'สยาม สังวริบุตร' ชกต่อย มะเร็ง และวงการบันเทิง

สยาม สังวริบุตร / 56 ปี / ผู้กำกับละคร

 

>> ยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งคุยแต่เรื่องอดีต ช่วงชีวิตในวัยเด็กที่จดจำได้แม่นที่สุดคือช่วงที่เรียนอยู่วชิราวุธวิทยาลัยเพราะได้รู้จักกลุ่มเพื่อนสนิทที่รักกันมาจนถึงปัจจุบัน ณ วันนั้นไม่รู้สึกสนุกแต่ทุกวันนี้เจอกันเมื่อไหร่กลับคุยกันถึงแต่เรื่องเก่า ๆ

 

>> สมัยเรียนใครมองหน้าหน่อยต่อยหมด เพื่อน ๆ บอกว่าไอ้หยามมันบ้า เราก็พอจำได้บ้างไม่ได้บ้าง บางครั้งโดนเตะสลบไปเลยก็มี ไม่ว่าตัวเล็กตัวใหญ่เราต่อยก่อนตลอดแต่ส่วนใหญ่ชอบต่อยคนตัวใหญ่แล้วก็โดนต่อยคืนมา ผมไม่เคยชนะใครหรอกแพ้เขาเรื่อยแต่ก็ต่อยตลอด

 

>> สามสิ่งที่ได้รับจากวชิราวุธคือ ข้อแรกสปิริตของหมู่คณะ วชิราวุธฯสอนให้เห็นประโยชน์ของคนส่วนใหญ่มากกว่าของตนเอง อย่าทำให้หมู่คณะ หรือประเทศชาติเสียหาย ข้อสองเรื่องการใช้ชีวิตอย่างสมดุลนั่นคือการให้เราได้อ่านหนังสือ เล่นดนตรีและเล่นกีฬาซึ่งทำให้เพิ่งมาเข้าใจตอนโตว่าคนเราไม่ควรมุ่งแต่เรื่องหาเงินอย่างเดียว ต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตให้เป็นด้วย และข้อสามคือเรื่องของเพื่อนเพราะเราเป็นโรงเรียนประจำที่ต้องอยู่ด้วยกันตลอดเวลาจึงผูกพันกันมาก

 

>> ผมไม่กล้าทำอะไรไม่ดีหรือทำให้พ่อแม่เดือดร้อน ผมรู้สึกเสมอว่าเราได้เรียนหนังสือในโรงเรียนดี ๆ ได้แต่งตัวดี ๆ เพราะพ่อต้องทำงานหนัก กลับมาบ้านบางทีเจอพ่อหลับอยู่ก็ไม่กล้ากวน พ่อเป็นคนดุ ผมกลัวพ่อแต่เราก็ผูกพันกัน

 

>> ผมเรียนรู้เรื่องความรู้สึกจากแม่ แม่จะบอกเสมอว่ารักเรา อย่าทำอะไรให้แม่เสียใจ แม่เป็นคนถ่ายทอดความรู้สึกได้ดี

 

>> การไปเรียนเมืองนอกไม่ต่างจากอยู่โรงเรียนประจำ ช่วงชีวิตต่อมาถูกส่งไปเรียนไฮสคูลที่อังกฤษสองปีเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนย้ายไปเรียนต่อที่อเมริกา ผมก็ไปเลย ไปแบบไม่กลัวอะไร ไปด้วยความสนุก เราไม่ติดพ่อติดแม่ อยู่คนเดียวมาตลอดอยู่แล้ว

 

>> ข้อดีของการอยู่โรงเรียนประจำคือทำให้เรารู้จักปรับตัว ถ้าคุณไม่ปรับตัวคุณก็จะไม่มีเพื่อนและจะอยู่ไม่ได้หรืออาจมีเพื่อนน้อยเกินไป

 

>> ผมค้นพบว่าผมถนัดเรื่องงานบริการและดูแลผู้คน ตอนเรียนปริญญาโทด้านบริหารผมได้ทำอะไรหลายอย่าง ความที่เป็นคนช่างพูดช่างคุยจึงทำให้พูดภาษาอังกฤษได้เร็วเลยได้เป็นเลขาธิการสมาคมนักเรียนไทย แถมยังทำงานตั้งแต่ขายไอติม เป็นพนักงานร้านสะดวกซื้อ ทำอยู่คนเดียวเหมือนเป็นผู้จัดการ พอไปทำร้านอาหารไทยเจ้าของร้านก็ไว้ใจ ตอนนั้นคิดเลยว่าชีวิตเราคงทำร้านอาหารอยู่อเมริกา

 

>> วันหนึ่งพ่อโทรมาหาบอกว่าต้องกลับมาช่วยงานที่เมืองไทย เพราะตอนนั้นเริ่มทำบริษัท ดาราวิดีโอ จำกัด ผลิตละครจักร ๆ วงศ์ ๆ ช่วงนั้นน้องลอร์ด (สยม สังวริบุตร) น้องชายคนเดียวทำงานเป็นมือขวาของพ่อส่วนผมไม่มีความรู้เรื่องงานด้านโทรทัศน์ใด ๆ ทั้งสิ้น

 

>> จุดเริ่มต้นของงานกำกับละคร ตอนกลับมาเริ่มงานที่บริษัทฯ พ่อจะคอยดูอยู่ห่าง ๆ จะใช้คนอื่นมาบอกมาสอนเราโดยตัวเขาจะไม่เดินมาพูดเอง ผมก็ไปทำงานเป็นลูกน้องของน้องชาย ทำทุกอย่างตั้งแต่ยกรีเฟล็กซ์ เป็นผู้ช่วยตากล้องไล่มาเป็นตากล้อง ผมอยากทำอะไรอยากเรียนรู้อะไรผมก็ทำไป ไม่ได้บอกไม่ได้ถามใคร กระทั่งวันหนึ่งผู้กำกับฯ ไม่สบายแต่ต้องทำละครสั้นเพื่อออกอากาศผมก็แย่งเขาทำเลย ทำมาตั้งแต่นั้นจนทุกวันนี้

 

>> ผมเคยเป็นคนที่ไม่วางแผนชีวิต ชีวิตเคยเกือบพังเพราะความไม่มีระเบียบ เคยปาร์ตี้หนักถึงขนาดตื่นขึ้นมาจำอะไรไม่ได้ ใช้ชีวิตไปวัน ๆ มีเงินก็ใช้ไปเต็มที่ หมดเมื่อไหร่ก็หาใหม่ กว่าจะกลับตัวได้ก็กลางคนแล้ว ตอนนี้รู้แล้วว่าชีวิตมีเวลาจำกัดเราต้องวางแผน ไม่เช่นนั้นจะทำทุกอย่างที่อยากทำไม่สำเร็จ

 

>> ผมพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งที่ลำไส้ เพราะรู้สึกถึงความผิดปกติของระบบขับถ่าย ถ่ายออกมามีเลือดปน ตอนแรกคิดว่าเป็นบิดหรือริดสีดวง พอไปตรวจที่โรงพยาบาลก็ไปเจอว่าเป็นมะเร็ง หมอสั่งให้ผ่าตัดเร็วที่สุด ผมถามคุณหมอว่าว่างเมื่อไหร่ เขาบอกอีกสองวันผมเลยตัดสินใจผ่าตัดทันทีทั้งที่ผมเป็นคนโคตรกลัวเรื่องพวกนี้ ก่อนผ่าตัดจำได้ว่ากลัวมาก

 

>> ชีวิตคนเราจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ ตอนหมอบอกว่าเป็นมะเร็งผมตกใจมาก พ่อผมรู้ก็มาให้กำลังใจทั้งที่ท่านก็ป่วยอยู่เหมือนกัน มันทำให้ผมรู้จักระมัดระวังในการใช้ชีวิตมากขึ้นในเวลาต่อมาเพื่อจะได้อยู่กับคนที่รักเราให้นานที่สุด

 

>> วันที่ผ่าตัดคือจุดเปลี่ยนในชีวิต วันนั้นคนรอบตัวร้องไห้กันทุกคน เพื่อนรักหลายคนมาให้กำลังใจ พยายามทำให้ผมรู้สึกดี ทุกคนเข้ามากอด ผมเริ่มรู้เลยว่าสิ่งสำคัญในชีวิตคืออะไร คนใกล้ตัวรวมทั้งเพื่อนรักสำคัญที่สุด นอกเหนือจากนั้นไม่ใช่เลย ลูกก็สำคัญ ทุกอย่างต้องลำดับความสำคัญให้ได้

 

>> ข้อดีของผมคือเป็นคนปลงง่าย พยายามไม่จำเรื่องที่ทำให้เป็นทุกข์ ถ้ามีอะไรกระทบความรู้สึกแรง ๆ แค่วันสองวันก็ลืมแล้ว อย่างคนใกล้ชิดมานานแล้วอยู่ดี ๆ หายไปแป๊บเดียวก็ลืม ตักตวงแต่ความสุข อะไรทุกข์เราก็ทิ้งไป

 

>> ถึงวันนี้สุขภาพจะโอเคแล้วแต่ยังต้องลุ้นอยู่ โชคดีที่เขาตัดลำไส้ เลยไม่ต้องมาโผล่ที่หน้าท้องเพราะมันผ่าแล้วต่อกันได้ แผลผ่าท้องยาวกว่าคนคลอดลูกอีก ไปเจอนิ่วในถุงน้ำดีก็ตัดถุงน้ำดีออกไปแถมไส้ติ่งอีกอัน เรียกว่าผ่าทีเดียวคุ้ม หมอถามว่าจะรักษาโดยให้คีโมด้วยหรือเปล่า พอผมถามหมอกลับหมอเลยบอกว่าถ้าเป็นเขาคงไม่ สุดท้ายเลยไม่ได้ใช้คีโม หมอบอกว่าหลังจากนี้ทุกอย่างต้องเปลี่ยน จะกินอาหารเหมือนเดิมไม่ได้แล้วก็ต้องงดบุหรี่เพราะมันเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งทุกชนิด บุหรี่มีส่วนทุกโรค มันจะอยู่ในเลือดเรา

 

>> ช่วงนั้นทุกอย่างในชีวิตเกิดขึ้นเร็วมาก ก่อนป่วยผมยังสูบบุหรี่ยังดื่มเหล้าแต่หลังผ่าตัดก็เลิกหมด ไม่ได้รู้สึกว่ายากเย็นอะไร เลิกบุหรี่มันง่ายกว่าที่คิด ตอนแรกคิดว่าจะยากเพราะสูบวันละซองมาตั้งแต่อายุสิบสองส่วนเหล้าก็ดื่มแบบเข้าสังคม

 

>> ทุกวันนี้ผมหมั่นออกกำลังกาย ตอนเช้าไปวิ่งที่สวนรถไฟและลงสมัครวิ่งมาราธอน เริ่มจากผมคิดว่าโรคมะเร็งมันไม่มียาอะไรรักษาได้นอกจากต้องมีภูมิคุ้มกันของร่างกาย อายุก็มากแล้วจะทำยังไง รอให้มันเป็นอีกเหรอ นึกขึ้นได้ว่าไหน ๆ เลิกสูบบุหรี่แล้วก็ออกกำลังกายมันซะเลยโดยเริ่มจากไปวิ่งคนเดียวก่อน

 

>> ชีวิตที่ได้รับการจัดระเบียบให้เข้าที่เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ จากคนสนุกสนานชอบปาร์ตี้มาเลิกบุหรี่ลดเหล้า นอนเร็วสี่ห้าทุ่ม ทำชีวิตให้ตรงตามตารางเวลา ส่องกระจกดูหน้าตัวเองเหมือนเป็นคนละคนกันเลย ทุกวันนี้ก็ไม่ได้แข็งแรงอะไรมาก แค่หวังว่าโรคมะเร็งจะไม่กลับมาและถ้าครบปีไม่กลับมาก็สบายใจได้ในระดับหนึ่ง

 

>> หลังการเจ็บป่วยทำให้มีการวางแผนชีวิตไกลขึ้น ผมรู้แล้วว่ามีใครให้เป็นห่วงเลยต้องเตรียมตัวเตรียมการไว้บ้าง ผมทำใจไว้และเริ่มคิดแล้วว่าถ้ามะเร็งกลับมาจะต้องตั้งรับอย่างไร

 

>> สิ่งที่ผมชี้ให้ลูกทั้งสามคนเห็นก็คือ หลาย ๆ เรื่องไม่ควรเอาเป็นแบบอย่าง อธิบายให้ฟังพวกเขาก็เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้างเพราะไปห้ามสูบบุหรี่กินเหล้าแต่เรากลับยังทำอยู่ก็ไปห้ามเขาไม่ได้แต่ผมก็พยายามจะให้พวกเขาเข้าใจว่าผมอยากจะบอกอะไร

 

>> ผมขอยืนยันว่าวงการบันเทิงเป็นวงการที่ดี สมัยก่อนเคยถูกเรียกว่าอาชีพเต้นกินรำกิน ไม่มีใครสนับสนุนให้ลูกเต้าเข้าวงการ ปรากฏว่าทุกวันนี้ไม่ว่าจะไฮโซโลโซก็เข้ามากันหมด เป็นวงการที่ให้ข้าวเรากิน ให้บ้านเราอยู่ ให้เงินเราใช้ ทำให้เรามีชื่อเสียง ให้ต่อไปถึงลูกถึงหลานอีก วงการนี้เป็นวงการที่ประเสริฐที่สุดสำหรับผม ที่สำคัญคือวงการนี้ทำให้ผมไม่ต้องไปต่อสู้ ไม่ต้องยิงกันฆ่ากัน ทุกคนมองหน้าเป็นพี่เป็นน้องเป็นเพื่อนกันได้

 

>> ไม่ใช่เราไม่มีสมองจะคิดแต่เราเพิ่งได้หยุดคิด ชีวิตที่ผ่านมาเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก เลิกกลัวตายแล้วเทียบจากตอนแรกที่รู้ว่าเป็นมะเร็ง ตอนนี้อยู่ด้วยความหวังว่าโรคนี้ถ้าดูแลตัวเองดี ๆ มันก็จะไม่กลับมา

 

>> ผมดีใจที่หลาย ๆ คนมองผมเป็นบุคคลตัวอย่างแล้วลุกขึ้นมาออกกำลังกาย ผมไม่ได้คิดว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น ผมเป็นคนกลาง ๆ ไม่ได้เก่งสุดหรือด้อยสุด ถ้าเราเปลี่ยนได้ใครก็เปลี่ยนได้ ถ้าคนอื่นทำอะไรได้เราก็ทำได้เหมือนกัน

 


 

Story: Ammahitz

Photography: Duke Kittipoj

Edit: Paron S.


YOU MIGHT LIKE !



'สยาม สังวริบุตร' ชกต่อย มะเร็ง และวงการบันเทิง

สยาม สังวริบุตร / 56 ปี / ผู้กำกับละคร

 

>> ยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งคุยแต่เรื่องอดีต ช่วงชีวิตในวัยเด็กที่จดจำได้แม่นที่สุดคือช่วงที่เรียนอยู่วชิราวุธวิทยาลัยเพราะได้รู้จักกลุ่มเพื่อนสนิทที่รักกันมาจนถึงปัจจุบัน ณ วันนั้นไม่รู้สึกสนุกแต่ทุกวันนี้เจอกันเมื่อไหร่กลับคุยกันถึงแต่เรื่องเก่า ๆ

 

>> สมัยเรียนใครมองหน้าหน่อยต่อยหมด เพื่อน ๆ บอกว่าไอ้หยามมันบ้า เราก็พอจำได้บ้างไม่ได้บ้าง บางครั้งโดนเตะสลบไปเลยก็มี ไม่ว่าตัวเล็กตัวใหญ่เราต่อยก่อนตลอดแต่ส่วนใหญ่ชอบต่อยคนตัวใหญ่แล้วก็โดนต่อยคืนมา ผมไม่เคยชนะใครหรอกแพ้เขาเรื่อยแต่ก็ต่อยตลอด

 

>> สามสิ่งที่ได้รับจากวชิราวุธคือ ข้อแรกสปิริตของหมู่คณะ วชิราวุธฯสอนให้เห็นประโยชน์ของคนส่วนใหญ่มากกว่าของตนเอง อย่าทำให้หมู่คณะ หรือประเทศชาติเสียหาย ข้อสองเรื่องการใช้ชีวิตอย่างสมดุลนั่นคือการให้เราได้อ่านหนังสือ เล่นดนตรีและเล่นกีฬาซึ่งทำให้เพิ่งมาเข้าใจตอนโตว่าคนเราไม่ควรมุ่งแต่เรื่องหาเงินอย่างเดียว ต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตให้เป็นด้วย และข้อสามคือเรื่องของเพื่อนเพราะเราเป็นโรงเรียนประจำที่ต้องอยู่ด้วยกันตลอดเวลาจึงผูกพันกันมาก

 

>> ผมไม่กล้าทำอะไรไม่ดีหรือทำให้พ่อแม่เดือดร้อน ผมรู้สึกเสมอว่าเราได้เรียนหนังสือในโรงเรียนดี ๆ ได้แต่งตัวดี ๆ เพราะพ่อต้องทำงานหนัก กลับมาบ้านบางทีเจอพ่อหลับอยู่ก็ไม่กล้ากวน พ่อเป็นคนดุ ผมกลัวพ่อแต่เราก็ผูกพันกัน

 

>> ผมเรียนรู้เรื่องความรู้สึกจากแม่ แม่จะบอกเสมอว่ารักเรา อย่าทำอะไรให้แม่เสียใจ แม่เป็นคนถ่ายทอดความรู้สึกได้ดี

 

>> การไปเรียนเมืองนอกไม่ต่างจากอยู่โรงเรียนประจำ ช่วงชีวิตต่อมาถูกส่งไปเรียนไฮสคูลที่อังกฤษสองปีเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนย้ายไปเรียนต่อที่อเมริกา ผมก็ไปเลย ไปแบบไม่กลัวอะไร ไปด้วยความสนุก เราไม่ติดพ่อติดแม่ อยู่คนเดียวมาตลอดอยู่แล้ว

 

>> ข้อดีของการอยู่โรงเรียนประจำคือทำให้เรารู้จักปรับตัว ถ้าคุณไม่ปรับตัวคุณก็จะไม่มีเพื่อนและจะอยู่ไม่ได้หรืออาจมีเพื่อนน้อยเกินไป

 

>> ผมค้นพบว่าผมถนัดเรื่องงานบริการและดูแลผู้คน ตอนเรียนปริญญาโทด้านบริหารผมได้ทำอะไรหลายอย่าง ความที่เป็นคนช่างพูดช่างคุยจึงทำให้พูดภาษาอังกฤษได้เร็วเลยได้เป็นเลขาธิการสมาคมนักเรียนไทย แถมยังทำงานตั้งแต่ขายไอติม เป็นพนักงานร้านสะดวกซื้อ ทำอยู่คนเดียวเหมือนเป็นผู้จัดการ พอไปทำร้านอาหารไทยเจ้าของร้านก็ไว้ใจ ตอนนั้นคิดเลยว่าชีวิตเราคงทำร้านอาหารอยู่อเมริกา

 

>> วันหนึ่งพ่อโทรมาหาบอกว่าต้องกลับมาช่วยงานที่เมืองไทย เพราะตอนนั้นเริ่มทำบริษัท ดาราวิดีโอ จำกัด ผลิตละครจักร ๆ วงศ์ ๆ ช่วงนั้นน้องลอร์ด (สยม สังวริบุตร) น้องชายคนเดียวทำงานเป็นมือขวาของพ่อส่วนผมไม่มีความรู้เรื่องงานด้านโทรทัศน์ใด ๆ ทั้งสิ้น

 

>> จุดเริ่มต้นของงานกำกับละคร ตอนกลับมาเริ่มงานที่บริษัทฯ พ่อจะคอยดูอยู่ห่าง ๆ จะใช้คนอื่นมาบอกมาสอนเราโดยตัวเขาจะไม่เดินมาพูดเอง ผมก็ไปทำงานเป็นลูกน้องของน้องชาย ทำทุกอย่างตั้งแต่ยกรีเฟล็กซ์ เป็นผู้ช่วยตากล้องไล่มาเป็นตากล้อง ผมอยากทำอะไรอยากเรียนรู้อะไรผมก็ทำไป ไม่ได้บอกไม่ได้ถามใคร กระทั่งวันหนึ่งผู้กำกับฯ ไม่สบายแต่ต้องทำละครสั้นเพื่อออกอากาศผมก็แย่งเขาทำเลย ทำมาตั้งแต่นั้นจนทุกวันนี้

 

>> ผมเคยเป็นคนที่ไม่วางแผนชีวิต ชีวิตเคยเกือบพังเพราะความไม่มีระเบียบ เคยปาร์ตี้หนักถึงขนาดตื่นขึ้นมาจำอะไรไม่ได้ ใช้ชีวิตไปวัน ๆ มีเงินก็ใช้ไปเต็มที่ หมดเมื่อไหร่ก็หาใหม่ กว่าจะกลับตัวได้ก็กลางคนแล้ว ตอนนี้รู้แล้วว่าชีวิตมีเวลาจำกัดเราต้องวางแผน ไม่เช่นนั้นจะทำทุกอย่างที่อยากทำไม่สำเร็จ

 

>> ผมพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งที่ลำไส้ เพราะรู้สึกถึงความผิดปกติของระบบขับถ่าย ถ่ายออกมามีเลือดปน ตอนแรกคิดว่าเป็นบิดหรือริดสีดวง พอไปตรวจที่โรงพยาบาลก็ไปเจอว่าเป็นมะเร็ง หมอสั่งให้ผ่าตัดเร็วที่สุด ผมถามคุณหมอว่าว่างเมื่อไหร่ เขาบอกอีกสองวันผมเลยตัดสินใจผ่าตัดทันทีทั้งที่ผมเป็นคนโคตรกลัวเรื่องพวกนี้ ก่อนผ่าตัดจำได้ว่ากลัวมาก

 

>> ชีวิตคนเราจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ ตอนหมอบอกว่าเป็นมะเร็งผมตกใจมาก พ่อผมรู้ก็มาให้กำลังใจทั้งที่ท่านก็ป่วยอยู่เหมือนกัน มันทำให้ผมรู้จักระมัดระวังในการใช้ชีวิตมากขึ้นในเวลาต่อมาเพื่อจะได้อยู่กับคนที่รักเราให้นานที่สุด

 

>> วันที่ผ่าตัดคือจุดเปลี่ยนในชีวิต วันนั้นคนรอบตัวร้องไห้กันทุกคน เพื่อนรักหลายคนมาให้กำลังใจ พยายามทำให้ผมรู้สึกดี ทุกคนเข้ามากอด ผมเริ่มรู้เลยว่าสิ่งสำคัญในชีวิตคืออะไร คนใกล้ตัวรวมทั้งเพื่อนรักสำคัญที่สุด นอกเหนือจากนั้นไม่ใช่เลย ลูกก็สำคัญ ทุกอย่างต้องลำดับความสำคัญให้ได้

 

>> ข้อดีของผมคือเป็นคนปลงง่าย พยายามไม่จำเรื่องที่ทำให้เป็นทุกข์ ถ้ามีอะไรกระทบความรู้สึกแรง ๆ แค่วันสองวันก็ลืมแล้ว อย่างคนใกล้ชิดมานานแล้วอยู่ดี ๆ หายไปแป๊บเดียวก็ลืม ตักตวงแต่ความสุข อะไรทุกข์เราก็ทิ้งไป

 

>> ถึงวันนี้สุขภาพจะโอเคแล้วแต่ยังต้องลุ้นอยู่ โชคดีที่เขาตัดลำไส้ เลยไม่ต้องมาโผล่ที่หน้าท้องเพราะมันผ่าแล้วต่อกันได้ แผลผ่าท้องยาวกว่าคนคลอดลูกอีก ไปเจอนิ่วในถุงน้ำดีก็ตัดถุงน้ำดีออกไปแถมไส้ติ่งอีกอัน เรียกว่าผ่าทีเดียวคุ้ม หมอถามว่าจะรักษาโดยให้คีโมด้วยหรือเปล่า พอผมถามหมอกลับหมอเลยบอกว่าถ้าเป็นเขาคงไม่ สุดท้ายเลยไม่ได้ใช้คีโม หมอบอกว่าหลังจากนี้ทุกอย่างต้องเปลี่ยน จะกินอาหารเหมือนเดิมไม่ได้แล้วก็ต้องงดบุหรี่เพราะมันเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งทุกชนิด บุหรี่มีส่วนทุกโรค มันจะอยู่ในเลือดเรา

 

>> ช่วงนั้นทุกอย่างในชีวิตเกิดขึ้นเร็วมาก ก่อนป่วยผมยังสูบบุหรี่ยังดื่มเหล้าแต่หลังผ่าตัดก็เลิกหมด ไม่ได้รู้สึกว่ายากเย็นอะไร เลิกบุหรี่มันง่ายกว่าที่คิด ตอนแรกคิดว่าจะยากเพราะสูบวันละซองมาตั้งแต่อายุสิบสองส่วนเหล้าก็ดื่มแบบเข้าสังคม

 

>> ทุกวันนี้ผมหมั่นออกกำลังกาย ตอนเช้าไปวิ่งที่สวนรถไฟและลงสมัครวิ่งมาราธอน เริ่มจากผมคิดว่าโรคมะเร็งมันไม่มียาอะไรรักษาได้นอกจากต้องมีภูมิคุ้มกันของร่างกาย อายุก็มากแล้วจะทำยังไง รอให้มันเป็นอีกเหรอ นึกขึ้นได้ว่าไหน ๆ เลิกสูบบุหรี่แล้วก็ออกกำลังกายมันซะเลยโดยเริ่มจากไปวิ่งคนเดียวก่อน

 

>> ชีวิตที่ได้รับการจัดระเบียบให้เข้าที่เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ จากคนสนุกสนานชอบปาร์ตี้มาเลิกบุหรี่ลดเหล้า นอนเร็วสี่ห้าทุ่ม ทำชีวิตให้ตรงตามตารางเวลา ส่องกระจกดูหน้าตัวเองเหมือนเป็นคนละคนกันเลย ทุกวันนี้ก็ไม่ได้แข็งแรงอะไรมาก แค่หวังว่าโรคมะเร็งจะไม่กลับมาและถ้าครบปีไม่กลับมาก็สบายใจได้ในระดับหนึ่ง

 

>> หลังการเจ็บป่วยทำให้มีการวางแผนชีวิตไกลขึ้น ผมรู้แล้วว่ามีใครให้เป็นห่วงเลยต้องเตรียมตัวเตรียมการไว้บ้าง ผมทำใจไว้และเริ่มคิดแล้วว่าถ้ามะเร็งกลับมาจะต้องตั้งรับอย่างไร

 

>> สิ่งที่ผมชี้ให้ลูกทั้งสามคนเห็นก็คือ หลาย ๆ เรื่องไม่ควรเอาเป็นแบบอย่าง อธิบายให้ฟังพวกเขาก็เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้างเพราะไปห้ามสูบบุหรี่กินเหล้าแต่เรากลับยังทำอยู่ก็ไปห้ามเขาไม่ได้แต่ผมก็พยายามจะให้พวกเขาเข้าใจว่าผมอยากจะบอกอะไร

 

>> ผมขอยืนยันว่าวงการบันเทิงเป็นวงการที่ดี สมัยก่อนเคยถูกเรียกว่าอาชีพเต้นกินรำกิน ไม่มีใครสนับสนุนให้ลูกเต้าเข้าวงการ ปรากฏว่าทุกวันนี้ไม่ว่าจะไฮโซโลโซก็เข้ามากันหมด เป็นวงการที่ให้ข้าวเรากิน ให้บ้านเราอยู่ ให้เงินเราใช้ ทำให้เรามีชื่อเสียง ให้ต่อไปถึงลูกถึงหลานอีก วงการนี้เป็นวงการที่ประเสริฐที่สุดสำหรับผม ที่สำคัญคือวงการนี้ทำให้ผมไม่ต้องไปต่อสู้ ไม่ต้องยิงกันฆ่ากัน ทุกคนมองหน้าเป็นพี่เป็นน้องเป็นเพื่อนกันได้

 

>> ไม่ใช่เราไม่มีสมองจะคิดแต่เราเพิ่งได้หยุดคิด ชีวิตที่ผ่านมาเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก เลิกกลัวตายแล้วเทียบจากตอนแรกที่รู้ว่าเป็นมะเร็ง ตอนนี้อยู่ด้วยความหวังว่าโรคนี้ถ้าดูแลตัวเองดี ๆ มันก็จะไม่กลับมา

 

>> ผมดีใจที่หลาย ๆ คนมองผมเป็นบุคคลตัวอย่างแล้วลุกขึ้นมาออกกำลังกาย ผมไม่ได้คิดว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น ผมเป็นคนกลาง ๆ ไม่ได้เก่งสุดหรือด้อยสุด ถ้าเราเปลี่ยนได้ใครก็เปลี่ยนได้ ถ้าคนอื่นทำอะไรได้เราก็ทำได้เหมือนกัน

 


 

Story: Ammahitz

Photography: Duke Kittipoj

Edit: Paron S.