression เรามองคนครั้งแรก เราไม่มีโอกาสที่จะได้คุยกับเขา เราก็ต้องเห็นเขาจากภายนอกก่อนแม้จะไม่มีคำตอบเจาะจงว่าสำคัญขนาดไหน แต่หมั่นดูแลตัวเองไว้คงปลอดภัยที่สุด

 

ส่วนคิดยังไงกับผู้ชายแต่งหน้า (อ่านแล้วอย่าเพิ่งขนลุก) ลองไปฟังคำตอบของเธอดูเราชอบนะ มองว่ามันสนุกดี เราก็พยายามจะให้พี่ชายแต่งหน้ามาตลอด แต่พี่ชายไม่เอาเลย ผู้ชายที่แต่งหน้าคือผู้ชายที่ดูแลตัวเอง อย่างลงครีมกันแดด ทาลิปมัน แต่อย่าให้เยอะไป แต่ก็ไม่ใช่ว่าที่ไม่แต่งคือไม่ดูแลตัวเองนะ 

 

จากนั้นเราขอให้เธอช่วยเลือกของกรูมมิ่งติดกระเป๋าให้ผู้ชายสักชิ้นสองชิ้น “อืม..คิดว่าเป็นอย่างหนึ่งที่หลายคนอาจจะนึกไม่ถึง เราว่าผู้ชายที่พกผ้าเช็ดหน้าดูอ่อนโยนดี ส่วนตัวคือจากคุณพ่อ (อีกแล้ว) ตอนเด็กๆ เราน้ำมูกไหล เขาก็จะหยิบผ้าเช็ดหน้ามาให้ มันดูน่ารักดี ไม่ได้ดูสำอางเลย เราจะสังเกตว่าป๊าใช้ผ้าเช็ดหน้าตอนไหนบ้าง เขาจะใช้เวลาที่จามหรือล้างหน้าเวลาไปห้าง” “แล้วก็ลิปมัน เราสังเกตจากพี่ชาย เดี๋ยวนี้เขาไม่ได้ใช้ลิปมันธรรมดาแล้วนะ ใช้แบบที่มีสีหน่อยๆ ด้วย เราก็ตกใจนิดหนึ่งเลยแกล้งๆ ถามว่าทำไมชอบอันนี้ เขาบอกว่ามันทำให้ดูสดใส ทำให้หน้าเขาดูเฟรชขึ้น 

 

เรายื่นคำถามสุดท้าย (แต่ยังไม่ท้ายสุด) ว่าด้วยเรื่องลมหายใจ (ที่ไม่เข้าใครออกใครซะด้วยสิ) ถ้าออกเดตกับผู้ชายแล้วเขาปากเหม็นจะทำยังไง แล้วจะบอกเขาไหม “(ถอนหายใจหนึ่งฟอด) เราเคยเจอประสบการณ์นี้นะ แต่สุดท้ายแล้วเรามองผ่านจุดนี้ได้ ถึงแม้เราจะไม่ชอบผู้ชายกัดเล็บ มีกลิ่นตัวหรืออะไรก็แล้วแต่ เราว่าเรารับได้ถ้าได้รู้จักเขาแล้วเขาเป็นอย่างนั้นจริงๆ เราชอบคนที่เป็นธรรมชาติ ถ้าธรรมชาติเขากัดเล็บ เราอาจจะมองเป็นความน่ารักก็ได้ แต่ก็อาจจะต้องดูเรื่องของสถานที่กับมารยาทนิดหนึ่ง แต่คงไม่บอก อาจจะใช้วิธีการอื่น อย่างยื่นลูกอมให้ หรือพาไปกินอะไรเพื่อกลบกลิ่น

 

ส่วนคำถามสุดท้าย ทำเธอเซอไพรส์นิดๆ  ถ้าเลือกได้ อยากได้นายกฯ แบบไหน ขอคนที่เป็นสุภาพบุรุษละกันค่ะ (หัวเราะ)”

 

 
 
 
View this post on Instagram

ถ้าอยากรู้ว่าผู้หญิงมองผู้ชายตรงไหนก็ต้องไปถามจากปากสาวๆ สิครับ วันนี้เราอยู่กับบิวตี้บล็อกเกอร์สาวหน้าใสอย่างอาชิ-อาชิตา ศิริภิญญานนท์ เจ้าของฟอลโลว์เวอร์หลักล้านที่เธอจะมาบอกว่าอะไรผู้ชายทำแล้วดี ทำแล้วสาวๆ จะยี้ พร้อมกับประสบการณ์สุดสยองของเธอตอนไปเดต จะเป็นอะไรไปดูแบบเต็มๆ ได้ที่ Facebook, Youtube ของเราและที่ Esquire.co.th (link in bio) ได้เลย!

#EsquireAWomanWeLove #EsquireThailand #Archita

A post shared by Esquire Thailand (@esquirethai) on


เรื่อง: PRAN

ภาพ: SUWAT PANTONG

สถานที่: JW ARCHITA Co.,LTD.

 


YOU MIGHT LIKE !



A Woman We Love: อาชิตา ศิริภิญญานนท์

เราหลงทางอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะมาพบเธอที่โฮมออฟฟิศ ซึ่งมีคำว่า ARCHITA ตั้งตระหง่าน บรรยากาศชวนนึกถึงบ้านไม้ในละครซีรีส์สักเรื่อง เปิดประตูเข้าไปภายในมีรูปเธอหลากหลายอิริยาบถติดอยู่ตามผนังและเสา กับสินค้าแบรนด์เมคอัพของเจ้าตัว รวมถึงเกมเพลย์สเตชัน 1 (รุ่นรีโปรฯ) หลังจากได้รับอนุญาตให้นั่งที่โต๊ะรับแขก เธอก็เอ่ยปากถาม “รับน้ำอะไรดีคะ” พร้อมจัดแจงมาบริการเรากับทีมงานอย่างครบถ้วน นั่นคือความประทับใจ (ไม่นับรอยยิ้มแรกที่เธอส่งให้เราตอนเปิดประตูรั้ว) 

 

 

เธอกลับมานั่งตรงหน้าพร้อมใบหน้ายิ้มแย้มให้เราร่ายเรียงถามถึงความเป็นมาก่อนจะลงเอยกับวงการความงาม เมื่อก่อนเคยเป็นผู้ช่วยครูสอนบัลเลต์ พิธีกรรายการโทรทัศน์ ดีเจ แล้วก็แม่ค้าขายเสื้อผ้าออนไลน์ คืองานดีเจเพิ่งออกมาประมาณ 3 เดือน เพราะบริหารเวลาไม่ได้ เพราะเป็นงานประจำแต่งานบิวตี้บล็อกเกอร์ของเราคือฟรีแลนซ์ บางทีตารางมันก็ไปกระทบกับหลายๆ ฝ่าย

 

ขยายความถึงรู้ว่าเธอเริ่มเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ควบคู่มากับงานอื่นๆ จึงสบโอกาสถามถึงที่มาของการเป็นยูทูบเบอร์ด้านความงาม

 

เริ่มจากการแบ่งปันความสวยความงามกับเพื่อนผ่านแอพฯ โซเชียลแคม จำได้ว่าคลิปแรกเป็นการสอนทำผม เมื่อสัก 7 ปีที่แล้ว ซึ่งเมื่อก่อนมีคนติดตามแค่ 200-300 คนเอง ก็เป็นเพื่อนๆ กันนี่แหละ แต่มันสามารถแชร์ได้ แล้วก็ได้รับการตอบรับที่ดี เราก็ยังไม่รู้หรอกว่าอะไรมันคือบิวตี้บล็อกเกอร์ เหมือนทำมาเรื่อยๆ แล้วคนก็ให้คำนิยามว่าเป็นอาชีพนี้ไปโดยปริยาย 

 

จากวันแรกๆ ที่มีคนติดตามหลักร้อย จนวันนี้เพิ่มขึ้นมาเป็นหลักล้าน คำถามที่นึกขึ้นมาคือ เธอมีวิธีการคิดคอนเทนต์ยังไงให้มีคนสนใจและติดตาม (มากขึ้น) มาตลอด 7 ปีปล่อยให้เป็นธรรมชาติ เราไม่ค่อยมานั่งประชุมกันว่าจะทำอะไร ถ้าอยากทำอะไรก็ทำเลย อย่างบางคลิปก็คิดล่วงหน้าแค่ 2 วัน หรือบางคอนเทนต์ก็มาจากคอมเมนต์ที่แนะนำกันเข้ามานี่แหละ

 

ซึ่งคำตอบที่เหลือเกี่ยวโยงกับคำถามต่อไปในเรื่องไลฟ์สไตล์ของเธอ

 

เราพยายามหาสิ่งที่ทำควบคู่กันไป เอ็นจอยได้ทั้งเที่ยวและได้ทั้งงานไปเลย อย่างล่าสุดที่ไปกินยำที่พัทยาก็คือเราอยากกินอยู่แล้ว ก็เลยไป แล้วก็ได้ถ่ายงานไปด้วยในตัว เราไม่ได้แยกวันหยุดกับวันทำงาน ถึงทำงานแทบจะ 7 วันก็จริง แต่เปิดคอมทำงาน 3 ชั่วโมง เริ่มปวดตา ก็พักแล้วเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นเพื่อผ่อนคลาย แต่ตอนนี้ก็เริ่มคิดในใจแล้วว่าอยากกำหนดวันหยุดให้ตัวเองบ้าง เช่น วันอาทิตย์หยุดทำงานไปเลย ขอนอน แต่ไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่า (หัวเราะ)” 

 

เมื่อไม่ได้กำหนดวันหยุดไว้ตายตัว เธอเล่าให้ฟังว่าเวลาว่างของเธอที่มาจากการพักเบรกก็คือการฟังเพลงเพื่อผ่อนคลาย ซึ่งช่วงนี้ชอบ Frank Sinatra เป็นพิเศษ เพราะเป็นเพลงที่ฟังแล้วรู้สึกเย็น แม้เธอจะไม่ชอบเล่นกีฬาแต่ก็ยังแบ่งเวลาเข้าฟิตเนสรักษาหุ่นให้เฟิร์ม (ซึ่งก็เฟิร์มจริงไม่ปฏิเสธ) ส่วนการแฮงก์เอาต์กับเพื่อนก็เป็นอีกอย่างที่เติมพลังงานได้ดี ซึ่งเราเชื่อเสมอว่าการจะลงมือทำอะไรสักอย่างแล้วได้ผลลัพธ์ดี ย่อมต้องมีแรงบันดาลใจ จากเมื่อก่อน เริ่มทำคลิปเพราะความสนุก จนตอนนี้กลายเป็นอาชีพ รู้สึกฝืนหรือต้องผลักดันตัวเองมากขึ้นบ้างไหม

 

แรกๆ ไม่มีความรู้สึกเลยตอนทำเล่นๆ เพราะเป็นสิ่งที่เราชอบ เราเองไม่ได้กำหนดตายตัวว่าจะต้องอัพคลิปวันไหน แต่พอทำมาสักพักมันจะเริ่มมีความเครียดอื่นๆ เข้ามา เช่น เรื่องงานที่มีสปอนเซอร์บ้าง เพราะมันเป็นงานจริงๆ หรือบางช่วงที่เราดาวน์ แต่ก็ยังทำคลิปออกมา คนดูก็เขาดูออกนะทำไมช่วงนี้หน้าตาไม่สดใสเลย เป็นอะไรหรือเปล่าหรือถ้าช่วงไหนแฮปปี้คนก็ดูออกเหมือนกัน แต่แปลกที่เรายังไม่เคยรู้สึกว่าต่อไปจะทำคลิปอะไรดี คือมันจะคิดได้ตลอดเลย ปัจจุบันเราก็ยังตกหลุมรักกับงานของเราอยู่

 

 

 

เธอตอบพร้อมรอยยิ้มปิดท้ายประโยค การเข้าไปอยู่ในสื่อที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ กระแสตอบรับที่ดีอาจมีเยอะกว่า แต่ใช่ว่าจะไม่มีเสียงโจมตีเลย มีวิธีการทำให้ตัวเองผ่อนคลายยังไง

 

อย่างเราคุยกับครอบครัวตลอดก็จะบ่นให้ฟัง พอบ่นมันก็เหมือนล้างสมองตัวเองออกไป แต่ที่บ้านก็ไม่ได้เข้าข้างคนในครอบครัวตัวเองตลอด ถ้าเราผิดเขาก็สอนเหมือนกัน ก็พอยอมรับได้ แต่ก็มีที่เดินหนีไปเหมือนกัน (หัวเราะ)”

 

ระหว่างฟังคำตอบเธอ ก็เผลอไปเห็นจานรางวัลที่วางไว้บนตู้ จึงอยากรู้ที่มา

 

เป็น OK Award 2018 รางวัลสาวผิวสวยชวนมอง จริงๆ แปลกมากเลย ไม่คิดเหมือนกันว่าตัวเองจะได้รับรางวัลนี้ เพราะค่านิยมของสังคมเราส่วนมากก็มองว่าคนผิวสวยคือที่มีผิวขาว แต่พอได้รับรางวัลมันก็ตอกย้ำดีว่า ผู้หญิงผิวแทนก็มีผิวที่สวยได้เหมือนกัน 

 

จากสาวน้อยคนหนึ่งที่ทำคลิปออกมาจากด้วยความสนุกและความชอบส่วนตัว วันนี้มีผู้ติดตามเยอะขึ้น มีรางวัลการันตีจนกลายเป็นบุคคลสาธารณะ อะไรคือสิ่งที่เธอคำนึกถึงก่อนจะเผยแพร่ผลงาน

 

พูดในฐานะของการเป็นยูทูบเบอร์หรือบิวตี้บล็อกเกอร์ เรามองว่าคนที่ทำหน้าที่ตรงนี้ควรทำอะไรที่ตอบโจทย์กับเยาวชนรุ่นใหม่ อย่างหนึ่งเลยที่เราจะไม่ทำคือเรื่องของคำหยาบ แล้วก็เรื่องปมด้อย แต่จะดึงให้เป็นจุดเด่นแทน เพราะว่าเราเป็นสื่อกลาง เราก็เหมือนโทรทัศน์ในอดีต ซึ่งคนที่มาเสพเราจะเป็นใครก็ได้ เราว่าการวางตัวที่ดีมันมีผลให้สังคมของเราดีขึ้น

 

นอกจากความสามารถ สิ่งหนึ่งที่ทำให้เธอเป็นที่ยอมรับได้คงหนีไม่พ้นทัศนคติที่มีต่อสังคม แต่หากไม่ใช่เรื่องการทำคลิป เธอก็มีหลักในการใช้ชีวิตที่ให้แรงบันดาลใจไม่น้อย

 

ถ้าเป็นปัจจุบัน คืออยากทำอะไรก็ทำให้เต็มที่ไปเลย เพราะคิดตลอดว่าเราจะอายุ 25 แค่ครั้งเดียว แล้วถ้าเกิดทำแล้วมันผิดพลาด ก็ยังไม่สายเกินไป เพราะเรายังอายุเท่านี้อยู่ 

 

 

คุยกันมาเนิ่นนาน เห็นมุมมองหลายหลายในตัวผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเริ่มทำงานตั้งแต่ยังเรียนมหา’ลัย ใครก็คงอยากรู้จักนิสัยส่วนตัวของเธอ “เป็นคนพูดตรง การพูดตรงก็มีปัญหากับคนรอบข้างเยอะนะ แต่คิดว่ามันมีทั้งข้อดีข้อเสีย บางทีสิ่งที่ไม่ควรพูดเราก็ดันพูดไปแล้ว ส่วนข้อดีก็คือเราไม่ต้องเก็บมาคิด ก็พูดไปเลยให้เคลียร์ แล้วก็เอาแต่ใจตัวเองนิดๆ (หัวเราะ)” 

 

มาถึงช่วงที่เชื่อว่าหลายคนรอฟัง (เราก็เช่นกัน) เราชวนเธอคุยเรื่องเกี่ยวกับผู้ชาย มิวายต้องเปิดด้วยคำถามถึงหนุ่มในสเปก

 

 

ชอบผู้ชายแบบคุณพ่อตัวเอง แต่คิดว่าคงหายาก ขนาดพี่ชายยังถอดแบบคุณพ่อมาได้ไม่หมดเลย (หัวเราะ) คุณพ่อมีความเป็นสุภาพบุรุษมากจริงๆ มีครั้งหนึ่งเราทะเลาะกับแฟน ก็ถามพ่อว่าป๊าเคยทะเลาะกับม๊าไหม แล้วใครเป็นคนง้อเพราะเราอยากรู้ว่าฝ่ายไหนต้องเป็นคนง้อ ป๊าบอกว่า ป๊าเป็นคนง้อตลอดไม่ว่าจะถูกหรือผิด แล้วเขาก็ใส่ใจมาก 

 

คำว่า ‘ใส่ใจ’ จึงเป็นคีย์เวิร์ดหลักที่อยากขยายความถึงนิยามของเธอุคงความเป็นสุภาพบุรุษ

 

เรามองว่าผู้หญิงกับผู้ชายอาจจะเท่าเทียมกัน ไม่จำเป็นต้องมาดูแลเราเวอร์ขนาดนั้น เพราะทุกคนมีร่างกายเหมือนกัน แต่เรามองว่าถ้าผู้ชายเทคแคร์ก็จะดูน่ารัก แต่ไม่ใช่ว่าเราจะไปเบียดเบียนเขา อย่างเวลาที่เรายกของหนักด้วยกันทั้งคู่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะตัวปลิว โดยส่วนตัวเราเป็นคนชอบทำอะไรเอง แต่ถ้าเขาแสดงน้ำใจออกมา ถามว่าช่วยไหมแค่นี้มันก็ดูน่ารักมากๆ แล้ว ฉะนั้นก็เทคแคร์นิดหนึ่ง

 

แต่ถ้าเป็นเรื่องแนวคิด หรือการใช้ชีวิต ผู้ชายที่มีเป้าหมายชัดอาจจะได้แต้ม (พิเศษ) จากเธอ “เราชอบคนที่มีเป้าหมายชัด เวลาคุยกับคนรอบข้างเราชอบคุยเรื่อง business ชอบคุยว่าเขามีเป้าหมายชีวิตยังไงบ้างแต่นั่นอาจไม่ใช่ทั้งหมดทั้งมวล เพราะการเป็น first impression ที่ดีก็มีส่วนสำคัญ เราชอบมองฟัน เขายิ้มแล้วฟันสวยหรือยิ้มแล้วมีเสน่ห์ไหม จริงๆ ก็ดูเยอะนะ เพราะเราไม่ได้ชอบคนหล่อ แต่ชอบองค์ประกอบโดยรวมที่ออกมาดูดี มีเอกลักษณ์ในตัวเอง แต่ที่แน่ๆ คือไม่ชอบผู้ชายเก๊ก 

 

 

ในฐานะผู้หญิงที่คลุกคลีในวงการ มองว่าการกรูมมิ่งของผู้ชายสำคัญขนาดไหน “ทุกคนมักจะบอกว่าไม่ได้มองคนที่ภายนอก แต่เอาเข้าจริง เราก็มอง เพราะมันเหมือน first impression เรามองคนครั้งแรก เราไม่มีโอกาสที่จะได้คุยกับเขา เราก็ต้องเห็นเขาจากภายนอกก่อนแม้จะไม่มีคำตอบเจาะจงว่าสำคัญขนาดไหน แต่หมั่นดูแลตัวเองไว้คงปลอดภัยที่สุด

 

ส่วนคิดยังไงกับผู้ชายแต่งหน้า (อ่านแล้วอย่าเพิ่งขนลุก) ลองไปฟังคำตอบของเธอดูเราชอบนะ มองว่ามันสนุกดี เราก็พยายามจะให้พี่ชายแต่งหน้ามาตลอด แต่พี่ชายไม่เอาเลย ผู้ชายที่แต่งหน้าคือผู้ชายที่ดูแลตัวเอง อย่างลงครีมกันแดด ทาลิปมัน แต่อย่าให้เยอะไป แต่ก็ไม่ใช่ว่าที่ไม่แต่งคือไม่ดูแลตัวเองนะ 

 

จากนั้นเราขอให้เธอช่วยเลือกของกรูมมิ่งติดกระเป๋าให้ผู้ชายสักชิ้นสองชิ้น “อืม..คิดว่าเป็นอย่างหนึ่งที่หลายคนอาจจะนึกไม่ถึง เราว่าผู้ชายที่พกผ้าเช็ดหน้าดูอ่อนโยนดี ส่วนตัวคือจากคุณพ่อ (อีกแล้ว) ตอนเด็กๆ เราน้ำมูกไหล เขาก็จะหยิบผ้าเช็ดหน้ามาให้ มันดูน่ารักดี ไม่ได้ดูสำอางเลย เราจะสังเกตว่าป๊าใช้ผ้าเช็ดหน้าตอนไหนบ้าง เขาจะใช้เวลาที่จามหรือล้างหน้าเวลาไปห้าง” “แล้วก็ลิปมัน เราสังเกตจากพี่ชาย เดี๋ยวนี้เขาไม่ได้ใช้ลิปมันธรรมดาแล้วนะ ใช้แบบที่มีสีหน่อยๆ ด้วย เราก็ตกใจนิดหนึ่งเลยแกล้งๆ ถามว่าทำไมชอบอันนี้ เขาบอกว่ามันทำให้ดูสดใส ทำให้หน้าเขาดูเฟรชขึ้น 

 

เรายื่นคำถามสุดท้าย (แต่ยังไม่ท้ายสุด) ว่าด้วยเรื่องลมหายใจ (ที่ไม่เข้าใครออกใครซะด้วยสิ) ถ้าออกเดตกับผู้ชายแล้วเขาปากเหม็นจะทำยังไง แล้วจะบอกเขาไหม “(ถอนหายใจหนึ่งฟอด) เราเคยเจอประสบการณ์นี้นะ แต่สุดท้ายแล้วเรามองผ่านจุดนี้ได้ ถึงแม้เราจะไม่ชอบผู้ชายกัดเล็บ มีกลิ่นตัวหรืออะไรก็แล้วแต่ เราว่าเรารับได้ถ้าได้รู้จักเขาแล้วเขาเป็นอย่างนั้นจริงๆ เราชอบคนที่เป็นธรรมชาติ ถ้าธรรมชาติเขากัดเล็บ เราอาจจะมองเป็นความน่ารักก็ได้ แต่ก็อาจจะต้องดูเรื่องของสถานที่กับมารยาทนิดหนึ่ง แต่คงไม่บอก อาจจะใช้วิธีการอื่น อย่างยื่นลูกอมให้ หรือพาไปกินอะไรเพื่อกลบกลิ่น

 

ส่วนคำถามสุดท้าย ทำเธอเซอไพรส์นิดๆ  ถ้าเลือกได้ อยากได้นายกฯ แบบไหน ขอคนที่เป็นสุภาพบุรุษละกันค่ะ (หัวเราะ)”

 

 
 
 
View this post on Instagram

ถ้าอยากรู้ว่าผู้หญิงมองผู้ชายตรงไหนก็ต้องไปถามจากปากสาวๆ สิครับ วันนี้เราอยู่กับบิวตี้บล็อกเกอร์สาวหน้าใสอย่างอาชิ-อาชิตา ศิริภิญญานนท์ เจ้าของฟอลโลว์เวอร์หลักล้านที่เธอจะมาบอกว่าอะไรผู้ชายทำแล้วดี ทำแล้วสาวๆ จะยี้ พร้อมกับประสบการณ์สุดสยองของเธอตอนไปเดต จะเป็นอะไรไปดูแบบเต็มๆ ได้ที่ Facebook, Youtube ของเราและที่ Esquire.co.th (link in bio) ได้เลย!

#EsquireAWomanWeLove #EsquireThailand #Archita

A post shared by Esquire Thailand (@esquirethai) on


เรื่อง: PRAN

ภาพ: SUWAT PANTONG

สถานที่: JW ARCHITA Co.,LTD.