เฉลิมพล ปุณโณทก - นักสร้างนวัตกรรม

>> ปัญญาประดิษฐ์คือตัวปัญญา คือศักยภาพในการคิด มันอยู่ได้ทุกที่ หุ่นยนต์ก็เป็นหนึ่งในเครื่องไม้เครื่องมือของปัญญาประดิษฐ์ รถยนต์หรือตึกก็มีปัญญาประดิษฐ์ได้ ทุกอย่างใส่ปัญญาเข้าไปได้หมด ทุกวันนี้เครื่องคอมพิวเตอร์เล่นหมากล้อมชนะแชมป์โลกที่เป็นคนได้และจะไม่มีวันแพ้อีกต่อไปแล้ว

 

>> ผมมีพรสวรรค์ด้านศิลปะมาตั้งแต่เด็ก อายุสิบขวบก็วาดภาพสีน้ำมันได้แล้ว ตอนนั้นผมใช้สีเป็นทุกชนิดพ่อแม่เลยสนับสนุน นอกจากนี้ผมยังมีหัวการค้าโดยการวาดรูปมนุษย์หินฟลินท์สโตนไปขาย

 

>> ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยไม่ได้เรียนศิลปะก็ไปเอาดีทางด้านทำกิจกรรมแทน ผมเป็นประธานเชียร์ตั้งแต่เรียนมัธยมจนถึงเข้าเรียนที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ แม้คณะที่เรียนจะไม่มีอะไรเกี่ยวกับหุ่นยนต์แต่เส้นทางชีวิตมันเตรียมพร้อมให้ผมทำอะไรบางอย่าง

 

>> สิ่งที่หล่อหลอมผมมาโดยสรุปคือ ชีวิตวัยเด็กเก่งศิลปะ ทำกิจกรรมเยอะและอุดมการณ์ว่าต้องมีเป้าหมายเพื่อประเทศชาตินอกจากนี้คือเรื่องการใช้อีคิวในการพบปะผู้คน

 

>> แม้ผมจะอยู่ในที่ที่ไม่มีความสุขผมก็สามารถหาสิ่งที่ผมมีความสุขทำได้ ผมแสวงหาความสนุกให้กับตัวเองตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ของชีวิต ผมเรียนบัญชี จุฬาฯ ซึ่งไม่ใช่ตัวผมเลยแต่ผมก็ไปหาสิ่งที่ผมมีความสุขทำจนได้นั่นคือการทำกิจกรรม

 

>> ผมเป็นคนไม่ชอบเดินในกรอบที่ใครวางไว้ให้ การเรียนที่จุฬาฯ ช่วงแรกเป็นรูปแบบการสอนเรื่องพื้นฐานบัญชี แต่พอเริ่มเข้าสู่ภาคการตลาดมันทำให้ผมรู้สึกสนุก ผมทำได้ดีมากเพราะมันเปิดโอกาสให้ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ผมมักคิดหาอะไรที่มันไปข้างหน้าหรือข้าง ๆ แบบนอกกรอบอยู่เสมอ

 

>>ผมพบว่าเราไม่ได้รับการสอนให้คิดว่าเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่เราจะเป็นอะไรหรือเราควรจะทิ้งอะไรไว้เมื่อจากโลกนี้ไปแล้ว พอจบจุฬาฯ ก็เริ่มมีคำถามที่ออกมาจากอุดมการณ์ว่าเราจะทำอะไรต่อไป เราเป็นบัณฑิตแล้วคุณค่ามันอยู่ที่ไหน

 

>> สิ่งที่เป็นเหมือนกันทั้งโลกคือเดินตามกระแสไปเรื่อย ๆ ผมอาจจะเป็นเหมือนนกนางนวลในหนังสือเรื่อง ‘โจนาธาน ลิฟวิงสตัน : นางนวล’ แต่เป็นนกตัวที่ไม่ได้ทำตามสิ่งที่นกตัวอื่น ๆ ทำ

 

>> ผมได้รับการจองตัวไปทำงานตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ก่อนเรียนจบผมทำบริษัทจำลองของจุฬาฯ ได้รับรางวัลจากผู้บริหารของยูนิลีเวอร์ในสมัยนั้นจึงถูกชักชวนให้ไปทำงานด้วย

 

>> ผมทำงานด้านการตลาดได้ดีมากแต่แปลกที่ผมไม่มีความสุขกับมัน คิดเปรียบเทียบว่าคนเรียนหมอยังมีเป้าหมายเพื่อเป็นหมอชนบท เรียนครูก็เป็นครูบ้านนอกแต่เรียนการตลาดไม่รู้จะทำประโยชน์ด้านไหนคืนกลับให้ประเทศชาติได้

 

>> สิ่งที่ผมตกผลึกคือจะต้องเป็นคนสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคตให้กับประเทศ ข้อสรุปนี้กลั่นกรองออกมาจากการหาคำตอบโดยการพูดคุยกับผู้คนแล้วบอกตัวเองได้ในที่สุดว่าเราคือนักรบในแนวธุรกิจ ต้องออกไปรบ ไปสร้าง อยากให้เมืองไทยมีแบบโซนี่ มีแบบแอปเปิ้ล มีแบบซัมซุง เป็นนักคิดนักสร้างแต่ไม่ใช่นักประดิษฐ์

 

>> จากนั้นผมก็วาดพิมพ์เขียวชีวิตด้วยสามหัวข้อใหญ่คือ สร้างอุตสาหกรรมรถยนต์แห่งชาติ สร้างหุ่นยนต์ยี่ห้อคนไทยส่งทั่วโลกหรือทำด้านที่เกี่ยวกับชีววิทยา เอามาทำเป็นยาหรืออาหารเพราะผมคิดว่ามันคือของของประเทศนี้ ผมจะไม่กลับไปขายยาสีฟัน ผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคหรือค้าปลีกอีกแล้ว

 

>> เมื่อตั้งเข็มทิศได้ก็หาทางทำให้บรรลุ เริ่มจากการไปเรียนเอ็มบีเอที่อเมริกา วางแผนว่าช่วงระหว่างเรียนก็จะหา case study ที่เกี่ยวข้อง จบแล้วจะสมัครงานในอุตสาหกรรมที่เอื้อกัน มีพิมพ์เขียวแล้วก็เดินด้วยพิมพ์แบบนี้

 

>> ผมเริ่มงานแรกที่ GE Capital สำนักงานใหญ่ในชิคาโก้ เนื่องจากไปสมัครงานตามสามหัวข้อหลักในพิมพ์เขียวชีวิตแล้วไม่มีใครรับสักที่ ถามว่าเป็นบริษัทการเงินมันเกี่ยวกันยังไง ผมคิดว่าบริษัทใหญ่อย่างจีอีมันต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับสามหัวข้อนั้นบ้าง ซึ่งผมก็ค้นจนเจอนั่นคือได้ทำงานเรื่อง Call Center แล้วนำกลับมาบุกเบิกที่เมืองไทย ตั้งบริษัท ซีที เอเซีย โรโบติกส์ จำกัดตั้งแต่ตอนอายุ 26

>> ผ่านไปสิบห้าปีผมก็เริ่มทำตามพิมพ์เขียวอีกครั้งบนความพร้อมที่มีทุกด้าน ผมไปสะดุดใจกับแชมเปี้ยนหุ่นยนต์เพราะ ประสบการณ์สอนว่าถ้าไม่มีคนเก่งมันก็ไปแข่งบนเวทีโลกไม่ได้ ต้องหาอะไรที่เป็นจุดเด่นของชาติไปสู้จึงเริ่มต้นความคิดในเรื่องของหุ่นยนต์เพราะมีภาพชัดเจนเรื่องเก่งจนได้แชมป์

 

>> จะสร้างสินค้าอะไรก็ตามต้องมองหน้าลูกค้าให้ชัดก่อนว่าคนซื้อของเราจะเป็นใคร ภาพของหุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุมันลอยเข้ามาในหัวเพราะผมมักจะคิดถึงหน้าของลูกค้าก่อนแล้วค่อยคิดต่อให้ทะลุ จากนั้นก็ดึงเด็กไทยที่เก่ง ๆ มาร่วมสร้างหุ่นยนต์ พวกเด็ก ๆ ดีใจกันมากเพราะไม่เคยคิดว่าอยู่เมืองไทยจะมีโอกาสได้พัฒนาหุ่นยนต์

 

>> ผมวางเป้าหมายเอาไว้ว่าบ้านไหนที่มีคนแก่ต้องมีเจ้าหุ่นยนต์ดินสอที่ผมพัฒนามา เพราะมันอันตรายถ้าเราปล่อยให้คนแก่อยู่ตามลำพัง ต้องมีหุ่นยนต์ของเราคอยช่วยคนแก่แล้วเขาจะมีความสุขกับเรามาก ศักดิ์ศรีประเทศไทยก็จะเกิดขึ้น

 

>> เมื่อพัฒนาหุ่นยนต์ดินสอจนสามารถใช้งานได้ก็คิดกลยุทธ์ออกมาอีก กังวลว่าตัวแรกจะมีใครมาซื้อเลยทำให้หน้ามันเป็นจอแล้วขายโฆษณาบนหน้านั้น คิดว่าต้องขายได้แน่นอนเพราะขนาดจอติดในลิฟท์ยังขายโฆษณาได้เลย

 

>> อีกแผนคือเขียนการ์ตูนดินสอออกมาสักเล่ม หุ่นยนต์ที่สร้างมาไม่ได้เก่งมากแต่จะหาเงินด้วยการโปรโมตกับการ์ตูน เห็นภาพเลยถ้าหุ่นยนต์ไปโปรโมตการ์ตูนที่โรงเรียนประถมเด็กแห่มาซื้อแน่ เห็นหน้าลูกค้าเห็นเงินเลย ก็เตรียมความพร้อมแล้วก็เริ่มโฆษณาสินค้า

 

>> โชคดีที่แผนแรกประสบความสำเร็จอย่างมาก การ์ตูนที่วาดไว้ไม่ต้องมาพิมพ์ขายแล้ว งานอีเวนต์ต่าง ๆ พากันแห่มาจ้าง เจ้าดินสอหาเงินได้ตั้งแต่วันแรกที่คลอดเลย ก็อยู่ได้มาเรื่อย ๆ ในระหว่างทางก็มีเอ็มเคสุกี้มาซื้ออีก

 

>> จากหุ่นยนต์ตัวเล็กก็พัฒนามาเป็นตัวใหญ่ ตัวใหญ่เสิร์ฟอาหารได้แต่ยังไม่เก่งพอที่จะดูแลผู้สูงอายุเราเลยออกตัวเล็กมาเพื่อเจาะลูกค้าประเภทติดเตียง ตัวนี้พอเริ่มขายได้ก็บุกญี่ปุ่นเลย โดยมี นพ.ณรงค์ นิ่มสกุลซึ่งเป็นคนไทยที่เป็นอาจารย์แพทย์ที่นั่นมายี่สิบปีให้ความช่วยเหลือในการติดต่อ

 

>> ญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศแห่งนวัตกรรมซื้อหุ่นยนต์จากผมเพราะเขาเห็นว่ามันทำงานได้จริง ด้วยราคาไม่ถึงแสนบาทต่อตัว แต่สามารถดูแลผู้สูงอายุตั้งแต่ยังนอนที่เตียงไปจนสื่อสารกับลูกหลานผ่านหุ่นยนต์ได้ ซ้ำยังเป็นเพื่อนยามเหงาได้อีกเพราะเจ้าดินสอจะชวนสวดมนต์ ร้องเพลงสุนทราภรณ์ ฟังธรรมะ แนะนำให้ดูภาพการท่องเที่ยวต่าง ๆ ดูภาพครอบครัวในอดีตที่ลูกหลานสามารถส่งจากมือถือเข้ามาที่เจ้าหุ่นดินสอได้ตลอดเวลา

 

>> ณ ตอนนี้โลกของปัญญาประดิษฐ์ไปถึงขั้นที่น่ากลัวสุด ๆ แล้ว มันมาแทนที่มนุษย์และจะเก่งกว่ามนุษย์ขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีวันย้อนกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีก

 

>> ปัญญาประดิษฐ์คือเทคโนโลยีที่มาเปลี่ยนยุคมนุษยชาติ เมื่อก่อนมนุษย์มีเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือรับใช้ มนุษย์ประดิษฐ์มันขึ้นมาและสั่งให้มันทำอะไรต่อมิอะไร หลังจากนั้นพอถึงยุคอินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยีเข้าสู่ยุคดิจิทัล เกิดอินเตอร์เน็ต สมาร์ทโฟน เฟซบุ๊ก กูเกิล มีอะไรเยอะแยะไปหมดก็ยังอยู่ในยุคที่เป็นเครื่องมือมนุษย์ พอมาถึงยุค AI มันจะไม่ใช่อย่างนั้นแล้ว มันจะเรียนรู้ว่าเราสั่งอะไรและต้องการอะไรแล้วมันเหมือนกับคิดแทนจากนั้นมันก็จะเริ่มคิดเอง

 

>> หลักการเบื้องต้นที่จะเข้าใจเรื่องปัญญาประดิษฐ์ง่าย ๆ ก็คือ เหมือนเราเข้ายูทูบแล้วยูทูบมีโปรแกรมเรียนรู้พฤติกรรมว่าเราชอบเพลงแบบไหนแล้วบันทึกเพื่อนำเสนอเรา ไม่ต่างจากเราเลี้ยงสุนัขตอนยังตัวเล็ก ๆ ที่มันไม่รู้จักอะไรสักอย่างเหมือนกับ AI ที่ยังไม่ถูกสอน จากนั้นมันจะเริ่มเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เริ่มจดจำจนไปถึงขั้นรับรู้ว่าเจ้านายชอบหรือไม่ชอบอะไร

 

>> เมื่อกลไกของปัญญาประดิษฐ์ถูกออกแบบและบรรจุข้อมูลให้มันแล้วมันคิดได้เองอะไรก็เกิดขึ้นได้ มนุษยชาติจะเริ่มเปลี่ยนตรงที่มันเริ่มเพิ่มศักยภาพสิ่งที่มนุษย์เริ่มคำนวณไม่ได้มากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างตอนนี้มีรถยนต์ที่ขับได้เองเพราะถูกบรรจุโปรแกรมเข้าไป มันจะจดจำพฤติกรรมของผู้ขับขี่ได้หมดจนสามารถไปถึงจุดที่คิดเองได้ว่าควรจะพาเราไปไหน

 

>> ถึงตอนนี้มีซอฟท์แวร์ที่สามารถแต่งนิยายและพิมพ์ออกมาขายได้แล้ว ที่ญี่ปุ่นมีการสร้างโปรแกรมอ่านตัวหนังสือ เพื่อให้อ่านนวนิยายที่เป็นเบสท์เซลเลอร์แล้วพัฒนาซอฟท์แวร์ให้เข้าใจว่าเรื่องราวที่เป็นนิยายขายดีมีเนื้อหาอย่างไร พอให้อ่านหลาย ๆ เรื่องเข้าจึงมีการประมวลข้อมูลเกิดขึ้น

 

>> สักวัน AI อาจย้อนกลับมาสั่งมนุษย์ว่าควรทำอย่างไร สิ่งที่น่ากลัวคือมีคนพิเรนเขียนโปรแกรมให้มันทำอย่างอื่นได้ด้วยอย่างสตาร์ทรถเอง ขับเอง ทำอะไรต่อมิอะไรได้เองหมด

 

>> อีกไม่เกินยี่สิบปีภาพเหล่านี้อาจจะเกิดขึ้น ถ้ากลุ่มไอซิสจ้างโปรแกรมเมอร์เก่ง ๆ เขียนโปรแกรมควบคุมรถถัง เครื่องบิน ปืนกลหรือควบคุมทุกอย่างได้แล้วก็จบเลย สมมติสั่งฆ่าเป้าหมายที่อยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่งที่เป็นคนผิวขาว หุ่นมันก็ทำงานโดยติดปืนกลที่โดรนมีกล้องจับ ใครผิวขาวก็จะโดนยิงตายเรียบ

 

>> มนุษย์ดีก็ทำของดี มนุษย์ชั่วก็ทำของชั่ว หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่าเราจะควบคุมปัญญาประดิษฐ์ได้ไหม ที่ผมอยากจะบอกก็คือสิ่งที่เราคุมไม่ได้คือมนุษย์ต่างหากไม่ใช่ตัวหุ่นหรือปัญญาประดิษฐ์ อย่างเราห้ามผลิตเฮโรอีนแล้วห้ามได้ไหมล่ะ สุดท้ายมันก็คือเรื่องกิเลสของมนุษย์ทั้งนั้น

 

>> เราอยู่ในยุคที่ด้านมืดของ AI มันชั่วได้สุด ๆ เหมือนเกาหลีเหนือกดตูมเดียวออสเตรเลียหายไปทั้งประเทศได้ มันเลวร้ายได้ถึงขั้นนั้น ตราบใดที่ยังมีทั้งมนุษย์ดีและมนุษย์เลวอยู่ก็จะมีของดีและของไม่ดีที่มนุษย์สร้างออกมาสู้กันเช่นหุ่นยนต์ธรรมะปราบหุ่นยนต์อธรรม

 

>> ตลอดชีวิตผมไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลว ถ้าไม่สำเร็จก็พยายามต่อ ไม่มียอมจำนน พลาดตรงไหนก็หยุดแล้วเปลี่ยนกลยุทธ์เริ่มทำใหม่

 

>> ก่อนคิดทำอะไรผมจะมีแผนสุดขั้วรองรับไว้อย่างน้อย 2-3 แผนเสมอ ไม่รวมธรรมะจัดสรรเป็นทางเลือกตัวช่วยอีก พอมีชุดความคิดและชุดความพร้อมรองรับไว้แบบนี้ถึงเวลาซวนเซปุ๊บก็งัดแผนสองออกมาใช้เลย ถ้าแผนสองไม่เวิร์กก็งัดแผนสามมาแก้

 

>> คำตอบของวันนี้คือผมจะสร้างนวัตกรรมระดับโลกอีกหลายเรื่องที่ไม่มีใครทำได้มาก่อน ผมมีโครงการในหัวอีกมากมายที่จะต้องทำ จินตนาการสุดขั้วก็คือไปตั้งสถานีอยู่ในอวกาศ ซึ่งก็มีคนมาคุยเรื่องนี้กับผมด้วยนะ

 


 

Interview: Ammahitz

Photography: Suwat

Edit: Paron S.


YOU MIGHT LIKE !



เฉลิมพล ปุณโณทก - นักสร้างนวัตกรรม

>> ปัญญาประดิษฐ์คือตัวปัญญา คือศักยภาพในการคิด มันอยู่ได้ทุกที่ หุ่นยนต์ก็เป็นหนึ่งในเครื่องไม้เครื่องมือของปัญญาประดิษฐ์ รถยนต์หรือตึกก็มีปัญญาประดิษฐ์ได้ ทุกอย่างใส่ปัญญาเข้าไปได้หมด ทุกวันนี้เครื่องคอมพิวเตอร์เล่นหมากล้อมชนะแชมป์โลกที่เป็นคนได้และจะไม่มีวันแพ้อีกต่อไปแล้ว

 

>> ผมมีพรสวรรค์ด้านศิลปะมาตั้งแต่เด็ก อายุสิบขวบก็วาดภาพสีน้ำมันได้แล้ว ตอนนั้นผมใช้สีเป็นทุกชนิดพ่อแม่เลยสนับสนุน นอกจากนี้ผมยังมีหัวการค้าโดยการวาดรูปมนุษย์หินฟลินท์สโตนไปขาย

 

>> ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยไม่ได้เรียนศิลปะก็ไปเอาดีทางด้านทำกิจกรรมแทน ผมเป็นประธานเชียร์ตั้งแต่เรียนมัธยมจนถึงเข้าเรียนที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ แม้คณะที่เรียนจะไม่มีอะไรเกี่ยวกับหุ่นยนต์แต่เส้นทางชีวิตมันเตรียมพร้อมให้ผมทำอะไรบางอย่าง

 

>> สิ่งที่หล่อหลอมผมมาโดยสรุปคือ ชีวิตวัยเด็กเก่งศิลปะ ทำกิจกรรมเยอะและอุดมการณ์ว่าต้องมีเป้าหมายเพื่อประเทศชาตินอกจากนี้คือเรื่องการใช้อีคิวในการพบปะผู้คน

 

>> แม้ผมจะอยู่ในที่ที่ไม่มีความสุขผมก็สามารถหาสิ่งที่ผมมีความสุขทำได้ ผมแสวงหาความสนุกให้กับตัวเองตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ของชีวิต ผมเรียนบัญชี จุฬาฯ ซึ่งไม่ใช่ตัวผมเลยแต่ผมก็ไปหาสิ่งที่ผมมีความสุขทำจนได้นั่นคือการทำกิจกรรม

 

>> ผมเป็นคนไม่ชอบเดินในกรอบที่ใครวางไว้ให้ การเรียนที่จุฬาฯ ช่วงแรกเป็นรูปแบบการสอนเรื่องพื้นฐานบัญชี แต่พอเริ่มเข้าสู่ภาคการตลาดมันทำให้ผมรู้สึกสนุก ผมทำได้ดีมากเพราะมันเปิดโอกาสให้ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ผมมักคิดหาอะไรที่มันไปข้างหน้าหรือข้าง ๆ แบบนอกกรอบอยู่เสมอ

 

>>ผมพบว่าเราไม่ได้รับการสอนให้คิดว่าเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่เราจะเป็นอะไรหรือเราควรจะทิ้งอะไรไว้เมื่อจากโลกนี้ไปแล้ว พอจบจุฬาฯ ก็เริ่มมีคำถามที่ออกมาจากอุดมการณ์ว่าเราจะทำอะไรต่อไป เราเป็นบัณฑิตแล้วคุณค่ามันอยู่ที่ไหน

 

>> สิ่งที่เป็นเหมือนกันทั้งโลกคือเดินตามกระแสไปเรื่อย ๆ ผมอาจจะเป็นเหมือนนกนางนวลในหนังสือเรื่อง ‘โจนาธาน ลิฟวิงสตัน : นางนวล’ แต่เป็นนกตัวที่ไม่ได้ทำตามสิ่งที่นกตัวอื่น ๆ ทำ

 

>> ผมได้รับการจองตัวไปทำงานตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ก่อนเรียนจบผมทำบริษัทจำลองของจุฬาฯ ได้รับรางวัลจากผู้บริหารของยูนิลีเวอร์ในสมัยนั้นจึงถูกชักชวนให้ไปทำงานด้วย

 

>> ผมทำงานด้านการตลาดได้ดีมากแต่แปลกที่ผมไม่มีความสุขกับมัน คิดเปรียบเทียบว่าคนเรียนหมอยังมีเป้าหมายเพื่อเป็นหมอชนบท เรียนครูก็เป็นครูบ้านนอกแต่เรียนการตลาดไม่รู้จะทำประโยชน์ด้านไหนคืนกลับให้ประเทศชาติได้

 

>> สิ่งที่ผมตกผลึกคือจะต้องเป็นคนสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคตให้กับประเทศ ข้อสรุปนี้กลั่นกรองออกมาจากการหาคำตอบโดยการพูดคุยกับผู้คนแล้วบอกตัวเองได้ในที่สุดว่าเราคือนักรบในแนวธุรกิจ ต้องออกไปรบ ไปสร้าง อยากให้เมืองไทยมีแบบโซนี่ มีแบบแอปเปิ้ล มีแบบซัมซุง เป็นนักคิดนักสร้างแต่ไม่ใช่นักประดิษฐ์

 

>> จากนั้นผมก็วาดพิมพ์เขียวชีวิตด้วยสามหัวข้อใหญ่คือ สร้างอุตสาหกรรมรถยนต์แห่งชาติ สร้างหุ่นยนต์ยี่ห้อคนไทยส่งทั่วโลกหรือทำด้านที่เกี่ยวกับชีววิทยา เอามาทำเป็นยาหรืออาหารเพราะผมคิดว่ามันคือของของประเทศนี้ ผมจะไม่กลับไปขายยาสีฟัน ผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคหรือค้าปลีกอีกแล้ว

 

>> เมื่อตั้งเข็มทิศได้ก็หาทางทำให้บรรลุ เริ่มจากการไปเรียนเอ็มบีเอที่อเมริกา วางแผนว่าช่วงระหว่างเรียนก็จะหา case study ที่เกี่ยวข้อง จบแล้วจะสมัครงานในอุตสาหกรรมที่เอื้อกัน มีพิมพ์เขียวแล้วก็เดินด้วยพิมพ์แบบนี้

 

>> ผมเริ่มงานแรกที่ GE Capital สำนักงานใหญ่ในชิคาโก้ เนื่องจากไปสมัครงานตามสามหัวข้อหลักในพิมพ์เขียวชีวิตแล้วไม่มีใครรับสักที่ ถามว่าเป็นบริษัทการเงินมันเกี่ยวกันยังไง ผมคิดว่าบริษัทใหญ่อย่างจีอีมันต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับสามหัวข้อนั้นบ้าง ซึ่งผมก็ค้นจนเจอนั่นคือได้ทำงานเรื่อง Call Center แล้วนำกลับมาบุกเบิกที่เมืองไทย ตั้งบริษัท ซีที เอเซีย โรโบติกส์ จำกัดตั้งแต่ตอนอายุ 26

>> ผ่านไปสิบห้าปีผมก็เริ่มทำตามพิมพ์เขียวอีกครั้งบนความพร้อมที่มีทุกด้าน ผมไปสะดุดใจกับแชมเปี้ยนหุ่นยนต์เพราะ ประสบการณ์สอนว่าถ้าไม่มีคนเก่งมันก็ไปแข่งบนเวทีโลกไม่ได้ ต้องหาอะไรที่เป็นจุดเด่นของชาติไปสู้จึงเริ่มต้นความคิดในเรื่องของหุ่นยนต์เพราะมีภาพชัดเจนเรื่องเก่งจนได้แชมป์

 

>> จะสร้างสินค้าอะไรก็ตามต้องมองหน้าลูกค้าให้ชัดก่อนว่าคนซื้อของเราจะเป็นใคร ภาพของหุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุมันลอยเข้ามาในหัวเพราะผมมักจะคิดถึงหน้าของลูกค้าก่อนแล้วค่อยคิดต่อให้ทะลุ จากนั้นก็ดึงเด็กไทยที่เก่ง ๆ มาร่วมสร้างหุ่นยนต์ พวกเด็ก ๆ ดีใจกันมากเพราะไม่เคยคิดว่าอยู่เมืองไทยจะมีโอกาสได้พัฒนาหุ่นยนต์

 

>> ผมวางเป้าหมายเอาไว้ว่าบ้านไหนที่มีคนแก่ต้องมีเจ้าหุ่นยนต์ดินสอที่ผมพัฒนามา เพราะมันอันตรายถ้าเราปล่อยให้คนแก่อยู่ตามลำพัง ต้องมีหุ่นยนต์ของเราคอยช่วยคนแก่แล้วเขาจะมีความสุขกับเรามาก ศักดิ์ศรีประเทศไทยก็จะเกิดขึ้น

 

>> เมื่อพัฒนาหุ่นยนต์ดินสอจนสามารถใช้งานได้ก็คิดกลยุทธ์ออกมาอีก กังวลว่าตัวแรกจะมีใครมาซื้อเลยทำให้หน้ามันเป็นจอแล้วขายโฆษณาบนหน้านั้น คิดว่าต้องขายได้แน่นอนเพราะขนาดจอติดในลิฟท์ยังขายโฆษณาได้เลย

 

>> อีกแผนคือเขียนการ์ตูนดินสอออกมาสักเล่ม หุ่นยนต์ที่สร้างมาไม่ได้เก่งมากแต่จะหาเงินด้วยการโปรโมตกับการ์ตูน เห็นภาพเลยถ้าหุ่นยนต์ไปโปรโมตการ์ตูนที่โรงเรียนประถมเด็กแห่มาซื้อแน่ เห็นหน้าลูกค้าเห็นเงินเลย ก็เตรียมความพร้อมแล้วก็เริ่มโฆษณาสินค้า

 

>> โชคดีที่แผนแรกประสบความสำเร็จอย่างมาก การ์ตูนที่วาดไว้ไม่ต้องมาพิมพ์ขายแล้ว งานอีเวนต์ต่าง ๆ พากันแห่มาจ้าง เจ้าดินสอหาเงินได้ตั้งแต่วันแรกที่คลอดเลย ก็อยู่ได้มาเรื่อย ๆ ในระหว่างทางก็มีเอ็มเคสุกี้มาซื้ออีก

 

>> จากหุ่นยนต์ตัวเล็กก็พัฒนามาเป็นตัวใหญ่ ตัวใหญ่เสิร์ฟอาหารได้แต่ยังไม่เก่งพอที่จะดูแลผู้สูงอายุเราเลยออกตัวเล็กมาเพื่อเจาะลูกค้าประเภทติดเตียง ตัวนี้พอเริ่มขายได้ก็บุกญี่ปุ่นเลย โดยมี นพ.ณรงค์ นิ่มสกุลซึ่งเป็นคนไทยที่เป็นอาจารย์แพทย์ที่นั่นมายี่สิบปีให้ความช่วยเหลือในการติดต่อ

 

>> ญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศแห่งนวัตกรรมซื้อหุ่นยนต์จากผมเพราะเขาเห็นว่ามันทำงานได้จริง ด้วยราคาไม่ถึงแสนบาทต่อตัว แต่สามารถดูแลผู้สูงอายุตั้งแต่ยังนอนที่เตียงไปจนสื่อสารกับลูกหลานผ่านหุ่นยนต์ได้ ซ้ำยังเป็นเพื่อนยามเหงาได้อีกเพราะเจ้าดินสอจะชวนสวดมนต์ ร้องเพลงสุนทราภรณ์ ฟังธรรมะ แนะนำให้ดูภาพการท่องเที่ยวต่าง ๆ ดูภาพครอบครัวในอดีตที่ลูกหลานสามารถส่งจากมือถือเข้ามาที่เจ้าหุ่นดินสอได้ตลอดเวลา

 

>> ณ ตอนนี้โลกของปัญญาประดิษฐ์ไปถึงขั้นที่น่ากลัวสุด ๆ แล้ว มันมาแทนที่มนุษย์และจะเก่งกว่ามนุษย์ขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีวันย้อนกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีก

 

>> ปัญญาประดิษฐ์คือเทคโนโลยีที่มาเปลี่ยนยุคมนุษยชาติ เมื่อก่อนมนุษย์มีเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือรับใช้ มนุษย์ประดิษฐ์มันขึ้นมาและสั่งให้มันทำอะไรต่อมิอะไร หลังจากนั้นพอถึงยุคอินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยีเข้าสู่ยุคดิจิทัล เกิดอินเตอร์เน็ต สมาร์ทโฟน เฟซบุ๊ก กูเกิล มีอะไรเยอะแยะไปหมดก็ยังอยู่ในยุคที่เป็นเครื่องมือมนุษย์ พอมาถึงยุค AI มันจะไม่ใช่อย่างนั้นแล้ว มันจะเรียนรู้ว่าเราสั่งอะไรและต้องการอะไรแล้วมันเหมือนกับคิดแทนจากนั้นมันก็จะเริ่มคิดเอง

 

>> หลักการเบื้องต้นที่จะเข้าใจเรื่องปัญญาประดิษฐ์ง่าย ๆ ก็คือ เหมือนเราเข้ายูทูบแล้วยูทูบมีโปรแกรมเรียนรู้พฤติกรรมว่าเราชอบเพลงแบบไหนแล้วบันทึกเพื่อนำเสนอเรา ไม่ต่างจากเราเลี้ยงสุนัขตอนยังตัวเล็ก ๆ ที่มันไม่รู้จักอะไรสักอย่างเหมือนกับ AI ที่ยังไม่ถูกสอน จากนั้นมันจะเริ่มเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เริ่มจดจำจนไปถึงขั้นรับรู้ว่าเจ้านายชอบหรือไม่ชอบอะไร

 

>> เมื่อกลไกของปัญญาประดิษฐ์ถูกออกแบบและบรรจุข้อมูลให้มันแล้วมันคิดได้เองอะไรก็เกิดขึ้นได้ มนุษยชาติจะเริ่มเปลี่ยนตรงที่มันเริ่มเพิ่มศักยภาพสิ่งที่มนุษย์เริ่มคำนวณไม่ได้มากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างตอนนี้มีรถยนต์ที่ขับได้เองเพราะถูกบรรจุโปรแกรมเข้าไป มันจะจดจำพฤติกรรมของผู้ขับขี่ได้หมดจนสามารถไปถึงจุดที่คิดเองได้ว่าควรจะพาเราไปไหน

 

>> ถึงตอนนี้มีซอฟท์แวร์ที่สามารถแต่งนิยายและพิมพ์ออกมาขายได้แล้ว ที่ญี่ปุ่นมีการสร้างโปรแกรมอ่านตัวหนังสือ เพื่อให้อ่านนวนิยายที่เป็นเบสท์เซลเลอร์แล้วพัฒนาซอฟท์แวร์ให้เข้าใจว่าเรื่องราวที่เป็นนิยายขายดีมีเนื้อหาอย่างไร พอให้อ่านหลาย ๆ เรื่องเข้าจึงมีการประมวลข้อมูลเกิดขึ้น

 

>> สักวัน AI อาจย้อนกลับมาสั่งมนุษย์ว่าควรทำอย่างไร สิ่งที่น่ากลัวคือมีคนพิเรนเขียนโปรแกรมให้มันทำอย่างอื่นได้ด้วยอย่างสตาร์ทรถเอง ขับเอง ทำอะไรต่อมิอะไรได้เองหมด

 

>> อีกไม่เกินยี่สิบปีภาพเหล่านี้อาจจะเกิดขึ้น ถ้ากลุ่มไอซิสจ้างโปรแกรมเมอร์เก่ง ๆ เขียนโปรแกรมควบคุมรถถัง เครื่องบิน ปืนกลหรือควบคุมทุกอย่างได้แล้วก็จบเลย สมมติสั่งฆ่าเป้าหมายที่อยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่งที่เป็นคนผิวขาว หุ่นมันก็ทำงานโดยติดปืนกลที่โดรนมีกล้องจับ ใครผิวขาวก็จะโดนยิงตายเรียบ

 

>> มนุษย์ดีก็ทำของดี มนุษย์ชั่วก็ทำของชั่ว หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่าเราจะควบคุมปัญญาประดิษฐ์ได้ไหม ที่ผมอยากจะบอกก็คือสิ่งที่เราคุมไม่ได้คือมนุษย์ต่างหากไม่ใช่ตัวหุ่นหรือปัญญาประดิษฐ์ อย่างเราห้ามผลิตเฮโรอีนแล้วห้ามได้ไหมล่ะ สุดท้ายมันก็คือเรื่องกิเลสของมนุษย์ทั้งนั้น

 

>> เราอยู่ในยุคที่ด้านมืดของ AI มันชั่วได้สุด ๆ เหมือนเกาหลีเหนือกดตูมเดียวออสเตรเลียหายไปทั้งประเทศได้ มันเลวร้ายได้ถึงขั้นนั้น ตราบใดที่ยังมีทั้งมนุษย์ดีและมนุษย์เลวอยู่ก็จะมีของดีและของไม่ดีที่มนุษย์สร้างออกมาสู้กันเช่นหุ่นยนต์ธรรมะปราบหุ่นยนต์อธรรม

 

>> ตลอดชีวิตผมไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลว ถ้าไม่สำเร็จก็พยายามต่อ ไม่มียอมจำนน พลาดตรงไหนก็หยุดแล้วเปลี่ยนกลยุทธ์เริ่มทำใหม่

 

>> ก่อนคิดทำอะไรผมจะมีแผนสุดขั้วรองรับไว้อย่างน้อย 2-3 แผนเสมอ ไม่รวมธรรมะจัดสรรเป็นทางเลือกตัวช่วยอีก พอมีชุดความคิดและชุดความพร้อมรองรับไว้แบบนี้ถึงเวลาซวนเซปุ๊บก็งัดแผนสองออกมาใช้เลย ถ้าแผนสองไม่เวิร์กก็งัดแผนสามมาแก้

 

>> คำตอบของวันนี้คือผมจะสร้างนวัตกรรมระดับโลกอีกหลายเรื่องที่ไม่มีใครทำได้มาก่อน ผมมีโครงการในหัวอีกมากมายที่จะต้องทำ จินตนาการสุดขั้วก็คือไปตั้งสถานีอยู่ในอวกาศ ซึ่งก็มีคนมาคุยเรื่องนี้กับผมด้วยนะ

 


 

Interview: Ammahitz

Photography: Suwat

Edit: Paron S.