STYLE//
RECOMMEND
คู่มือการแต่งตัว

กระเป๋าถุงพลาสติกราคาหลายหมื่นจากแบรนด์ดัง! แค่สร้างกระแสหรือแฝงการเตือนภัย?

ปีนี้เป็นปีที่เราได้เห็นไอเท็มแปลกตาในโลกแฟชั่นมากขึ้น ตั้งแต่กระเป๋าถุงพลาสติกของ Balenciaga เรื่อยมาจนถึงถุงพลาสติกใสจาก Celine หรือจะเป็นหลอดดูดน้ำหรูหราที่ทำจากเงินแท้ชุบทองคำจาก Tiffany & Co. และล่าสุดก็คือกระเป๋ากระดาษเคลือบพลาสติกใสผลงานการร่วมมือกันของสองยักษ์ใหญ่แห่งโลกแฟชั่นสุดล้ำอย่าง Gucci และ Comme des Garcons ในคอลเล็กชั่นสุดพิเศษส่งท้ายปีนั้นเอง แต่พวกเขาทำมาเพราะสร้างกระแสเก๋ๆ แค่นั้นหรือ เราว่าไม่

 

 

 

ปี 2018 เป็นอีกปีที่มีรายการความเสี่ยงหายต่อชีวิตและทรัพย์สินจากเหตุการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงของสภาพอากาศอย่างมากไม่ว่าจะเป็นน้ำแข็งขั้วโลกละลายหรือไฟป่า ทั้งสัตว์ทะเลที่ตายจากการกินพลาสติก การพบไมโครพลาสติกในอุจจาระคน แล้วสิ่งที่ที่โลกแฟชั่นทำนั้นก็คือการออกมาตราการลดการปล่อยสารพิษและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น เริ่มจากยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมนี้นั้นก็คือกลุ่ม LVMH ที่มีแบรนด์อย่าง Louis Vuitton, Dior รวมถึง Celine เจ้าของถุงพลาสติกใสที่ฮือฮาในบ้านเราด้วย

 

 

LVMH นั้นพึ่งมีแถลงการออกมาว่าทางกลุ่มได้สัมฤทธิ์ผลเป้าหมายในการช่วยเหลือสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศแล้วด้วยการสนับสนุนเงินกว่า 11 ล้านยูโรใน 112 โปรเจ็กต์เพื่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มขึ้นจากเดิม 48 โครงการจาก 64 โครงการเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งโครงการเหล่านี้สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศได้กว่า 2,500 ตันหรือราว 2.5 ล้านกิโลกรัมเลยทีเดียว

 

 

 

ด้านบ้าน Kering ที่มีสมาชิกอย่าง Gucci, Saint Laurent, Balenciaga เองนั้นก็ไม่น้อยหน้าเพราะเมื่อปี 2017 ที่ผ่านมาพวกเขาได้รับการจัดให้เป็นกลุ่มบริษัทแถวหน้าในการปกป้องและอนุรักษ์สภาพอากาศโดย CDP ซึ่งเป็นกลุ่มองค์กรเพื่อสิ่งแวดล้อมไม่แสวงหากำไร ซึ่ง CDP บอกว่า Kering สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และสร้างระบบการทำงานและการผลิตที่ยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

 
 
 
View this post on Instagram

Tiffany strongly supports keeping the U.S. in the #ParisAgreement. #ClimateChange #ActOnClimate #TiffanyCSR

A post shared by Tiffany & Co. (@tiffanyandco) on

 

 

ฝั่ง Tiffany & Co. เจ้าของหลอดดูดน้ำสุดแฟนซีนั้นก็เคยโพสอินสตาแกรมเรียกร้องให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์ รักษาการลงนามความตกลงปารีสที่ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศของสหรัฐฯ ไว้ (แต่สุดท้ายเขาก็ถอนชื่อสหรัฐฯ ออกจากการลงนามอยู่ดี)

 

 

 

และข้ามมาที่ฝั่งอังกฤษอย่าง Burberry ที่หลังจากเปลี่ยนหัวหน้าฝ่ายสร้างสรรค์คนใหม่มาเป็น Riccardo Tisci แบรนด์ก็มีปณิธานในการอนุรักษ์เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม เริ่มจากประกาศไม่ใช้ขนเฟอร์จริงในคอลเล็กชั่นเรื่อยมาจนถึงการประกาศยกเลิกไม่เผาทำลายสินค้าเก่าเก็บของแบรนด์รวมถึงจะเพิ่มมาตราการอนุรักษ์อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมมาขึ้นภายในปี 2022 อีกด้วย

 

 

ถึงวงการแฟชั่นนั้นจะเป็นอุตสาหกรรมของสินค้าสิ้นเปลืองก็จริง แต่พวกเขาก็ทำหน้าที่ในการออกแบบและให้ความสุขแก่ผู้บริโภคอย่างเต็มความสามารถและยังเริ่มสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้นจากเม็ดเงินที่ได้มาผ่านผลงานการดีไซน์ แม้หลายคนอาจจะมองว่าสิ่งที่พวกเขาทำนั้นเล็กน้อย แต่การก้าวเดินก้าวเล็กๆ มีความสำคัญต่อการเดินทางที่ยิ่งใหญ่เสมอและเราหวังว่าทุกภาคส่วนจะทำให้การเดินทางสู่ความยั่งยืนของโลกเรานี้สำเร็จได้ในเร็ววัน

 


 

เรื่อง: KANt

ภาพ: Courtesy of Brands,Ruthie Friedlander, TIME.com, Reuters




กระเป๋าถุงพลาสติกราคาหลายหมื่นจากแบรนด์ดัง! แค่สร้างกระแสหรือแฝงการเตือนภัย?

ปีนี้เป็นปีที่เราได้เห็นไอเท็มแปลกตาในโลกแฟชั่นมากขึ้น ตั้งแต่กระเป๋าถุงพลาสติกของ Balenciaga เรื่อยมาจนถึงถุงพลาสติกใสจาก Celine หรือจะเป็นหลอดดูดน้ำหรูหราที่ทำจากเงินแท้ชุบทองคำจาก Tiffany & Co. และล่าสุดก็คือกระเป๋ากระดาษเคลือบพลาสติกใสผลงานการร่วมมือกันของสองยักษ์ใหญ่แห่งโลกแฟชั่นสุดล้ำอย่าง Gucci และ Comme des Garcons ในคอลเล็กชั่นสุดพิเศษส่งท้ายปีนั้นเอง แต่พวกเขาทำมาเพราะสร้างกระแสเก๋ๆ แค่นั้นหรือ เราว่าไม่

 

 

 

ปี 2018 เป็นอีกปีที่มีรายการความเสี่ยงหายต่อชีวิตและทรัพย์สินจากเหตุการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงของสภาพอากาศอย่างมากไม่ว่าจะเป็นน้ำแข็งขั้วโลกละลายหรือไฟป่า ทั้งสัตว์ทะเลที่ตายจากการกินพลาสติก การพบไมโครพลาสติกในอุจจาระคน แล้วสิ่งที่ที่โลกแฟชั่นทำนั้นก็คือการออกมาตราการลดการปล่อยสารพิษและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น เริ่มจากยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมนี้นั้นก็คือกลุ่ม LVMH ที่มีแบรนด์อย่าง Louis Vuitton, Dior รวมถึง Celine เจ้าของถุงพลาสติกใสที่ฮือฮาในบ้านเราด้วย

 

 

LVMH นั้นพึ่งมีแถลงการออกมาว่าทางกลุ่มได้สัมฤทธิ์ผลเป้าหมายในการช่วยเหลือสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศแล้วด้วยการสนับสนุนเงินกว่า 11 ล้านยูโรใน 112 โปรเจ็กต์เพื่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มขึ้นจากเดิม 48 โครงการจาก 64 โครงการเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งโครงการเหล่านี้สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศได้กว่า 2,500 ตันหรือราว 2.5 ล้านกิโลกรัมเลยทีเดียว

 

 

 

ด้านบ้าน Kering ที่มีสมาชิกอย่าง Gucci, Saint Laurent, Balenciaga เองนั้นก็ไม่น้อยหน้าเพราะเมื่อปี 2017 ที่ผ่านมาพวกเขาได้รับการจัดให้เป็นกลุ่มบริษัทแถวหน้าในการปกป้องและอนุรักษ์สภาพอากาศโดย CDP ซึ่งเป็นกลุ่มองค์กรเพื่อสิ่งแวดล้อมไม่แสวงหากำไร ซึ่ง CDP บอกว่า Kering สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และสร้างระบบการทำงานและการผลิตที่ยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

 
 
 
View this post on Instagram

Tiffany strongly supports keeping the U.S. in the #ParisAgreement. #ClimateChange #ActOnClimate #TiffanyCSR

A post shared by Tiffany & Co. (@tiffanyandco) on

 

 

ฝั่ง Tiffany & Co. เจ้าของหลอดดูดน้ำสุดแฟนซีนั้นก็เคยโพสอินสตาแกรมเรียกร้องให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์ รักษาการลงนามความตกลงปารีสที่ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศของสหรัฐฯ ไว้ (แต่สุดท้ายเขาก็ถอนชื่อสหรัฐฯ ออกจากการลงนามอยู่ดี)

 

 

 

และข้ามมาที่ฝั่งอังกฤษอย่าง Burberry ที่หลังจากเปลี่ยนหัวหน้าฝ่ายสร้างสรรค์คนใหม่มาเป็น Riccardo Tisci แบรนด์ก็มีปณิธานในการอนุรักษ์เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม เริ่มจากประกาศไม่ใช้ขนเฟอร์จริงในคอลเล็กชั่นเรื่อยมาจนถึงการประกาศยกเลิกไม่เผาทำลายสินค้าเก่าเก็บของแบรนด์รวมถึงจะเพิ่มมาตราการอนุรักษ์อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมมาขึ้นภายในปี 2022 อีกด้วย

 

 

ถึงวงการแฟชั่นนั้นจะเป็นอุตสาหกรรมของสินค้าสิ้นเปลืองก็จริง แต่พวกเขาก็ทำหน้าที่ในการออกแบบและให้ความสุขแก่ผู้บริโภคอย่างเต็มความสามารถและยังเริ่มสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้นจากเม็ดเงินที่ได้มาผ่านผลงานการดีไซน์ แม้หลายคนอาจจะมองว่าสิ่งที่พวกเขาทำนั้นเล็กน้อย แต่การก้าวเดินก้าวเล็กๆ มีความสำคัญต่อการเดินทางที่ยิ่งใหญ่เสมอและเราหวังว่าทุกภาคส่วนจะทำให้การเดินทางสู่ความยั่งยืนของโลกเรานี้สำเร็จได้ในเร็ววัน

 


 

เรื่อง: KANt

ภาพ: Courtesy of Brands,Ruthie Friedlander, TIME.com, Reuters