อยากเติมเชื้อไฟในอาชีพอย่างแสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข

“แสตมป์” คือ นักร้อง นักดนตรี และนักแต่งเพลงชั้นดีที่ที่ทำให้วงการเพลงเมืองไทยได้เห็นว่ามิติของสายอาชีพดนตรีนั้นมีมากกว่าด้านเดียว ตลอด 13 ปีที่ผ่านมา นอกจากความสามารถที่สมบูรณ์และประสบการณ์ที่สุกงอมแล้ว เราเชื่อว่าแสตมป์เป็นนักเล่าที่ถ่ายทอดเรื่องราวเชิงบวกได้ดีมากมุมมองของแสตมป์จะสามารถขับเคลื่อนแรงบันดาลใจดีๆ ด้วยการมองเรื่องร้ายให้กลายเป็นเรื่องเล็กได้อย่างไม่ยากเย็นเลย

 

 

*ผู้ที่ควรอ่าน: ใครก็ตามที่อยากเติมเชื้อไฟในอาชีพ

 

ชีวิตนักดนตรีของผมเริ่มต้นด้วยการส่งเดโม่ไปค่ายLOVEiSสมัยนั้นยังไม่มีอินเตอร์เน็ทเลย ซึ่งถ้าพูดกับเด็กยุคนี้ที่มีความฝันอยากเป็นนักดนตรีได้ ผมจะบอกเขาว่า “มึง เอ็นจอยให้เต็มที่นะ” มีประโยคหนึ่งที่พี่น้อย วงพรูเคยพูดกับผมในช่วงที่ผมยังไม่มีชื่อเสียงว่า “แสตมป์ มึงจำช่วงนี้ไว้นะ ช่วงที่ตะเกียกตะกาย ทะเยอทะยาน ช่วงยังไม่ถึงฝั่งฝันนี่แหละเป็นอะไรที่สนุกและมีความสุขที่สุดแล้ว” ตอนนั้นผมไม่เข้าใจนะ แต่ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วช่วงที่เรามีพลัง มีความหวัง มีความฝัน แม่งเป็นช่วงเวลาที่มีค่าจริงๆ

 

ผมว่างานที่ไม่มีคนดู หรือมาดูแค่2 คน ยังดีกว่างานที่คนมาเยอะมากแล้วไม่ได้อยากมาดูเราตอนเด็กๆ ที่ผมยังไม่มีวง เป็นแค่คนร้องเพลงประกอบโฆษณา ผมเคยต้องไปร้องเพลงเปิดให้กับนักร้องวงใหญ่ๆ ระดับประเทศ จำได้เลยว่าตอนนั้นมันเหมือนมีพลังลบมหาศาลพุ่งมาหาเราตอนเราขึ้นเวที คือเขาอยากให้เราลงเพราะเขาอยากดูวงใหญ่ ตอนนั้นเราก็เหวอนะ แม้เราไม่ได้คิดว่าเขาจะมาดูเราอยู่แล้ว แต่ก็แอบหวังว่าเขาคงไม่ใจร้ายกับเราจนเกินไป

 

ผมว่าชีวิตคนทำดนตรีจะต้องการแรงบันดาลใจหนักๆ ก็ช่วงที่ทำมาสักพักใหญ่นี่แหละพอทำอะไรไปนานๆ เรามักจะลืมว่ามันเคยสนุกแค่ไหน ลืมไปว่ามันคือเคยเป็นสิ่งที่เราแม่งอยากทำมาทั้งชีวิต เพราะมันสิบปีแล้วไง เราอาจจะชินจนไม่รู้สึกว่ามันพิเศษ เริ่มขี้เกียจบ้าง อยากพักบ้าง ดังนั้นความรู้สึกพวกนี้แหละที่เราต้องเติมแรงบันดาลใจลงไป

 

การอยู่กับดนตรีมันต้องจำไว้ว่าโลกนี้ไม่ได้มีแต่เพลงในแบบของเรามันต้องทลายกำแพงของเพลงในแบบที่เราไม่เคยชอบฟังให้ได้ หลายปีก่อนผมเลยพยายามเริ่มเอาชนะมันด้วยการเปิดใจฟังวงที่ผมไม่ค่อยได้ฟัง ผมฟังทุกเพลงตั้งแต่เพลงแรกถึงเพลงสุดท้าย พอเอาชนะได้เราก็จะเข้าใจว่าอ๋อ... เก็ตละว่าทำไมวงนี้มันถึงดัง

 

สิ่งสำคัญของการเป็นนักดนตรีคือต้องเตือนตัวเองตลอดว่าโชคดีแค่ไหนที่ได้ทำในสิ่งที่รักทุกวันนี้หลายครั้งที่มีอารมณ์แบบวันนี้อยากนอนอยู่บ้าน แต่ถ้าไอ้แสตมป์คนที่อายุ 18 มาเห็นตัวเองที่เป็นแบบนี้แม่งจะต้องตะโกนด่า “มึงจะบ้าหรอ วันนั้นแม่งกูอยากเป็นอย่างมึงชิบหาย วันนี้มึงมาบอกว่ามึงอยากนอนอยู่บ้านได้ไงวะ” พอนึกได้แบบนี้มันจะมีแฮปปี้มาก

 

ผมว่าสิ่งที่ท้าทายมากสำหรับวงดนตรีที่พอถึงจุดอยู่ตัวแล้ว คือเราจะทำยังไงให้มีพลังทำในสิ่งใหม่ๆทำงานเพลงออกไปแล้วยังมีคนอยากฟังเรา สามารถต่อยอดให้เรายังทำหากินต่อไปได้

 

เมื่อก่อนเวลาเจอคนดูถูกผมเคยรับมือไม่ได้นะตอนเด็กๆ ใช้ความโกรธรับมืออย่างเดียวเลย (หัวเราะ) เช่น เราอาจจะเคยคิดว่าเราอยากอ่านคอมเม้นท์เพราะอยากรู้ว่าคนฟังคิดกับเพลงของเรายังไง แต่พอไปอ่านมีคนด่าจริงๆ เราก็เก็บมาเครียด ดังนั้นลึกๆ แล้วเราเลยเข้าใจตัวเองว่า “แสตมป์ มึงไม่ได้อยากอ่านคำติชมหรอก มึงแค่อยากฟังแค่คำชมอย่างเดียว” ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เพราะทุกอย่างมีสองด้านเสมอ พอเราเริ่มเข้าใจวัฏจักรนี้เราก็เริ่มรับมันได้ ไม่เก็บมาเป็นทุกข์อีก

 

“หลายครั้งที่มีอารมณ์แบบวันนี้อยากนอนอยู่บ้าน แต่ถ้าไอ้แสตมป์คนที่อายุ 18 มาเห็นตัวเองที่เป็นแบบนี้ จะต้องตะโกนด่า – มึงจะบ้าหรือ วันนั้นแม่งกูอยากเป็นอย่างมึงชิบหาย วันนี้มึงมาบอกว่าอยากนอนอยู่บ้านได้ไงวะ-”

 

ทุกวงการมีคนทุกแบบวงการดนตรีก็เช่นกัน แต่สุดท้ายประสบการณ์จะสอนเราเองว่า ไม่ว่าเราเป็นคนอย่างไร คนก็จะรับรู้ความเป็นเราในแบบนั้นแหละ มันไม่มีหรอกที่มีใครก็ตามไปใส่ร้ายเราแล้วคน 100% จะเชื่อ ผมเชื่อว่าคนไม่ดียังไงก็ผิด แค่มันใช้เวลาสักหน่อย

 

การอยู่บนเวทีเมื่อก่อนผมเครียดนะเวลาคนดูไม่สนุกแต่เดี๋ยวนี้ผ่านมาถึงจุดที่เข้าใจแล้วว่าเขายังไม่สนุก เราแม่งยิ่งต้องสนุกขึ้นไปอีก ผมไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไรนะแต่เชื่อว่าคนบนเวทีกับคนดูมันสื่อถึงกันได้ ต่อให้เราป่วย เสียงแย่แค่ไหนก็ตาม ถ้าใจเราเต็มที่โชว์ก็จะออกมาเต็มที่ คิดแค่ว่าลุยเว้ยๆ เดี๋ยวคนดูจะสนุกเอง แต่ในทางตรงกันข้ามกันถ้านักดนตรีเล่นไปงั้นๆ คนดูก็รู้สึกจะรู้สึกงั้นๆ ตามไปด้วย เรื่องฟีลลิ่งนี่หลอกกันไม่ได้เลยล่ะ

 

Suit: Pinky Tailor

 

งานแรกที่ได้เงินคือแต่งเพลงสมัยก่อนตอนเด็กๆ เรายังคิดเยอะ ชีวิตมันเลยเข้มข้น มีเรื่องให้เอามาแต่งเพลงตลอด ซึ่ง 13 ปีที่ผ่านเพลง “ความคิด” ก็ยังคงเป็นเพลงที่ผมชอบที่สุดนะ ตอนเด็กๆ ผมมีพี่ป๊อด โมเดิร์นด๊อก เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมอยากเล่นดนตรี เวลาที่ผมตามไปดูพี่ป๊อด ผมคิดตลอดเลยว่าพี่ป๊อดจะเบื่อเปล่าวะที่ร้องเพลง “ก่อน” มา 25 ปี พอวันนี้เลยเข้าใจว่าอ๋อ เพลงที่เรารักอะไรมากๆ มันไม่เคยเบื่อเวลาที่เราได้ร้อง ทุกวันนี้ผมก็ยังชอบทุกครั้งที่ได้ร้องเพลง “ความคิด” น่าจะร้องมาสองพันกว่าครั้งได้นะ ผมชอบเพราะผมรู้สึกขอบคุณมัน นอกจากมันจะมีความหมายแล้ว มันยังทำให้ชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ ในตอนนั้นของเราได้ลุกขึ้นทำมาหากิน

 

เพื่อนนี่สำคัญมากนะหลายครั้งที่เคยทบทวนตัวเองว่าเรามีความสุขกับอะไรมากกว่าการเล่นดนตรีบ้างวะ พอแก่ขึ้นเลยรู้ว่าการนั่งกินข้าวกับเพื่อนนี่สนุกที่สุดแล้วล่ะ อายุเยอะขึ้น เราจะเห็นคุณค่ากับเรื่องธรรมดาๆ ได้มากขึ้น

 

ชีวิตนักดนตรีผมคงไม่มีวันนี้ถ้าไม่มีภรรยาคอยช่วยเขาลาออกมาทำงานเป็นผู้จัดการดูแลทุกอย่าง ผมนับถือเขานะ ผมว่าเขาเสียสละเยอะมากที่ต้องทำงานหนักเพราะนั่นเป็นความสุขของคนที่เขารัก คือเขาคงไม่ได้สนุกด้วยกับเราหรอก การดีลกับคนคงไม่สนุกนัก แต่เขามีความสุขที่เห็นเรามีได้ทำงานที่เรารักเท่านั้นเลย

 

ความซาบซึ้งใจในชีวิตนักดนตรีของผมมันไม่จำเป็นจะต้องเป็นโมเม้นท์ที่ยิ่งใหญ่อลังการอะไรเลยแค่เคยมีโอกาสได้ไปเล่นดนตรีงานวันเกิดอาม่าคนหนึ่งแล้วเขามีความสุขมาก เขาเขียนจดหมายมาหาผม แค่นั้นมันก็เป็นโมเม้นท์ที่มีค่ามากแล้ว เหมือนเราทำให้แซยิดของเขามันพิเศษจริงๆ ในวัย 60 นี้ วันนั้นเป็นวันที่ชีวิตนักดนตรีผมแม่งโคตรตื้นตัน


เรื่อง: Zatia

ภาพ: Suwat

Style: SUPABSATREE CHERDCHAI

Hair: PARN

 


YOU MIGHT LIKE !



อยากเติมเชื้อไฟในอาชีพอย่างแสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข

“แสตมป์” คือ นักร้อง นักดนตรี และนักแต่งเพลงชั้นดีที่ที่ทำให้วงการเพลงเมืองไทยได้เห็นว่ามิติของสายอาชีพดนตรีนั้นมีมากกว่าด้านเดียว ตลอด 13 ปีที่ผ่านมา นอกจากความสามารถที่สมบูรณ์และประสบการณ์ที่สุกงอมแล้ว เราเชื่อว่าแสตมป์เป็นนักเล่าที่ถ่ายทอดเรื่องราวเชิงบวกได้ดีมากมุมมองของแสตมป์จะสามารถขับเคลื่อนแรงบันดาลใจดีๆ ด้วยการมองเรื่องร้ายให้กลายเป็นเรื่องเล็กได้อย่างไม่ยากเย็นเลย

 

 

*ผู้ที่ควรอ่าน: ใครก็ตามที่อยากเติมเชื้อไฟในอาชีพ

 

ชีวิตนักดนตรีของผมเริ่มต้นด้วยการส่งเดโม่ไปค่ายLOVEiSสมัยนั้นยังไม่มีอินเตอร์เน็ทเลย ซึ่งถ้าพูดกับเด็กยุคนี้ที่มีความฝันอยากเป็นนักดนตรีได้ ผมจะบอกเขาว่า “มึง เอ็นจอยให้เต็มที่นะ” มีประโยคหนึ่งที่พี่น้อย วงพรูเคยพูดกับผมในช่วงที่ผมยังไม่มีชื่อเสียงว่า “แสตมป์ มึงจำช่วงนี้ไว้นะ ช่วงที่ตะเกียกตะกาย ทะเยอทะยาน ช่วงยังไม่ถึงฝั่งฝันนี่แหละเป็นอะไรที่สนุกและมีความสุขที่สุดแล้ว” ตอนนั้นผมไม่เข้าใจนะ แต่ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วช่วงที่เรามีพลัง มีความหวัง มีความฝัน แม่งเป็นช่วงเวลาที่มีค่าจริงๆ

 

ผมว่างานที่ไม่มีคนดู หรือมาดูแค่2 คน ยังดีกว่างานที่คนมาเยอะมากแล้วไม่ได้อยากมาดูเราตอนเด็กๆ ที่ผมยังไม่มีวง เป็นแค่คนร้องเพลงประกอบโฆษณา ผมเคยต้องไปร้องเพลงเปิดให้กับนักร้องวงใหญ่ๆ ระดับประเทศ จำได้เลยว่าตอนนั้นมันเหมือนมีพลังลบมหาศาลพุ่งมาหาเราตอนเราขึ้นเวที คือเขาอยากให้เราลงเพราะเขาอยากดูวงใหญ่ ตอนนั้นเราก็เหวอนะ แม้เราไม่ได้คิดว่าเขาจะมาดูเราอยู่แล้ว แต่ก็แอบหวังว่าเขาคงไม่ใจร้ายกับเราจนเกินไป

 

ผมว่าชีวิตคนทำดนตรีจะต้องการแรงบันดาลใจหนักๆ ก็ช่วงที่ทำมาสักพักใหญ่นี่แหละพอทำอะไรไปนานๆ เรามักจะลืมว่ามันเคยสนุกแค่ไหน ลืมไปว่ามันคือเคยเป็นสิ่งที่เราแม่งอยากทำมาทั้งชีวิต เพราะมันสิบปีแล้วไง เราอาจจะชินจนไม่รู้สึกว่ามันพิเศษ เริ่มขี้เกียจบ้าง อยากพักบ้าง ดังนั้นความรู้สึกพวกนี้แหละที่เราต้องเติมแรงบันดาลใจลงไป

 

การอยู่กับดนตรีมันต้องจำไว้ว่าโลกนี้ไม่ได้มีแต่เพลงในแบบของเรามันต้องทลายกำแพงของเพลงในแบบที่เราไม่เคยชอบฟังให้ได้ หลายปีก่อนผมเลยพยายามเริ่มเอาชนะมันด้วยการเปิดใจฟังวงที่ผมไม่ค่อยได้ฟัง ผมฟังทุกเพลงตั้งแต่เพลงแรกถึงเพลงสุดท้าย พอเอาชนะได้เราก็จะเข้าใจว่าอ๋อ... เก็ตละว่าทำไมวงนี้มันถึงดัง

 

สิ่งสำคัญของการเป็นนักดนตรีคือต้องเตือนตัวเองตลอดว่าโชคดีแค่ไหนที่ได้ทำในสิ่งที่รักทุกวันนี้หลายครั้งที่มีอารมณ์แบบวันนี้อยากนอนอยู่บ้าน แต่ถ้าไอ้แสตมป์คนที่อายุ 18 มาเห็นตัวเองที่เป็นแบบนี้แม่งจะต้องตะโกนด่า “มึงจะบ้าหรอ วันนั้นแม่งกูอยากเป็นอย่างมึงชิบหาย วันนี้มึงมาบอกว่ามึงอยากนอนอยู่บ้านได้ไงวะ” พอนึกได้แบบนี้มันจะมีแฮปปี้มาก

 

ผมว่าสิ่งที่ท้าทายมากสำหรับวงดนตรีที่พอถึงจุดอยู่ตัวแล้ว คือเราจะทำยังไงให้มีพลังทำในสิ่งใหม่ๆทำงานเพลงออกไปแล้วยังมีคนอยากฟังเรา สามารถต่อยอดให้เรายังทำหากินต่อไปได้

 

เมื่อก่อนเวลาเจอคนดูถูกผมเคยรับมือไม่ได้นะตอนเด็กๆ ใช้ความโกรธรับมืออย่างเดียวเลย (หัวเราะ) เช่น เราอาจจะเคยคิดว่าเราอยากอ่านคอมเม้นท์เพราะอยากรู้ว่าคนฟังคิดกับเพลงของเรายังไง แต่พอไปอ่านมีคนด่าจริงๆ เราก็เก็บมาเครียด ดังนั้นลึกๆ แล้วเราเลยเข้าใจตัวเองว่า “แสตมป์ มึงไม่ได้อยากอ่านคำติชมหรอก มึงแค่อยากฟังแค่คำชมอย่างเดียว” ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เพราะทุกอย่างมีสองด้านเสมอ พอเราเริ่มเข้าใจวัฏจักรนี้เราก็เริ่มรับมันได้ ไม่เก็บมาเป็นทุกข์อีก

 

“หลายครั้งที่มีอารมณ์แบบวันนี้อยากนอนอยู่บ้าน แต่ถ้าไอ้แสตมป์คนที่อายุ 18 มาเห็นตัวเองที่เป็นแบบนี้ จะต้องตะโกนด่า – มึงจะบ้าหรือ วันนั้นแม่งกูอยากเป็นอย่างมึงชิบหาย วันนี้มึงมาบอกว่าอยากนอนอยู่บ้านได้ไงวะ-”

 

ทุกวงการมีคนทุกแบบวงการดนตรีก็เช่นกัน แต่สุดท้ายประสบการณ์จะสอนเราเองว่า ไม่ว่าเราเป็นคนอย่างไร คนก็จะรับรู้ความเป็นเราในแบบนั้นแหละ มันไม่มีหรอกที่มีใครก็ตามไปใส่ร้ายเราแล้วคน 100% จะเชื่อ ผมเชื่อว่าคนไม่ดียังไงก็ผิด แค่มันใช้เวลาสักหน่อย

 

การอยู่บนเวทีเมื่อก่อนผมเครียดนะเวลาคนดูไม่สนุกแต่เดี๋ยวนี้ผ่านมาถึงจุดที่เข้าใจแล้วว่าเขายังไม่สนุก เราแม่งยิ่งต้องสนุกขึ้นไปอีก ผมไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไรนะแต่เชื่อว่าคนบนเวทีกับคนดูมันสื่อถึงกันได้ ต่อให้เราป่วย เสียงแย่แค่ไหนก็ตาม ถ้าใจเราเต็มที่โชว์ก็จะออกมาเต็มที่ คิดแค่ว่าลุยเว้ยๆ เดี๋ยวคนดูจะสนุกเอง แต่ในทางตรงกันข้ามกันถ้านักดนตรีเล่นไปงั้นๆ คนดูก็รู้สึกจะรู้สึกงั้นๆ ตามไปด้วย เรื่องฟีลลิ่งนี่หลอกกันไม่ได้เลยล่ะ

 

Suit: Pinky Tailor

 

งานแรกที่ได้เงินคือแต่งเพลงสมัยก่อนตอนเด็กๆ เรายังคิดเยอะ ชีวิตมันเลยเข้มข้น มีเรื่องให้เอามาแต่งเพลงตลอด ซึ่ง 13 ปีที่ผ่านเพลง “ความคิด” ก็ยังคงเป็นเพลงที่ผมชอบที่สุดนะ ตอนเด็กๆ ผมมีพี่ป๊อด โมเดิร์นด๊อก เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมอยากเล่นดนตรี เวลาที่ผมตามไปดูพี่ป๊อด ผมคิดตลอดเลยว่าพี่ป๊อดจะเบื่อเปล่าวะที่ร้องเพลง “ก่อน” มา 25 ปี พอวันนี้เลยเข้าใจว่าอ๋อ เพลงที่เรารักอะไรมากๆ มันไม่เคยเบื่อเวลาที่เราได้ร้อง ทุกวันนี้ผมก็ยังชอบทุกครั้งที่ได้ร้องเพลง “ความคิด” น่าจะร้องมาสองพันกว่าครั้งได้นะ ผมชอบเพราะผมรู้สึกขอบคุณมัน นอกจากมันจะมีความหมายแล้ว มันยังทำให้ชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ ในตอนนั้นของเราได้ลุกขึ้นทำมาหากิน

 

เพื่อนนี่สำคัญมากนะหลายครั้งที่เคยทบทวนตัวเองว่าเรามีความสุขกับอะไรมากกว่าการเล่นดนตรีบ้างวะ พอแก่ขึ้นเลยรู้ว่าการนั่งกินข้าวกับเพื่อนนี่สนุกที่สุดแล้วล่ะ อายุเยอะขึ้น เราจะเห็นคุณค่ากับเรื่องธรรมดาๆ ได้มากขึ้น

 

ชีวิตนักดนตรีผมคงไม่มีวันนี้ถ้าไม่มีภรรยาคอยช่วยเขาลาออกมาทำงานเป็นผู้จัดการดูแลทุกอย่าง ผมนับถือเขานะ ผมว่าเขาเสียสละเยอะมากที่ต้องทำงานหนักเพราะนั่นเป็นความสุขของคนที่เขารัก คือเขาคงไม่ได้สนุกด้วยกับเราหรอก การดีลกับคนคงไม่สนุกนัก แต่เขามีความสุขที่เห็นเรามีได้ทำงานที่เรารักเท่านั้นเลย

 

ความซาบซึ้งใจในชีวิตนักดนตรีของผมมันไม่จำเป็นจะต้องเป็นโมเม้นท์ที่ยิ่งใหญ่อลังการอะไรเลยแค่เคยมีโอกาสได้ไปเล่นดนตรีงานวันเกิดอาม่าคนหนึ่งแล้วเขามีความสุขมาก เขาเขียนจดหมายมาหาผม แค่นั้นมันก็เป็นโมเม้นท์ที่มีค่ามากแล้ว เหมือนเราทำให้แซยิดของเขามันพิเศษจริงๆ ในวัย 60 นี้ วันนั้นเป็นวันที่ชีวิตนักดนตรีผมแม่งโคตรตื้นตัน


เรื่อง: Zatia

ภาพ: Suwat

Style: SUPABSATREE CHERDCHAI

Hair: PARN