ธีร์ ไชยเดช - What I've Learned

>> ชีวิตผมราบเรียบมาตั้งแต่เด็กๆ สิ่งที่ผมประหลาดกว่าเด็กคนอื่นก็คือมีสนามเด็กเล่นเป็นสุสานเพราะบ้านผมอยู่ในซอยเจริญกรุง 40 ซึ่งเป็นชุมชนมุสลิม หน้าบ้านเป็นที่ฝังศพพื้นที่ใหญ่เท่าสนามฟุตบอล

 

>> สุสานมุสลิมไม่มีป่าช้า ต้องช่วยเหลือกันเองในการฝังศพเลยทำให้ได้เห็นได้ซึมซับความโศกเศร้าของการสูญเสีย รู้ถึงการมีอยู่และจากไป

 

>> จะจนจะรวยสุดท้ายก็เหมือนกัน วันหนึ่งมีคนยากไร้เสียชีวิต เราช่วยกันเอาสำลีปิดหน้า เอาผ้าขาวมาห่อศพแล้วทำการฝัง อีกวันหนึ่งมีเศรษฐีของย่านนั้นเสียชีวิตเราก็ใช้ผ้าขาวม้วนเดียวกัน เอาสำลีจากที่เดียวกันมาทำศพแล้วฝังอยู่ในสุสานเดียวกัน

 

>> ผมอยากเป็นที่รักของผู้คนแบบพ่อ ผมมีความผูกพันกับพ่อมาก วันที่พ่อเสียผมแย่มากๆ พ่อเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับผม งานศพพ่อมีคนมาร่วมงานมากมาย ทำให้ผมรู้สึกเลยว่าผมอยากเป็นเหมือนพ่อ

 

>> วิธีเดียวที่ผมทำเพื่อให้เป็นอย่างพ่อก็คือทำความดี ผมคิดว่าทำเพียงอย่างเดียวให้จริงจังก็จะสำเร็จ

 

>> บทเรียนที่ผมได้รับตอนที่พ่อเสียก็คือ ผมรู้สึกว่าตัวเองประมาทเกินไป ช่วงนั้นผมเล่นดนตรีกลางคืนเลยทำให้มีเวลาดูแลพ่อน้อยมาก ตอนพ่อป่วยเราดูแล้วเหมือนไม่ได้เป็นอะไรร้ายแรงแต่พอทรุดกลับทรุดเร็วมาก

 

>> วันที่พ่อเสียผมบอกตัวเองว่าจะทำโทษตัวเองด้วยการเลิกเล่นดนตรีกลางคืน ความจริงแล้วมันไม่จำเป็นเลยที่ต้องไปเล่นแต่เรากลับให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากจนประมาทเกินไป จากนั้นผมเลยพยายามทำดีกับแม่โดยการให้แม่นั่งชี้ว่าอยากได้อะไร

 

>> จุดเปลี่ยนในชีวิตผมคือช่วงเดินทางไปเรียนมหาวิทยาลัยที่อินเดีย ตอนนั้นผมอยากทำให้แม่มีความสุขจึงตั้งใจเรียนมาก ผมเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยที่รัฐอุตตรประเทศ เป็นเมืองกันดารที่สุด จนที่สุด หนาวก็หนาวจัด ร้อนก็ร้อนจัด เรียกได้ว่าต้องดิ้นรนต่อสู้อย่างหนัก มีแค่สองสิ่งที่คิดคือต้องรอดและต้องจบ

 

>> หัวใจในการต่อสู้ที่ทำให้ได้รับปริญญาด้านเศรษฐศาสตร์สถิติกลับมาก็คือความอดทน ความยากคือต้องต่อสู้กับตัวเอง ต้องสู้ตั้งแต่ตื่นยันหลับ จะนอนยังนอนแทบไม่ได้เพราะมันร้อนถึงขนาดต้องเอาเสื่อกกไปชุบน้ำมาปูนอน ไฟก็ดับบ่อย เรื่องอาหารการกินลำบากมากต้องระวังไปหมดทั้งความสะอาด พยาธิในเนื้อสัตว์ พยาธิในน้ำ

 

>> บางวันมองไปบนฟ้าเห็นท้องฟ้าค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงนี่ผมเอามือปิดหน้าเครียดเลย เพราะมันคือพายุทรายที่กำลังจะมาตกในเมือง เวลามีพายุมันจะเป็นเศษแป้งละเอียดๆ ที่เข้าไปในห้องจนเละทุกอย่างและต้องทำความสะอาดใหญ่ทุกครั้ง บางครั้งผมนั่งร้องไห้เลย

 

>> แต่ในบางวันมันก็กลายเป็นสวรรค์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ตื่นมาตอนเช้าชงกาแฟพร้อมดูนกยูงรำแพนหางรับกับแสงอาทิตย์ที่ระเบียง แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว

 

>> ประสบการณ์แบบนี้ใครจะได้เจอ ที่อินเดียผมเคยตากเนื้อเค็มบนดาดฟ้า ต้องนั่งกางร่มอ่านหนังสือเฝ้าเพื่อไม่ให้แมวมาขโมย วันหนึ่งเห็นแมวมาแต่ปรากฏว่ามีเหยี่ยวโฉบมาเอาแมวบินไป ไม่ได้มาเอาเนื้อที่เราตาก

 

>> ผมเป็นคนเกรย์สเกล มีชีวิตอยู่กับความเป็นสีเทาแต่ไม่ได้หมายความว่าความเป็นสีเทาจะทำให้เราเศร้าสร้อยหดหู่ ผมซึมซับความดาร์กได้ ชอบด้วย

 

>> ผมชอบบรรยากาศตอนฝนตก ชอบช่วงเวลาฟ้ามืดครึ้ม เป็นความสุขแบบง่ายๆ เพราะผมไม่ใช่คนประเภทสนุกโครมครามแล้วก็ไม่ใช่คนที่จะมีความสุขหรือสะใจกับความเจ็บปวดของคนอื่น

 

>> งานของผมตอนนี้มีสองอย่างคือ เป็นผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการในหน่วยงานควบคุมการจราจรทางอากาศ บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงคมนาคม อีกงานคือแต่งเพลงร้องเพลง งานแรกเป็นงานที่มีความเครียดติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลกมาตลอด

 

>> ทิศทางข้างหน้าของผมเป็นการวางแผนระยะสั้นๆ เพราะผมมองเห็นการเปลี่ยนแปลงในสิ่งต่างๆ มากมาย ดังนั้นผมจึงไม่วางแผนอะไรยาวๆ

 

>> ความไม่แน่นอนและสิ่งไม่คาดฝันคือสิ่งที่ผมพบเจอมาตลอด อย่างช่วงที่พ่อป่วยมีเพื่อนรักมาเยี่ยมแล้วบอกว่ารีบหายนะจะได้ไปกินข้าวกัน อย่ามัวแต่นอนสำออยอยู่ จากนั้นเพื่อนพ่อก็ไปต่างประเทศ ไปผ่าตัดบายพาสหัวใจใน รพ.ที่ดีที่สุดที่อเมริกา พอผ่าตัดออกมาก็เสียชีวิต

 

>> งานควบคุมการจราจรทางอากาศมีเวลาของมันชัดเจนแต่งานดนตรีไม่ใช่ ผมหยุดเขียนเพลงตั้งแต่ปี 2002 จนมีคนมาให้เขียนเพลงโฆษณาผมถึงได้รู้ว่ายังมีคนอยากฟังเพลงของผม ผมจึงลุกขึ้นมาแต่งเพลงทำเพลงจนกระทั่งออกมาเป็นอัลบั้มล่าสุด ‘ROBIN’ ที่วางขายอยู่ตอนนี้

 

>> ในอัลบั้มนี้มีเพลงเพลงหนึ่งชื่อกล่อม มันเกิดจากวันหนึ่งหลานมาที่บ้านแล้วอยากให้ผมร้องเพลงกล่อม ผมจะร้องเพลง ‘Home’ แต่หลานไม่อยากฟัง เช้าขึ้นมาผมเลยเขียนเพลงนี้เพราะคิดว่าเราเขียนเพลงให้คนอื่นเป็นแสนเป็นล้านฟังได้แล้วทำไมจะเขียนเพลงกล่อมหลานตัวเองไม่ได้

 

>> สิ่งที่ผมมองเห็นก็คือพระเจ้าไม่มีวันให้ใครล่วงรู้ว่ากำแพงชีวิตของแต่ละคนอยู่ตรงไหนและเมื่อไหร่จะเจอ เพราะถ้ารู้ว่าตัวเองจะตายเมื่อไหร่โลกคงเกิดความโกลาหล

 

>> ผมอยากจะขอบคุณพระเจ้าในสิ่งที่ผ่านมา ผมคิดว่าทุกสิ่งที่ได้มาหรือเสียไปในอดีตนำมาซึ่งวันนี้ ในวันที่ผมตัดสินใจเลี้ยวขวาแล้วเสียใจว่าทำไมไม่เลี้ยวซ้ายอาจจะทำให้เราไม่ได้มานั่งอยู่ในวันนี้ก็ได้

 

>> ผมเคยนั่งมองยาเสพติดที่อยู่ตรงหน้า มีทุกชนิดนับตั้งแต่กัญชาไปจนถึงเคมีต่างๆ พร้อมให้ผมหยิบใช้ ถ้าผมไม่มีศาสนาไม่มีคำสอนพ่อแม่ป่านนี้ผมจะเป็นอย่างไรแล้ว

 


 

Text: Ammahitz

Photography: Kittipoj

Edit: Paron S.

 


YOU MIGHT LIKE !



ธีร์ ไชยเดช - What I've Learned

>> ชีวิตผมราบเรียบมาตั้งแต่เด็กๆ สิ่งที่ผมประหลาดกว่าเด็กคนอื่นก็คือมีสนามเด็กเล่นเป็นสุสานเพราะบ้านผมอยู่ในซอยเจริญกรุง 40 ซึ่งเป็นชุมชนมุสลิม หน้าบ้านเป็นที่ฝังศพพื้นที่ใหญ่เท่าสนามฟุตบอล

 

>> สุสานมุสลิมไม่มีป่าช้า ต้องช่วยเหลือกันเองในการฝังศพเลยทำให้ได้เห็นได้ซึมซับความโศกเศร้าของการสูญเสีย รู้ถึงการมีอยู่และจากไป

 

>> จะจนจะรวยสุดท้ายก็เหมือนกัน วันหนึ่งมีคนยากไร้เสียชีวิต เราช่วยกันเอาสำลีปิดหน้า เอาผ้าขาวมาห่อศพแล้วทำการฝัง อีกวันหนึ่งมีเศรษฐีของย่านนั้นเสียชีวิตเราก็ใช้ผ้าขาวม้วนเดียวกัน เอาสำลีจากที่เดียวกันมาทำศพแล้วฝังอยู่ในสุสานเดียวกัน

 

>> ผมอยากเป็นที่รักของผู้คนแบบพ่อ ผมมีความผูกพันกับพ่อมาก วันที่พ่อเสียผมแย่มากๆ พ่อเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับผม งานศพพ่อมีคนมาร่วมงานมากมาย ทำให้ผมรู้สึกเลยว่าผมอยากเป็นเหมือนพ่อ

 

>> วิธีเดียวที่ผมทำเพื่อให้เป็นอย่างพ่อก็คือทำความดี ผมคิดว่าทำเพียงอย่างเดียวให้จริงจังก็จะสำเร็จ

 

>> บทเรียนที่ผมได้รับตอนที่พ่อเสียก็คือ ผมรู้สึกว่าตัวเองประมาทเกินไป ช่วงนั้นผมเล่นดนตรีกลางคืนเลยทำให้มีเวลาดูแลพ่อน้อยมาก ตอนพ่อป่วยเราดูแล้วเหมือนไม่ได้เป็นอะไรร้ายแรงแต่พอทรุดกลับทรุดเร็วมาก

 

>> วันที่พ่อเสียผมบอกตัวเองว่าจะทำโทษตัวเองด้วยการเลิกเล่นดนตรีกลางคืน ความจริงแล้วมันไม่จำเป็นเลยที่ต้องไปเล่นแต่เรากลับให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากจนประมาทเกินไป จากนั้นผมเลยพยายามทำดีกับแม่โดยการให้แม่นั่งชี้ว่าอยากได้อะไร

 

>> จุดเปลี่ยนในชีวิตผมคือช่วงเดินทางไปเรียนมหาวิทยาลัยที่อินเดีย ตอนนั้นผมอยากทำให้แม่มีความสุขจึงตั้งใจเรียนมาก ผมเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยที่รัฐอุตตรประเทศ เป็นเมืองกันดารที่สุด จนที่สุด หนาวก็หนาวจัด ร้อนก็ร้อนจัด เรียกได้ว่าต้องดิ้นรนต่อสู้อย่างหนัก มีแค่สองสิ่งที่คิดคือต้องรอดและต้องจบ

 

>> หัวใจในการต่อสู้ที่ทำให้ได้รับปริญญาด้านเศรษฐศาสตร์สถิติกลับมาก็คือความอดทน ความยากคือต้องต่อสู้กับตัวเอง ต้องสู้ตั้งแต่ตื่นยันหลับ จะนอนยังนอนแทบไม่ได้เพราะมันร้อนถึงขนาดต้องเอาเสื่อกกไปชุบน้ำมาปูนอน ไฟก็ดับบ่อย เรื่องอาหารการกินลำบากมากต้องระวังไปหมดทั้งความสะอาด พยาธิในเนื้อสัตว์ พยาธิในน้ำ

 

>> บางวันมองไปบนฟ้าเห็นท้องฟ้าค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงนี่ผมเอามือปิดหน้าเครียดเลย เพราะมันคือพายุทรายที่กำลังจะมาตกในเมือง เวลามีพายุมันจะเป็นเศษแป้งละเอียดๆ ที่เข้าไปในห้องจนเละทุกอย่างและต้องทำความสะอาดใหญ่ทุกครั้ง บางครั้งผมนั่งร้องไห้เลย

 

>> แต่ในบางวันมันก็กลายเป็นสวรรค์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ตื่นมาตอนเช้าชงกาแฟพร้อมดูนกยูงรำแพนหางรับกับแสงอาทิตย์ที่ระเบียง แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว

 

>> ประสบการณ์แบบนี้ใครจะได้เจอ ที่อินเดียผมเคยตากเนื้อเค็มบนดาดฟ้า ต้องนั่งกางร่มอ่านหนังสือเฝ้าเพื่อไม่ให้แมวมาขโมย วันหนึ่งเห็นแมวมาแต่ปรากฏว่ามีเหยี่ยวโฉบมาเอาแมวบินไป ไม่ได้มาเอาเนื้อที่เราตาก

 

>> ผมเป็นคนเกรย์สเกล มีชีวิตอยู่กับความเป็นสีเทาแต่ไม่ได้หมายความว่าความเป็นสีเทาจะทำให้เราเศร้าสร้อยหดหู่ ผมซึมซับความดาร์กได้ ชอบด้วย

 

>> ผมชอบบรรยากาศตอนฝนตก ชอบช่วงเวลาฟ้ามืดครึ้ม เป็นความสุขแบบง่ายๆ เพราะผมไม่ใช่คนประเภทสนุกโครมครามแล้วก็ไม่ใช่คนที่จะมีความสุขหรือสะใจกับความเจ็บปวดของคนอื่น

 

>> งานของผมตอนนี้มีสองอย่างคือ เป็นผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการในหน่วยงานควบคุมการจราจรทางอากาศ บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงคมนาคม อีกงานคือแต่งเพลงร้องเพลง งานแรกเป็นงานที่มีความเครียดติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลกมาตลอด

 

>> ทิศทางข้างหน้าของผมเป็นการวางแผนระยะสั้นๆ เพราะผมมองเห็นการเปลี่ยนแปลงในสิ่งต่างๆ มากมาย ดังนั้นผมจึงไม่วางแผนอะไรยาวๆ

 

>> ความไม่แน่นอนและสิ่งไม่คาดฝันคือสิ่งที่ผมพบเจอมาตลอด อย่างช่วงที่พ่อป่วยมีเพื่อนรักมาเยี่ยมแล้วบอกว่ารีบหายนะจะได้ไปกินข้าวกัน อย่ามัวแต่นอนสำออยอยู่ จากนั้นเพื่อนพ่อก็ไปต่างประเทศ ไปผ่าตัดบายพาสหัวใจใน รพ.ที่ดีที่สุดที่อเมริกา พอผ่าตัดออกมาก็เสียชีวิต

 

>> งานควบคุมการจราจรทางอากาศมีเวลาของมันชัดเจนแต่งานดนตรีไม่ใช่ ผมหยุดเขียนเพลงตั้งแต่ปี 2002 จนมีคนมาให้เขียนเพลงโฆษณาผมถึงได้รู้ว่ายังมีคนอยากฟังเพลงของผม ผมจึงลุกขึ้นมาแต่งเพลงทำเพลงจนกระทั่งออกมาเป็นอัลบั้มล่าสุด ‘ROBIN’ ที่วางขายอยู่ตอนนี้

 

>> ในอัลบั้มนี้มีเพลงเพลงหนึ่งชื่อกล่อม มันเกิดจากวันหนึ่งหลานมาที่บ้านแล้วอยากให้ผมร้องเพลงกล่อม ผมจะร้องเพลง ‘Home’ แต่หลานไม่อยากฟัง เช้าขึ้นมาผมเลยเขียนเพลงนี้เพราะคิดว่าเราเขียนเพลงให้คนอื่นเป็นแสนเป็นล้านฟังได้แล้วทำไมจะเขียนเพลงกล่อมหลานตัวเองไม่ได้

 

>> สิ่งที่ผมมองเห็นก็คือพระเจ้าไม่มีวันให้ใครล่วงรู้ว่ากำแพงชีวิตของแต่ละคนอยู่ตรงไหนและเมื่อไหร่จะเจอ เพราะถ้ารู้ว่าตัวเองจะตายเมื่อไหร่โลกคงเกิดความโกลาหล

 

>> ผมอยากจะขอบคุณพระเจ้าในสิ่งที่ผ่านมา ผมคิดว่าทุกสิ่งที่ได้มาหรือเสียไปในอดีตนำมาซึ่งวันนี้ ในวันที่ผมตัดสินใจเลี้ยวขวาแล้วเสียใจว่าทำไมไม่เลี้ยวซ้ายอาจจะทำให้เราไม่ได้มานั่งอยู่ในวันนี้ก็ได้

 

>> ผมเคยนั่งมองยาเสพติดที่อยู่ตรงหน้า มีทุกชนิดนับตั้งแต่กัญชาไปจนถึงเคมีต่างๆ พร้อมให้ผมหยิบใช้ ถ้าผมไม่มีศาสนาไม่มีคำสอนพ่อแม่ป่านนี้ผมจะเป็นอย่างไรแล้ว

 


 

Text: Ammahitz

Photography: Kittipoj

Edit: Paron S.