'สมชัย ส่งวัฒนา' จากเด็กหัวกบฏสู่เจ้าของอาณาจักร FLYNOW

>> ชีวิตผมเริ่มต้นจากเรียนห่วยสุดจนเฉียดถูกไล่ออก เพราะมีหัวกบฎ ได้แต่สงสัยว่าทำไมเราต้องเชื่อที่เขาบอกกัน ผมตั้งคำถามกับทุกวิชาจึงเป็นพวกที่ถูกกล่าวขวัญว่าเป็นเด็กที่ชอบสร้างปัญหา

 

>> ผมแค่คิดไม่เหมือนคนอื่น ช่วงที่เรียนอยู่ต้องรบกวนพ่อแม่ ให้มาคอยรับรองกับทางโรงเรียนเพราะผมถูกหาว่ามีความประพฤติแย่ทั้งที่ไม่ได้แย่

 

>> ผมถูกเลี้ยงมาแบบให้เอาตัวรอดให้ได้ ผมโตมาในยุค Baby Boomer ลูกเต้าเยอะ พี่น้องเยอะ พ่อก็ต้องเลี้ยงโดยใช้ไม้เรียวเพื่อให้ทุกเรื่องจบง่าย

 

>> แค่อ่านหนังสือก็สอบได้แต่ที่หายากที่สุดคือประสบการณ์ชีวิต พอเรียนจบ ม.ปลายผมก็เริ่มออกนอกลู่นอกทางเพราะเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ มันมีเรื่องสนุก ๆ เยอะ แก่แดดแก่ประสบการณ์ ชอบทำแต่กิจกรรม

 

>> ชีวิตในกรุงเทพฯ ทำให้ทัศนคติผมเปลี่ยน เริ่มหาสีสันใหม่ ๆ ให้ชีวิตซึ่งล้วนแต่เป็นด้านมืดทั้งนั้น เช่น ขับรถซิ่ง ออกเที่ยวกลางคืน เต้นยันสว่าง จนกระทั่งเกิดจุดเปลี่ยนในชีวิตเพราะไปตกหลุมรักผู้หญิงแล้วทำเขาท้อง สิ่งที่เกิดขึ้นนาทีนั้นมันคือความผิดหวังที่เรามอบให้กับครอบครัว

 

>> ชีวิตในวัยยี่สิบที่กำลังจะพีคแต่ผมมีเมียมีลูกต้องรับผิดชอบ เอาเข้าจริง ๆ สำหรับผมมันคือเรื่องสนุกนะ ผมคิดว่าคนเราถ้ากล้าเดินก็ต้องยอมรับในเส้นทางเดินนั้น เมื่อมีเป้าหมายแล้วก็ต้องมุ่งไปและถ้าเจ็บก็อย่าไปว่าคนอื่นเพราะเราเลือกเอง

 

>> ผมเป็นพวกกบฏสังคม อยากออกนอกกรอบจากวัฒนธรรมดั้งเดิมและรอคอยเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ถ้าเรามั่นใจจริงก็ไปต่อ เดินไปด้วยสัญชาตญาณล้วน ๆ แค่มีความเชื่ออย่างอื่นก็ไม่สนแล้ว

 

>> คนเรามันต้องกล้ายอมรับสองข้อ ยอมรับผิดกับยอมรับถูก ผมเฉย ๆ เรื่องยอมรับถูก ไม่ต้องมาพูดหรอก แต่มาบอกว่าผิดตรงไหนผมจะอยากฟังมากกว่า

 

>> พวกนักธุรกิจมองผมเป็นอาร์ติสท์ แต่เวลาผมไปคุยกับ อาร์ติสท์เขาบอกผมเป็นนักธุรกิจ เขาไม่ยอมรับผม ไอ้ความคลุมเครือแบบนี้จึงเหมือนกับจะมีคนเข้าใจผมแต่สุดท้ายก็ไม่เข้าใจ

 

>> เราไม่จำเป็นต้องเรียนรู้จากคนที่ยิ่งใหญ่เสมอไป เพื่อนร่วมโลกนี่แหละเป็นอาจารย์เราได้หมด เคารพในบทบาทในฝีไม้ลายมือและความสามารถ เราไม่ได้ฉลาดทุกเรื่อง บางเรื่องนี่เราโง่เป็นควายเลยนะ

 

>> ช่วงเวลาหนึ่งผมต้องรวบรวมทุกอย่างในชีวิตเข้าด้วยกัน คือมีลูกมีเมีย เรียนหนังสือและต้องทำทุกอย่างเพื่อลบคำครหา งอมืองอเท้า ขอเงินพ่อแม่ ผมจึงตัดสินใจกระโดดมาทำงานแฟชั่นเลย

 

>> แต่งตัวดีขนาดนี้ในหัวผมต้องมีของนะ ผมเคยบอกกับคนสัมภาษณ์ตอนเดินเข้าไปสมัครงานที่บริษัทแห่งหนึ่งอย่างนี้ เขาถามว่าเรียนจบอะไรก็ไม่จบ มาสมัครเพราะว่าอยากทำและคิดว่าทำได้ ดูเทสต์ผมก่อน เลือกเมียยังหน้าตาดีแบบนี้ เขาก็ไม่ค่อยเชื่อหรอก บอกว่าไม่อยากรับมึงแต่กูอยากช่วยมึง ผมบอกเอางี้แล้วกัน ผมไม่เอาเงินเดือน ให้ผมทำงานและดูจากผลงานผม

 

>> งานแรกของผมคืองานจับฉ่าย ทำทุกอย่าง ความที่เป็นลูกเถ้าแก่เลยได้เปรียบ รู้ว่าพ่อต้องการลูกน้องแบบไหน รู้ว่าพ่อชอบคนประเภทไหน ไม่รู้ก็ควายแล้ว เกิดมาก็เห็นพ่อใช้คนแล้ว เวลากินข้าวพ่อก็จะด่าคนอื่นให้เราฟัง ดังนั้นใครให้ผมทำงานอะไรผมก็ทำ ไม่ต้องไปพูดไปคุยหรอก ให้เขามองเราห่วย ๆ ดีที่สุด

 

 

>> สองปีถัดมาผมก็โดดออกมาเป็นเจ้าของกิจการ FLYNOW เลย พ่อไม่เคยสอนให้เราเป็นลูกน้องคน ตอนนั้นแค่เด็กเกินกว่าจะหาเงินมาลงทุนแต่แรงดี ลุยเลย สมการไม่ซับซ้อนอะไรแค่เด็กรุ่นใหม่ควรทำแบบนี้แต่เมื่อเป็นนักบริหารแล้วกรุณาอย่าทำ ต้องดูสภาวะรอบด้านต้องรู้ให้มาก ใช้การพิจารณาและหาข้อมูลให้ครบก่อนตัดสินใจ

 

>> ความคึกคะนองตอนเด็กทำให้เราสู้ไม่หยุด การเป็นลูกจ้างมันปลอดภัย รวยก็คือเงินนาย เจ๊งก็คือเงินนาย มันไม่ควรก้าวกระโดดเพราะมันเสี่ยง แต่ผมคิดว่าไม่เห็นเสี่ยงอะไร ธุรกิจเราก็ทำเล็กไปหาใหญ่ มีทุนเท่าไหร่ก็ทำเท่านั้น

 

>> หลักการตอนเริ่มทำ FLYNOW ตอนนั้นมีสองข้อ มีความเชื่อมั่นและทำงานในด้านที่เรารัก จากนั้นเติมความวิริยะอุตสาหะบากบั่นเพื่อทำให้สิ่งที่เราหวังไว้สำเร็จลุล่วงไปได้ ถ้าไม่มีข้อนี้ทุกข้อจะล้มเหลวหมด ขยันอย่างเดียวก็ไม่ได้ มันต้องมีความมุ่งมั่นในความสำเร็จด้วย

 

>> คนเราต้องสู้ฟัดกัดไม่ปล่อย ต้องกระหาย ถ้ามันถึงจุดที่สุดทางแล้วผลออกมาว่าแพ้ก็ต้องเดินย้อนกลับไปดูว่ามันผิดพลาดตรงไหน แต่ถ้ามันถูกมันชนะก็ไม่ต้องดูแล้ว มันก็จะมีทางให้เดินใหม่อีก

 

>> FLYNOW เริ่มต้นมาแบบเปรี้ยงปร้างเพราะเน้นความต่าง อะไรที่ชาวบ้านทำเราไม่ทำ อะไรที่ชาวบ้านไม่ทำเราจะทำ แฟชั่นช่วงนั้นเป็นเสื้อยืดมีสีสันแต่ FLYNOW เปิดมาเป็นขาว-ดำ

 

>> ตอนนั้น FLYNOW มันโตแบบน่าเกลียด โตแบบดังสุดขีด โตแบบทวีคูณ ประสบความสำเร็จมากจนรู้สึกว่าเงินมันหามาง่าย

 

>> เมื่อมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นผมจะแก้ไขทันที ผมโตจากเป็นดีไซเนอร์ไม่ใช่นักการตลาด ผมไม่ใช่นักการเงิน ไม่ใช่นักผลิต ผมมีอยู่สองขา ผมยืนของผมเองได้

 

>> ตอนปี 2540 ธุรกิจพังทั้งประเทศ ไม่โทษตัวเองก็โทษคนอื่นแต่สุดท้ายเราต้องโทษตัวเอง เราต้องกลับมาดูว่าจะทำยังไงให้กลับมายืนให้ได้ ความสนุกและพลังมันยังมีอยู่ ผมใช้เวลาแปดปีกว่า ๆ ทุกอย่างก็กลับมาเหมือนเดิม

 

>> ช่วงที่ผมตกไปอยู่ที่ศูนย์ทุกคนบอกว่าไม่ควรรักษา ถ้าเป็นหมอก็บอกให้ไปตายที่บ้าน เก็บเงินที่เหลือไว้ซื้อโลงแล้วหาวัดดี ๆ แต่ผมใช้ความพยายาม ความวิริยะอุตสาหะและความมุ่งมั่นเป็นที่ตั้ง คิดอย่างเดียวว่ากูมาจากศูนย์ทำไมจะกลับไปเหมือนเดิมไม่ได้

 

>> เรื่องแฟชั่นมันสนุกตลอดเวลา มันเหมือนเราทำตัวไม่แก่ มองผู้หญิงไปเรื่อย ๆ แฟชั่นเป็นเรื่องของความเซ็กซี่ ความมีสีสัน เพราะฉะนั้นการทำแฟชั่นอย่าไปมองเรื่องอายุ ถ้าสนใจเรื่องอายุเมื่อไหร่มันจะไปไม่ไหวแล้ว

 

>> มีคนมาถามว่าแฟชั่นคืออะไร ผมบอกว่ามึงไม่มีอะไรจะถามแล้วเหรอ อะไรที่เหมือนจะง่ายแต่จริง ๆ มันตอบยาก

 

>> สรุปแฟชั่นคือ Believe in Believe มันเป็นเรื่องของความเชื่อของคนหนึ่งคนที่กำลังสร้างความเชื่อต่อ ๆ ไป

 

>> ความเชื่อของเราอย่างหนึ่งคือ การทำแบรนด์ให้เป็นทรัพย์สินของคนไทยสู่สากล


YOU MIGHT LIKE !



'สมชัย ส่งวัฒนา' จากเด็กหัวกบฏสู่เจ้าของอาณาจักร FLYNOW

>> ชีวิตผมเริ่มต้นจากเรียนห่วยสุดจนเฉียดถูกไล่ออก เพราะมีหัวกบฎ ได้แต่สงสัยว่าทำไมเราต้องเชื่อที่เขาบอกกัน ผมตั้งคำถามกับทุกวิชาจึงเป็นพวกที่ถูกกล่าวขวัญว่าเป็นเด็กที่ชอบสร้างปัญหา

 

>> ผมแค่คิดไม่เหมือนคนอื่น ช่วงที่เรียนอยู่ต้องรบกวนพ่อแม่ ให้มาคอยรับรองกับทางโรงเรียนเพราะผมถูกหาว่ามีความประพฤติแย่ทั้งที่ไม่ได้แย่

 

>> ผมถูกเลี้ยงมาแบบให้เอาตัวรอดให้ได้ ผมโตมาในยุค Baby Boomer ลูกเต้าเยอะ พี่น้องเยอะ พ่อก็ต้องเลี้ยงโดยใช้ไม้เรียวเพื่อให้ทุกเรื่องจบง่าย

 

>> แค่อ่านหนังสือก็สอบได้แต่ที่หายากที่สุดคือประสบการณ์ชีวิต พอเรียนจบ ม.ปลายผมก็เริ่มออกนอกลู่นอกทางเพราะเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ มันมีเรื่องสนุก ๆ เยอะ แก่แดดแก่ประสบการณ์ ชอบทำแต่กิจกรรม

 

>> ชีวิตในกรุงเทพฯ ทำให้ทัศนคติผมเปลี่ยน เริ่มหาสีสันใหม่ ๆ ให้ชีวิตซึ่งล้วนแต่เป็นด้านมืดทั้งนั้น เช่น ขับรถซิ่ง ออกเที่ยวกลางคืน เต้นยันสว่าง จนกระทั่งเกิดจุดเปลี่ยนในชีวิตเพราะไปตกหลุมรักผู้หญิงแล้วทำเขาท้อง สิ่งที่เกิดขึ้นนาทีนั้นมันคือความผิดหวังที่เรามอบให้กับครอบครัว

 

>> ชีวิตในวัยยี่สิบที่กำลังจะพีคแต่ผมมีเมียมีลูกต้องรับผิดชอบ เอาเข้าจริง ๆ สำหรับผมมันคือเรื่องสนุกนะ ผมคิดว่าคนเราถ้ากล้าเดินก็ต้องยอมรับในเส้นทางเดินนั้น เมื่อมีเป้าหมายแล้วก็ต้องมุ่งไปและถ้าเจ็บก็อย่าไปว่าคนอื่นเพราะเราเลือกเอง

 

>> ผมเป็นพวกกบฏสังคม อยากออกนอกกรอบจากวัฒนธรรมดั้งเดิมและรอคอยเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ถ้าเรามั่นใจจริงก็ไปต่อ เดินไปด้วยสัญชาตญาณล้วน ๆ แค่มีความเชื่ออย่างอื่นก็ไม่สนแล้ว

 

>> คนเรามันต้องกล้ายอมรับสองข้อ ยอมรับผิดกับยอมรับถูก ผมเฉย ๆ เรื่องยอมรับถูก ไม่ต้องมาพูดหรอก แต่มาบอกว่าผิดตรงไหนผมจะอยากฟังมากกว่า

 

>> พวกนักธุรกิจมองผมเป็นอาร์ติสท์ แต่เวลาผมไปคุยกับ อาร์ติสท์เขาบอกผมเป็นนักธุรกิจ เขาไม่ยอมรับผม ไอ้ความคลุมเครือแบบนี้จึงเหมือนกับจะมีคนเข้าใจผมแต่สุดท้ายก็ไม่เข้าใจ

 

>> เราไม่จำเป็นต้องเรียนรู้จากคนที่ยิ่งใหญ่เสมอไป เพื่อนร่วมโลกนี่แหละเป็นอาจารย์เราได้หมด เคารพในบทบาทในฝีไม้ลายมือและความสามารถ เราไม่ได้ฉลาดทุกเรื่อง บางเรื่องนี่เราโง่เป็นควายเลยนะ

 

>> ช่วงเวลาหนึ่งผมต้องรวบรวมทุกอย่างในชีวิตเข้าด้วยกัน คือมีลูกมีเมีย เรียนหนังสือและต้องทำทุกอย่างเพื่อลบคำครหา งอมืองอเท้า ขอเงินพ่อแม่ ผมจึงตัดสินใจกระโดดมาทำงานแฟชั่นเลย

 

>> แต่งตัวดีขนาดนี้ในหัวผมต้องมีของนะ ผมเคยบอกกับคนสัมภาษณ์ตอนเดินเข้าไปสมัครงานที่บริษัทแห่งหนึ่งอย่างนี้ เขาถามว่าเรียนจบอะไรก็ไม่จบ มาสมัครเพราะว่าอยากทำและคิดว่าทำได้ ดูเทสต์ผมก่อน เลือกเมียยังหน้าตาดีแบบนี้ เขาก็ไม่ค่อยเชื่อหรอก บอกว่าไม่อยากรับมึงแต่กูอยากช่วยมึง ผมบอกเอางี้แล้วกัน ผมไม่เอาเงินเดือน ให้ผมทำงานและดูจากผลงานผม

 

>> งานแรกของผมคืองานจับฉ่าย ทำทุกอย่าง ความที่เป็นลูกเถ้าแก่เลยได้เปรียบ รู้ว่าพ่อต้องการลูกน้องแบบไหน รู้ว่าพ่อชอบคนประเภทไหน ไม่รู้ก็ควายแล้ว เกิดมาก็เห็นพ่อใช้คนแล้ว เวลากินข้าวพ่อก็จะด่าคนอื่นให้เราฟัง ดังนั้นใครให้ผมทำงานอะไรผมก็ทำ ไม่ต้องไปพูดไปคุยหรอก ให้เขามองเราห่วย ๆ ดีที่สุด

 

 

>> สองปีถัดมาผมก็โดดออกมาเป็นเจ้าของกิจการ FLYNOW เลย พ่อไม่เคยสอนให้เราเป็นลูกน้องคน ตอนนั้นแค่เด็กเกินกว่าจะหาเงินมาลงทุนแต่แรงดี ลุยเลย สมการไม่ซับซ้อนอะไรแค่เด็กรุ่นใหม่ควรทำแบบนี้แต่เมื่อเป็นนักบริหารแล้วกรุณาอย่าทำ ต้องดูสภาวะรอบด้านต้องรู้ให้มาก ใช้การพิจารณาและหาข้อมูลให้ครบก่อนตัดสินใจ

 

>> ความคึกคะนองตอนเด็กทำให้เราสู้ไม่หยุด การเป็นลูกจ้างมันปลอดภัย รวยก็คือเงินนาย เจ๊งก็คือเงินนาย มันไม่ควรก้าวกระโดดเพราะมันเสี่ยง แต่ผมคิดว่าไม่เห็นเสี่ยงอะไร ธุรกิจเราก็ทำเล็กไปหาใหญ่ มีทุนเท่าไหร่ก็ทำเท่านั้น

 

>> หลักการตอนเริ่มทำ FLYNOW ตอนนั้นมีสองข้อ มีความเชื่อมั่นและทำงานในด้านที่เรารัก จากนั้นเติมความวิริยะอุตสาหะบากบั่นเพื่อทำให้สิ่งที่เราหวังไว้สำเร็จลุล่วงไปได้ ถ้าไม่มีข้อนี้ทุกข้อจะล้มเหลวหมด ขยันอย่างเดียวก็ไม่ได้ มันต้องมีความมุ่งมั่นในความสำเร็จด้วย

 

>> คนเราต้องสู้ฟัดกัดไม่ปล่อย ต้องกระหาย ถ้ามันถึงจุดที่สุดทางแล้วผลออกมาว่าแพ้ก็ต้องเดินย้อนกลับไปดูว่ามันผิดพลาดตรงไหน แต่ถ้ามันถูกมันชนะก็ไม่ต้องดูแล้ว มันก็จะมีทางให้เดินใหม่อีก

 

>> FLYNOW เริ่มต้นมาแบบเปรี้ยงปร้างเพราะเน้นความต่าง อะไรที่ชาวบ้านทำเราไม่ทำ อะไรที่ชาวบ้านไม่ทำเราจะทำ แฟชั่นช่วงนั้นเป็นเสื้อยืดมีสีสันแต่ FLYNOW เปิดมาเป็นขาว-ดำ

 

>> ตอนนั้น FLYNOW มันโตแบบน่าเกลียด โตแบบดังสุดขีด โตแบบทวีคูณ ประสบความสำเร็จมากจนรู้สึกว่าเงินมันหามาง่าย

 

>> เมื่อมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นผมจะแก้ไขทันที ผมโตจากเป็นดีไซเนอร์ไม่ใช่นักการตลาด ผมไม่ใช่นักการเงิน ไม่ใช่นักผลิต ผมมีอยู่สองขา ผมยืนของผมเองได้

 

>> ตอนปี 2540 ธุรกิจพังทั้งประเทศ ไม่โทษตัวเองก็โทษคนอื่นแต่สุดท้ายเราต้องโทษตัวเอง เราต้องกลับมาดูว่าจะทำยังไงให้กลับมายืนให้ได้ ความสนุกและพลังมันยังมีอยู่ ผมใช้เวลาแปดปีกว่า ๆ ทุกอย่างก็กลับมาเหมือนเดิม

 

>> ช่วงที่ผมตกไปอยู่ที่ศูนย์ทุกคนบอกว่าไม่ควรรักษา ถ้าเป็นหมอก็บอกให้ไปตายที่บ้าน เก็บเงินที่เหลือไว้ซื้อโลงแล้วหาวัดดี ๆ แต่ผมใช้ความพยายาม ความวิริยะอุตสาหะและความมุ่งมั่นเป็นที่ตั้ง คิดอย่างเดียวว่ากูมาจากศูนย์ทำไมจะกลับไปเหมือนเดิมไม่ได้

 

>> เรื่องแฟชั่นมันสนุกตลอดเวลา มันเหมือนเราทำตัวไม่แก่ มองผู้หญิงไปเรื่อย ๆ แฟชั่นเป็นเรื่องของความเซ็กซี่ ความมีสีสัน เพราะฉะนั้นการทำแฟชั่นอย่าไปมองเรื่องอายุ ถ้าสนใจเรื่องอายุเมื่อไหร่มันจะไปไม่ไหวแล้ว

 

>> มีคนมาถามว่าแฟชั่นคืออะไร ผมบอกว่ามึงไม่มีอะไรจะถามแล้วเหรอ อะไรที่เหมือนจะง่ายแต่จริง ๆ มันตอบยาก

 

>> สรุปแฟชั่นคือ Believe in Believe มันเป็นเรื่องของความเชื่อของคนหนึ่งคนที่กำลังสร้างความเชื่อต่อ ๆ ไป

 

>> ความเชื่อของเราอย่างหนึ่งคือ การทำแบรนด์ให้เป็นทรัพย์สินของคนไทยสู่สากล