สรกล อดุลยานนท์ (หนุ่มเมืองจันท์) / นักเขียน / 54 ปี

>> ไม่ว่าผมจะทำอะไรผมก็จะบอกว่าผมเป็นนักเขียน มันเหมือนกับว่าถ้าเราเป็นนักเขียนแล้วอาชีพนักเขียนก็จะอยู่กับเราไปทั้งชีวิต

 

>> ชีวิตการทำงานของผมเริ่มจากเป็นนักข่าว นสพ.ประชาชาติธุรกิจ ย้ายไปเป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์มติชน แล้วกลับมาเป็นบรรณาธิการบริหารที่ประชาชาติธุรกิจ กระทั่งอายุ 34 ได้รับการแต่งตั้งเป็นบรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์มติชน

 

>> ผมไม่ได้ตังใจเดินเร็ว แต่อาจเป็นเพราะมีทักษะในเรื่องงานกิจกรรมมาตั้งแต่มหาวิทยาลัยจึงได้ในเรื่องการบริหารคน ประกอบกับกับพื้นฐานข้อมูลข่าวดีมาก ๆ มาตั้งแต่เด็ก พอเริ่มทำงานข่าวจึงเรียนรู้ง่ายเพราะชอบอ่านเลยทำให้เขียนข่าวได้เร็ว

 

>> ผมไม่มีเซนส์ของผู้ประกอบการเลย การที่ผมทำข่าวเศรษฐกิจทำให้มีโอกาสได้เจอได้คุยได้สัมภาษณ์นักธุรกิจใหญ่ ๆ จำนวนมาก ผมเห็นโอกาสมากมายแต่ผมไม่กล้าฉวยเอาไว้ ผมไม่ค่อยกล้าได้กล้าเสียแต่เหมาะกับการเป็นผู้บริหารในองค์กรมากกว่า

 

>> ด้วยความเป็นนักข่าวทำให้ผมมีธรรมชาติที่สั่งสมมานานก็คือการซักถาม เวลาอยู่ในวงพูดคุยผมมักจะตั้งคำถามกับสิ่งที่รู้สึกว่ามันยังว่างยังไม่มีคำตอบจนบางครั้งเพื่อนบอกว่าขอให้เลิกเป็นนักข่าวสักพัก

 

>> ผลจากการสั่งสมเคล็ดวิชา เวลาไปพูดคุยหรือสัมภาษณ์นักธุรกิจต่าง ๆ เลยทำให้ผมสามารถแลกเปลี่ยนกับเขาได้ จากนั้นเลยเกิดความสัมพันธ์พื้นฐานและกลายเป็นคอนเนคชั่น

 

>> ความสุขที่สุดของการทำงานของผมคือการได้พูดคุยได้สัมภาษณ์ในเชิงลึกกับผู้คน ไม่ใช่คุยเอาข่าวเหมือนก่อน ชอบการพูดคุยแลกเปลี่ยนแล้วนำมาเขียน

 

>> ผมตัดสินใจลาออกจากเครือมติชนหลังจากทำงานมานาน 26 ปี ชีวิตการทำงานช่วงแรกผมสนุกมาก พอช่วงหลัง ๆ ผมไม่รู้สึกตื่นเต้นหรือสนุกเหมือนเก่าและสิ่งเดียวทำให้ผมตัดสินใจลาออกคือภรรยาผมป่วยเป็นโรคมะเร็งถุงน้ำดีซึ่งต้องผ่าตัด

 

>> การตัดสินใจลาออกไม่ใช่เรื่องปัจจุบันทันด่วน แต่เกิดจากก่อนหน้านั้นผมได้รับเชิญไปบรรยายอยู่เรื่อย ๆ จนทำให้มองเห็นช่องทางว่าน่าจะทำเป็นอาชีพได้ พอเกิดเรื่องภรรยาผมเลยตัดสินใจลาออก แต่ทั้งหมดผ่านการวางแผนมาหมดแล้วนะครับ ตั้งแต่ในเรื่องรายรับ-รายจ่าย ลูกสาวเรียนจบเริ่มทำงาน

 

>> ต้องขอบคุณภรรยาที่มีแนวคิดเรื่องไม่ชอบเป็นหนี้ พอสภาพเศรษฐกิจประเทศไม่ดีมันเลยทำให้ผมค้นพบว่าถ้าเราเบาตัวไม่มีหนี้เราจะอยู่ได้สบาย

 

>> วันแรกที่ลาออกรู้สึกเบาสบาย พอหลังจากนั้นไม่กี่วันมันรู้สึกโหวง ๆ แต่ก็ปรับตัวได้เพราะเริ่มมีงานและได้ดูแลครอบครัวเต็มที่ ซ้ำยังโชคดีที่ภรรยาผมผ่าตัดแล้วหายดี

 

>> ข้อดีอย่างหนึ่งสำหรับชีวิตผมก็คือไม่ค่อยจำเรื่องร้าย ๆ เรื่องบางเรื่องที่มันหนักมากพอผ่านไปแล้วผมก็จำไม่ได้หรอกว่ามันหนักแค่ไหน

 

>> ผมแค่เป็นนักเล่าเรื่อง ไม่ว่าจะเล่าแบบสั้นในคอลัมน์ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ (มติชนสุดสัปดาห์) หรือแบบยาวอย่างการเขียนหนังสือประวัติชีวิตคน

 

>> ชีวิตผมต้องมีช้อยส์ ไม่เชื่อหรือทุ่มไปในทางใดทางหนึ่งอย่างเดียว ต้องมีทางเลือกอย่างน้อยอีกหนึ่งทางไว้เสมอ เหมือนที่คุณตัน ภาสกรนทีเคยยกตัวอย่างว่าถ้าเรามีไข่หลายใบไม่ควรนำมาไว้ในตะกร้าเดียวเพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นจะเสียไข่ทั้งหมด

 

>> เวลาผมมองสถานการณ์ผมจะใช้ทฤษฎีแม่น้ำเปลี่ยนทิศ เช่น เศรษฐกิจตอนนี้เราต้องมองให้ออกว่าเป็นช่วงน้ำขึ้นน้ำลง คือเมื่อไม่ดีแล้วจะดี หรือแม่น้ำเปลี่ยนทิศนั่นคือไม่มีทางดีขึ้นแล้ว

 

>> ออนไลน์คืออนาคต ดร.โกร่ง (ดร.วีรพงษ์ รามางกูร) เคยกล่าวว่าเรื่องออนไลน์ไม่ใช่เรื่องของความเก่งไม่เก่งแต่เทคโนโลยีมันเปลี่ยน ออนไลน์คือเทคโนโลยีใหม่

 

>> ออนไลน์มันคือสิ่งที่ฆ่าคนกลาง มันทำให้ผู้ผลิตเจอกับผู้บริโภคเลย มันคือการเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่เพราะโลกหมุนด้วยคนกลางมาตั้งแต่โบราณ แต่ที่มันหนักกว่าการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ก็คือ ออนไลน์มันฆ่าการทำธุรกิจแบบเดิมหมด

 

>> เวลาที่อะไรจะมาเปลี่ยนโลกมันจะเกิดจากสองสิ่ง คือความจริงกับความเชื่อ เช่นเรื่องออนไลน์ ในความจริงคือมันเปลี่ยนไปได้พักหนึ่งแล้ว แต่ตอนนี้คนเชื่อแล้ว ออนไลน์ถึงได้เข้าไปทำลายอะไรต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว

 

>> นับจากนี้โลกเราจะมีสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ เกิดขึ้น สิ่งหนึ่งที่น่าจับตาก็คือ รถพลังงานไฟฟ้าที่จะสะเทือนวงการการผลิตรถยนต์ ตามด้วยเรื่องของน้ำมัน ไม่แน่ว่าอยู่ ๆ ประเทศตะวันออกกลางอาจจะขายน้ำมันไม่ได้เลย สงครามก็จะยุติลงทันที

 

>> ผมเป็นคนที่มีหลักคิดสองอย่างในการใช้ชีวิต คือหนึ่งมีความหวังว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันจะดีเสมอ วันพรุ่งนี้จะดีกว่าวันนี้ ถึงแม้มาถึงแล้วมันไม่ดีก็ยังคิดได้ว่าพรุ่งนี้จะต้องดีกว่าวันนี้ และสองการเลือกจดจำสิ่งที่ดี เวลาเกิดสิ่งไม่ดีในชีวิตถ้าเราเลือกจำสิ่งแย่ ๆ มันก็จะทำร้ายตัวเอง ผมจะเลือกจำว่าในตอนที่เราแย่ ๆ มันก็มีสิ่งดี ๆ เกิดขึ้นเสมอ

 

>> เรื่องหนึ่งที่ผมรู้สึกดีกับตัวเองก็คือ แม้จะรู้จักคนเยอะแค่ไหนแต่ผมไม่เคยฝากลูกเข้าเรียน ไม่เคยฝากเข้าทำงาน ลูกผมเองก็ไม่ยอม เขาไปสมัครงานที่นิตยสารอะเดย์ ทั้ง ๆ ที่ผมสนิทกับโหน่ง (วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์) แต่ลูกก็ไม่เคยบอกอะไร ผมก็ไม่บอกโหน่ง จนเขาทำงานผ่านไปหลายเดือนโหน่งถึงได้รู้ว่าเป็นลูกผม

 


 

Text: Ammahitz

Photography: Suwat

 


YOU MIGHT LIKE !



สรกล อดุลยานนท์ (หนุ่มเมืองจันท์) / นักเขียน / 54 ปี

>> ไม่ว่าผมจะทำอะไรผมก็จะบอกว่าผมเป็นนักเขียน มันเหมือนกับว่าถ้าเราเป็นนักเขียนแล้วอาชีพนักเขียนก็จะอยู่กับเราไปทั้งชีวิต

 

>> ชีวิตการทำงานของผมเริ่มจากเป็นนักข่าว นสพ.ประชาชาติธุรกิจ ย้ายไปเป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์มติชน แล้วกลับมาเป็นบรรณาธิการบริหารที่ประชาชาติธุรกิจ กระทั่งอายุ 34 ได้รับการแต่งตั้งเป็นบรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์มติชน

 

>> ผมไม่ได้ตังใจเดินเร็ว แต่อาจเป็นเพราะมีทักษะในเรื่องงานกิจกรรมมาตั้งแต่มหาวิทยาลัยจึงได้ในเรื่องการบริหารคน ประกอบกับกับพื้นฐานข้อมูลข่าวดีมาก ๆ มาตั้งแต่เด็ก พอเริ่มทำงานข่าวจึงเรียนรู้ง่ายเพราะชอบอ่านเลยทำให้เขียนข่าวได้เร็ว

 

>> ผมไม่มีเซนส์ของผู้ประกอบการเลย การที่ผมทำข่าวเศรษฐกิจทำให้มีโอกาสได้เจอได้คุยได้สัมภาษณ์นักธุรกิจใหญ่ ๆ จำนวนมาก ผมเห็นโอกาสมากมายแต่ผมไม่กล้าฉวยเอาไว้ ผมไม่ค่อยกล้าได้กล้าเสียแต่เหมาะกับการเป็นผู้บริหารในองค์กรมากกว่า

 

>> ด้วยความเป็นนักข่าวทำให้ผมมีธรรมชาติที่สั่งสมมานานก็คือการซักถาม เวลาอยู่ในวงพูดคุยผมมักจะตั้งคำถามกับสิ่งที่รู้สึกว่ามันยังว่างยังไม่มีคำตอบจนบางครั้งเพื่อนบอกว่าขอให้เลิกเป็นนักข่าวสักพัก

 

>> ผลจากการสั่งสมเคล็ดวิชา เวลาไปพูดคุยหรือสัมภาษณ์นักธุรกิจต่าง ๆ เลยทำให้ผมสามารถแลกเปลี่ยนกับเขาได้ จากนั้นเลยเกิดความสัมพันธ์พื้นฐานและกลายเป็นคอนเนคชั่น

 

>> ความสุขที่สุดของการทำงานของผมคือการได้พูดคุยได้สัมภาษณ์ในเชิงลึกกับผู้คน ไม่ใช่คุยเอาข่าวเหมือนก่อน ชอบการพูดคุยแลกเปลี่ยนแล้วนำมาเขียน

 

>> ผมตัดสินใจลาออกจากเครือมติชนหลังจากทำงานมานาน 26 ปี ชีวิตการทำงานช่วงแรกผมสนุกมาก พอช่วงหลัง ๆ ผมไม่รู้สึกตื่นเต้นหรือสนุกเหมือนเก่าและสิ่งเดียวทำให้ผมตัดสินใจลาออกคือภรรยาผมป่วยเป็นโรคมะเร็งถุงน้ำดีซึ่งต้องผ่าตัด

 

>> การตัดสินใจลาออกไม่ใช่เรื่องปัจจุบันทันด่วน แต่เกิดจากก่อนหน้านั้นผมได้รับเชิญไปบรรยายอยู่เรื่อย ๆ จนทำให้มองเห็นช่องทางว่าน่าจะทำเป็นอาชีพได้ พอเกิดเรื่องภรรยาผมเลยตัดสินใจลาออก แต่ทั้งหมดผ่านการวางแผนมาหมดแล้วนะครับ ตั้งแต่ในเรื่องรายรับ-รายจ่าย ลูกสาวเรียนจบเริ่มทำงาน

 

>> ต้องขอบคุณภรรยาที่มีแนวคิดเรื่องไม่ชอบเป็นหนี้ พอสภาพเศรษฐกิจประเทศไม่ดีมันเลยทำให้ผมค้นพบว่าถ้าเราเบาตัวไม่มีหนี้เราจะอยู่ได้สบาย

 

>> วันแรกที่ลาออกรู้สึกเบาสบาย พอหลังจากนั้นไม่กี่วันมันรู้สึกโหวง ๆ แต่ก็ปรับตัวได้เพราะเริ่มมีงานและได้ดูแลครอบครัวเต็มที่ ซ้ำยังโชคดีที่ภรรยาผมผ่าตัดแล้วหายดี

 

>> ข้อดีอย่างหนึ่งสำหรับชีวิตผมก็คือไม่ค่อยจำเรื่องร้าย ๆ เรื่องบางเรื่องที่มันหนักมากพอผ่านไปแล้วผมก็จำไม่ได้หรอกว่ามันหนักแค่ไหน

 

>> ผมแค่เป็นนักเล่าเรื่อง ไม่ว่าจะเล่าแบบสั้นในคอลัมน์ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ (มติชนสุดสัปดาห์) หรือแบบยาวอย่างการเขียนหนังสือประวัติชีวิตคน

 

>> ชีวิตผมต้องมีช้อยส์ ไม่เชื่อหรือทุ่มไปในทางใดทางหนึ่งอย่างเดียว ต้องมีทางเลือกอย่างน้อยอีกหนึ่งทางไว้เสมอ เหมือนที่คุณตัน ภาสกรนทีเคยยกตัวอย่างว่าถ้าเรามีไข่หลายใบไม่ควรนำมาไว้ในตะกร้าเดียวเพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นจะเสียไข่ทั้งหมด

 

>> เวลาผมมองสถานการณ์ผมจะใช้ทฤษฎีแม่น้ำเปลี่ยนทิศ เช่น เศรษฐกิจตอนนี้เราต้องมองให้ออกว่าเป็นช่วงน้ำขึ้นน้ำลง คือเมื่อไม่ดีแล้วจะดี หรือแม่น้ำเปลี่ยนทิศนั่นคือไม่มีทางดีขึ้นแล้ว

 

>> ออนไลน์คืออนาคต ดร.โกร่ง (ดร.วีรพงษ์ รามางกูร) เคยกล่าวว่าเรื่องออนไลน์ไม่ใช่เรื่องของความเก่งไม่เก่งแต่เทคโนโลยีมันเปลี่ยน ออนไลน์คือเทคโนโลยีใหม่

 

>> ออนไลน์มันคือสิ่งที่ฆ่าคนกลาง มันทำให้ผู้ผลิตเจอกับผู้บริโภคเลย มันคือการเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่เพราะโลกหมุนด้วยคนกลางมาตั้งแต่โบราณ แต่ที่มันหนักกว่าการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ก็คือ ออนไลน์มันฆ่าการทำธุรกิจแบบเดิมหมด

 

>> เวลาที่อะไรจะมาเปลี่ยนโลกมันจะเกิดจากสองสิ่ง คือความจริงกับความเชื่อ เช่นเรื่องออนไลน์ ในความจริงคือมันเปลี่ยนไปได้พักหนึ่งแล้ว แต่ตอนนี้คนเชื่อแล้ว ออนไลน์ถึงได้เข้าไปทำลายอะไรต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว

 

>> นับจากนี้โลกเราจะมีสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ เกิดขึ้น สิ่งหนึ่งที่น่าจับตาก็คือ รถพลังงานไฟฟ้าที่จะสะเทือนวงการการผลิตรถยนต์ ตามด้วยเรื่องของน้ำมัน ไม่แน่ว่าอยู่ ๆ ประเทศตะวันออกกลางอาจจะขายน้ำมันไม่ได้เลย สงครามก็จะยุติลงทันที

 

>> ผมเป็นคนที่มีหลักคิดสองอย่างในการใช้ชีวิต คือหนึ่งมีความหวังว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันจะดีเสมอ วันพรุ่งนี้จะดีกว่าวันนี้ ถึงแม้มาถึงแล้วมันไม่ดีก็ยังคิดได้ว่าพรุ่งนี้จะต้องดีกว่าวันนี้ และสองการเลือกจดจำสิ่งที่ดี เวลาเกิดสิ่งไม่ดีในชีวิตถ้าเราเลือกจำสิ่งแย่ ๆ มันก็จะทำร้ายตัวเอง ผมจะเลือกจำว่าในตอนที่เราแย่ ๆ มันก็มีสิ่งดี ๆ เกิดขึ้นเสมอ

 

>> เรื่องหนึ่งที่ผมรู้สึกดีกับตัวเองก็คือ แม้จะรู้จักคนเยอะแค่ไหนแต่ผมไม่เคยฝากลูกเข้าเรียน ไม่เคยฝากเข้าทำงาน ลูกผมเองก็ไม่ยอม เขาไปสมัครงานที่นิตยสารอะเดย์ ทั้ง ๆ ที่ผมสนิทกับโหน่ง (วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์) แต่ลูกก็ไม่เคยบอกอะไร ผมก็ไม่บอกโหน่ง จนเขาทำงานผ่านไปหลายเดือนโหน่งถึงได้รู้ว่าเป็นลูกผม

 


 

Text: Ammahitz

Photography: Suwat