David Hockney ขณะที่คนอื่นร่วง เขายังรุ่ง

ขณะที่คนอื่นร่วง เขายังรุ่ง จิตรกรผู้กำลังมีผลงานแสดงระดับพระกาฬในประเทศแห่งหมอกและฝนซึ่งเขาเคยทิ้งมาเพื่อตามหาฝันในแอล.เอ.

 

>> ผมเป็นสิงห์อมควันมาหกสิบสองปีแล้ว จะหยุดทำไมตอนนี้ล่ะ ปิกาสโซก็สูบ ตายตอนเก้าสิบเอ็ด มาติสก็สูบ ตายตอนแปดสิบสี่ โมเนต์ก็สูบ ตายตอนแปดสิบหก จะพล่ามไปเพื่อ?

 

>> ในแอล.เอ. ไม่มีใครสนใจหัวนอนปลายตีนคุณหรอก ที่นี่มีสารพัดร้อยพ่อพันแม่ มาจากทั่วสารทิศ เหมาะกับผมแล้ว

 

>> ผมเป็นคนทำงานมาแต่ไหนแต่ไร มีความสุขในเวลาทำงาน ก็เลยทำงานทุกวัน เสาร์อาทิตย์ไม่มีผล ศิลปินต้องมีไฟอยู่ตลอด ทุกวันนี้ผมยืนวาดรูปเจ็ดชั่วโมงต่อวันก็ยังไหว ศิลปินเกษียนไม่เป็น ทำมันไปเรื่อย ๆ

 

>> อัตตาสำหรับผมคือผมอยากให้คนเห็นผลงานของผม ไม่ได้อยากให้มารู้จักว่าผมเป็นใคร จริง ๆ ผมขี้อาย รูปที่ผมวาดดูดีกว่ารูปถ่ายตัวจริงผมเยอะ  

 

>> ห้าสิบห้าปีที่ผ่านมานี้ ผมใช้จ่ายเงินทองไปกับสิ่งที่ผมอยากทำ มีน้อยใช้น้อย จะงกไว้ทำไม เงินมีไว้ใช้

 

>> ไม่มีใครรู้ว่าผมปฏิเสธตำแหน่งอัศวินจนกระทั่งซันเดย์ ไทมส์ลงข่าว แย่นะ เพราะผมทำแบบเงียบ ๆ ไม่ได้บอกใครเรื่องนี้ ใจมันกระดากถ้ามีใครมาเรียก “เซอร์เดวิด” แต่ผมรับตราเกียรติยศจากองค์สมเด็จพระราชินี มีคนได้แค่ยี่สิบสี่คน ผมเลยคิดว่าเอาก็เอา แต่รู้สึกเฉย ๆ

 

>> อดีตถูกปรับแต่งมาแล้วก็เลยดูว่ามันดีกว่าปัจจุบันที่ยุ่งอินุงตุงนัง แต่อนาคตงานศิลปะของวันนี้จะหายไปเป็นส่วนใหญ่ คัดเฉพาะหัวกะทิไว้ ถูกต้องแล้ว ไม่งั้นขยะคงท่วมบ้านท่วมเมือง

 

>> ยุค 80s โคเคนคือความสนุก ในนิวยอร์กใคร ๆ ก็เล่น ผมเองเสพบ้างพอเป็นกระษัย ผมมันคนทำงาน ไม่ใช่ขาเที่ยว ไม่ชอบผับบาร์ มันหนวกหู

 

>> ราคางานศิลปะยุคนี้มันบ้าฉิบ สงสัยว่าฟอกเงินหรือเปล่า สมัยนี้คนเขาฮิตลงทุน หมดยุคเก็บเงินใส่ไหฝังไว้ใต้ดินแล้ว

 

>> จริง ๆ ผมไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้า มีอยู่ช่วงหนึ่งที่จิตตก เข้าใจว่าเพราะเครียดที่หูหนวก มีครั้งหนึ่งเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ผมหลับเป็นตายสามวันสามคืน หมอบอกว่าผมมีแนวโน้มเป็นตับอ่อนอักเสบ ให้เลิกเหล้ากับคาเฟอีน ผมตอบหมอไปว่า “งดอะไรก็ได้แต่อย่าให้อดบุหรี่” ตั้งแต่นั้นผมก็ไม่เคยจิตตกอีกเลย สรุปคือสาเหตุเพราะดื่มเหล้า

 

>> นิวยอร์กน่าเบื่อแล้ว ค่าเช่าแพงไปสำหรับคออินดี้ คนหนุ่มสาวไม่มีปัญญา ปารีสก็อีหรอบเดียวกัน ที่ไหนปราศจากคนรุ่นใหม่ ๆ ก็รอวันเฉาตายไปเท่านั้นเอง

 

>> คุณต้องพึ่งนักวิจารณ์ เพราะนักวิจารณ์คือกระบอกเสียงอย่างดี ไม่ต้องเสียค่าโฆษณา ผมยังจำคำของเกอเธ่ (นักประพันธ์ชาวเยอรมัน) ช่วงปลายศตวรรษที่ 18 สมัยที่เริ่มมีนักวิจารณ์เกิดขึ้น เขาว่า “เชกสเปียร์จะพัฒนาไปไกลกว่านี้ไหมถ้าอยู่ในยุคพวกเรา” เพราะสมัยของเชกสเปียร์ยังไม่มีนักวิจารณ์ เขาเขียนของเขาไปเรื่อย ถ้ามีคนคอยวิจารณ์งานทุกชิ้นของเขา มันจะเป็นยังไง

 

>> สงครามคือเกมของชนชั้นสูง มีแต่ชาวบ้านตาดำ ๆ ที่ไปรบ สงครามโลกครั้งแรกเริ่มในปี 1914 เพราะทุกรัฐบาลในยุโรปเป็นพวกขุนน้ำขุนนาง ยุคนี้สมาร์ทโฟนครองเมือง อำนาจอยู่ในกำมือของปัจเจกบุคคล ผมสงสัยว่าจะมีใครไปตายในสงครามโลกครั้งที่ 1 ไหมถ้าทุกคนมีไอโฟน เราก็ต้องส่งข้อความเตือนกันสิว่า “เฮ้ยอย่ามาสมรภูมิซอมม์!”

 

>> ศิลปินไม่เหมาะจะเป็นพ่อแม่คน แทบร้อยทั้งร้อยไปไม่รอด งานมาเป็นอันดับหนึ่งสำหรับพวกเขา ผมอาจจะพลาดบางอย่างไป แต่ชีวิตก็มีทางออกของมัน จำได้มีครั้งหนึ่งที่นิวยอร์กไทมส์ไปเก็บภาพข่าวสังคมที่โรงโอเปร่ากลินด์บอร์น เขาถามโฆษกหญิงว่า “ถ้าฝนตกจะทำยังไง” เธอตอบว่า “ให้มันตกก่อนค่อยว่ากัน” ตอบได้เฉียบ ผมก็ถือคติแบบนี้

 

>> ผมเคยลองแว่นตาโลกเสมือนจริง (virtual-reality headset) คิดว่ามันไม่น่าติดตลาด มันปลีกวิเวกเกิน ดีอย่างเดียวคือตอนดูหนังโป๊ อย่างอื่นไม่เวิร์ก เพราะหนังโป๊นี้เราดูคนเดียว เสียงต้องคม นมเป็นนม ก้นเป็นก้น แต่มันจะตัดขาดจากสังคมไปไหม

 

>> ถ้าเป้าหมายชีวิตของคุณคือการมีอายุยืนยาว ผมว่าคุณกำลังหนีสัจธรรม เมื่อก่อนเคยมีมุกตลก แต่คนสมัยนี้ไม่ขำแล้ว ผู้ชายคนหนึ่งไปหาหมอและหมอบอกว่า “หมออยากให้คุณเลิกเหล้าบุหรี่ เลิกตามใจปาก เลิกมีเซ็กส์” ชายคนนั้นย้อนถาม “แล้วผมจะอายุยืนหรือครับ” “เปล่า แค่หลอกตัวเองให้สบายใจขึ้น”

 


 

Photography: IN LIVING COLOR ฮ็อกนีย์ปี 1988 ในสตูดิโอของเขา ถ่ายโดยเดวิด มอนต์โกเมอรี

Edit: Paron S.


YOU MIGHT LIKE !



David Hockney ขณะที่คนอื่นร่วง เขายังรุ่ง

ขณะที่คนอื่นร่วง เขายังรุ่ง จิตรกรผู้กำลังมีผลงานแสดงระดับพระกาฬในประเทศแห่งหมอกและฝนซึ่งเขาเคยทิ้งมาเพื่อตามหาฝันในแอล.เอ.

 

>> ผมเป็นสิงห์อมควันมาหกสิบสองปีแล้ว จะหยุดทำไมตอนนี้ล่ะ ปิกาสโซก็สูบ ตายตอนเก้าสิบเอ็ด มาติสก็สูบ ตายตอนแปดสิบสี่ โมเนต์ก็สูบ ตายตอนแปดสิบหก จะพล่ามไปเพื่อ?

 

>> ในแอล.เอ. ไม่มีใครสนใจหัวนอนปลายตีนคุณหรอก ที่นี่มีสารพัดร้อยพ่อพันแม่ มาจากทั่วสารทิศ เหมาะกับผมแล้ว

 

>> ผมเป็นคนทำงานมาแต่ไหนแต่ไร มีความสุขในเวลาทำงาน ก็เลยทำงานทุกวัน เสาร์อาทิตย์ไม่มีผล ศิลปินต้องมีไฟอยู่ตลอด ทุกวันนี้ผมยืนวาดรูปเจ็ดชั่วโมงต่อวันก็ยังไหว ศิลปินเกษียนไม่เป็น ทำมันไปเรื่อย ๆ

 

>> อัตตาสำหรับผมคือผมอยากให้คนเห็นผลงานของผม ไม่ได้อยากให้มารู้จักว่าผมเป็นใคร จริง ๆ ผมขี้อาย รูปที่ผมวาดดูดีกว่ารูปถ่ายตัวจริงผมเยอะ  

 

>> ห้าสิบห้าปีที่ผ่านมานี้ ผมใช้จ่ายเงินทองไปกับสิ่งที่ผมอยากทำ มีน้อยใช้น้อย จะงกไว้ทำไม เงินมีไว้ใช้

 

>> ไม่มีใครรู้ว่าผมปฏิเสธตำแหน่งอัศวินจนกระทั่งซันเดย์ ไทมส์ลงข่าว แย่นะ เพราะผมทำแบบเงียบ ๆ ไม่ได้บอกใครเรื่องนี้ ใจมันกระดากถ้ามีใครมาเรียก “เซอร์เดวิด” แต่ผมรับตราเกียรติยศจากองค์สมเด็จพระราชินี มีคนได้แค่ยี่สิบสี่คน ผมเลยคิดว่าเอาก็เอา แต่รู้สึกเฉย ๆ

 

>> อดีตถูกปรับแต่งมาแล้วก็เลยดูว่ามันดีกว่าปัจจุบันที่ยุ่งอินุงตุงนัง แต่อนาคตงานศิลปะของวันนี้จะหายไปเป็นส่วนใหญ่ คัดเฉพาะหัวกะทิไว้ ถูกต้องแล้ว ไม่งั้นขยะคงท่วมบ้านท่วมเมือง

 

>> ยุค 80s โคเคนคือความสนุก ในนิวยอร์กใคร ๆ ก็เล่น ผมเองเสพบ้างพอเป็นกระษัย ผมมันคนทำงาน ไม่ใช่ขาเที่ยว ไม่ชอบผับบาร์ มันหนวกหู

 

>> ราคางานศิลปะยุคนี้มันบ้าฉิบ สงสัยว่าฟอกเงินหรือเปล่า สมัยนี้คนเขาฮิตลงทุน หมดยุคเก็บเงินใส่ไหฝังไว้ใต้ดินแล้ว

 

>> จริง ๆ ผมไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้า มีอยู่ช่วงหนึ่งที่จิตตก เข้าใจว่าเพราะเครียดที่หูหนวก มีครั้งหนึ่งเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ผมหลับเป็นตายสามวันสามคืน หมอบอกว่าผมมีแนวโน้มเป็นตับอ่อนอักเสบ ให้เลิกเหล้ากับคาเฟอีน ผมตอบหมอไปว่า “งดอะไรก็ได้แต่อย่าให้อดบุหรี่” ตั้งแต่นั้นผมก็ไม่เคยจิตตกอีกเลย สรุปคือสาเหตุเพราะดื่มเหล้า

 

>> นิวยอร์กน่าเบื่อแล้ว ค่าเช่าแพงไปสำหรับคออินดี้ คนหนุ่มสาวไม่มีปัญญา ปารีสก็อีหรอบเดียวกัน ที่ไหนปราศจากคนรุ่นใหม่ ๆ ก็รอวันเฉาตายไปเท่านั้นเอง

 

>> คุณต้องพึ่งนักวิจารณ์ เพราะนักวิจารณ์คือกระบอกเสียงอย่างดี ไม่ต้องเสียค่าโฆษณา ผมยังจำคำของเกอเธ่ (นักประพันธ์ชาวเยอรมัน) ช่วงปลายศตวรรษที่ 18 สมัยที่เริ่มมีนักวิจารณ์เกิดขึ้น เขาว่า “เชกสเปียร์จะพัฒนาไปไกลกว่านี้ไหมถ้าอยู่ในยุคพวกเรา” เพราะสมัยของเชกสเปียร์ยังไม่มีนักวิจารณ์ เขาเขียนของเขาไปเรื่อย ถ้ามีคนคอยวิจารณ์งานทุกชิ้นของเขา มันจะเป็นยังไง

 

>> สงครามคือเกมของชนชั้นสูง มีแต่ชาวบ้านตาดำ ๆ ที่ไปรบ สงครามโลกครั้งแรกเริ่มในปี 1914 เพราะทุกรัฐบาลในยุโรปเป็นพวกขุนน้ำขุนนาง ยุคนี้สมาร์ทโฟนครองเมือง อำนาจอยู่ในกำมือของปัจเจกบุคคล ผมสงสัยว่าจะมีใครไปตายในสงครามโลกครั้งที่ 1 ไหมถ้าทุกคนมีไอโฟน เราก็ต้องส่งข้อความเตือนกันสิว่า “เฮ้ยอย่ามาสมรภูมิซอมม์!”

 

>> ศิลปินไม่เหมาะจะเป็นพ่อแม่คน แทบร้อยทั้งร้อยไปไม่รอด งานมาเป็นอันดับหนึ่งสำหรับพวกเขา ผมอาจจะพลาดบางอย่างไป แต่ชีวิตก็มีทางออกของมัน จำได้มีครั้งหนึ่งที่นิวยอร์กไทมส์ไปเก็บภาพข่าวสังคมที่โรงโอเปร่ากลินด์บอร์น เขาถามโฆษกหญิงว่า “ถ้าฝนตกจะทำยังไง” เธอตอบว่า “ให้มันตกก่อนค่อยว่ากัน” ตอบได้เฉียบ ผมก็ถือคติแบบนี้

 

>> ผมเคยลองแว่นตาโลกเสมือนจริง (virtual-reality headset) คิดว่ามันไม่น่าติดตลาด มันปลีกวิเวกเกิน ดีอย่างเดียวคือตอนดูหนังโป๊ อย่างอื่นไม่เวิร์ก เพราะหนังโป๊นี้เราดูคนเดียว เสียงต้องคม นมเป็นนม ก้นเป็นก้น แต่มันจะตัดขาดจากสังคมไปไหม

 

>> ถ้าเป้าหมายชีวิตของคุณคือการมีอายุยืนยาว ผมว่าคุณกำลังหนีสัจธรรม เมื่อก่อนเคยมีมุกตลก แต่คนสมัยนี้ไม่ขำแล้ว ผู้ชายคนหนึ่งไปหาหมอและหมอบอกว่า “หมออยากให้คุณเลิกเหล้าบุหรี่ เลิกตามใจปาก เลิกมีเซ็กส์” ชายคนนั้นย้อนถาม “แล้วผมจะอายุยืนหรือครับ” “เปล่า แค่หลอกตัวเองให้สบายใจขึ้น”

 


 

Photography: IN LIVING COLOR ฮ็อกนีย์ปี 1988 ในสตูดิโอของเขา ถ่ายโดยเดวิด มอนต์โกเมอรี

Edit: Paron S.