Mahershala Ali ชื่อนี้อย่างเทพ

ผมล่ะอยากให้พวกเพื่อนๆ ผมพูดถึงผมลับหลังเหมือนกับที่พวกเพื่อนๆ ของมาเฮอร์ชาลา อาลีพูดถึงเขาลับหลังจริงๆ เท่าที่ได้ไล่คุยกับบรรดาคนที่เคยร่วมงานกับอาลี นักแสดงที่ร้อนแรงที่สุดในชั่วโมงนี้ อย่างแบร์รี เจนกินส์ผู้กำกับ Moonlight ซึ่งอาลีคว้าออสการ์สาขานักแสดงสมทบ ปีเตอร์ ฟาร์เรลลีกับวิกโก้ มอร์เตนเซ่นที่ร่วมงานกันในภาพยนตร์เรื่อง Green Book (หนังดีระดับออสการ์การันตี) รวมถึงสตีเฟ่น ดอร์ฟและนิค พิซโซแลตโตที่เคยช่วยกันเข็น True Detective ซีซั่นสามจนประสบความสำเร็จชนิดลบลืมความล้มเหลวของซีซั่นสองไปได้สนิท (“ผมไม่เคยภูมิใจอะไรเท่านี้มาก่อน” อาลีบอก)

 

นี่คือสิ่งที่คนเหล่านั้นพูด... ถึงผู้ชายคนหนึ่ง ว่าอาลีเป็นคนน่านับถือ ใจดี สง่า ภูมิฐาน เป็นสุภาพบุรุษ อ่อนน้อม เคร่ง และเก่งไปเสียทุกอย่าง แต่อะไรก็ไม่เท่า “จริงใจ” เขาเป็นคนพูดตรงและหมายความอย่างที่พูด ซึ่งเดี๋ยวคุณก็จะเห็น พวกเขาบอกผม ทุกคนเอ่ยตรงกัน

 

วันนี้ผมเลยมาที่ Zinc Cafe & Market ร้านอินเทรนด์ของคนสายมังฯย่านอาร์ตส์ ดิสทริค ดาวน์ทาวน์ในลอส แองเจลิส พร้อมด้วยใจที่นึกอยากเรียนรู้จากบุรุษผู้นี้ ผมมาเพื่อขอวิชา ทั้งที่ยังไม่ทันได้เจอหน้าค่าตากันเลยด้วยซ้ำ แบบเดียวกับที่หนัง As Good as it Gets ของแจ๊ค นิโคลสันทำให้ผมอยากเป็นคนเต็มคนกว่าที่เป็นอยู่

 

 

เขามาถึง ตัวผอมสูง นุ่งกางเกงยีนส์สีดำ รองเท้าคอนเวอร์ส สวมเสื้อเชิ้ตกับหมวกบีนี่สีดำใบเล็กแต่เด่นหรามาแต่ไกล เขาจับมือเชคแฮนด์กับผมอย่างแน่นแถมมีโค้งคำนับอีกต่างหาก ไม่ผมก็คงตัวเตี้ยไป เขายิ้มและรักษามารยาทตลอด นั่งคุยกันตรงไหนดีครับ? ชื่อ “ซานจีฟ” คนอินเดียเหรอ? ผมอยู่เมกานานรึยัง? ซักไปซักมาถึงรู้ว่าเป็นคนบ้านใกล้เรือนเคียงกันนี่เอง เขาเพิ่งซื้อบ้านแถวเมาท์ วอชิงตัน มุมสงบทางฟากตะวันออกเฉียงเหนือของแอล.เอ. อยู่กับภรรยา (แอเมตัส นักแสดง/นักดนตรี) และลูกสาววัยสองขวบ ซึ่งภาพการยิ้มแย้มทักทายผู้คนจังหวะที่เจ้าตัวเดินมาตามถนน ก็พอบอกได้ว่าเขาเป็นที่คุ้นเคยของคนแถวนี้มากแค่ไหน (กับหนึ่งปีที่ย้ายมา)

 

“คุณรู้จักร้านคอฟฟี่ช็อป Habitat ใช่มั้ย?” เขาถาม ซึ่งผมรู้จัก “ผมชอบที่นี่ (แถบนอร์ธ-อีสต์) เพราะมันทำให้ผมนึกถึงเบย์ แอเรีย [ย่านที่อาลีเกิดและโตมา] เวสต์แอล.เอ.ดูวุ่นวายเป็นย่านค้าขายเกิน แต่แถวนี้จะดูเงียบสงบดีต่อใจกว่า เรียบง่าย น่าอยู่”

 

 

ผมพยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรง แบบไม่กลัวคอเคล็ด เราเจอโต๊ะว่างตรงมุมร้าน สั่งกาแฟคนละแก้ว กับเบอร์เกอร์เห็ดคนละจาน (หน้าตาน่ากินใช้ได้) ถึงตรงนี้ผมเชื่อแล้วล่ะครับว่าอาลีเป็นคนที่มีจิตใจดีน่าคบหา และนี่ก็น่าจะเป็นการทานมื้อเที่ยงที่มีความสุขมากๆ มื้อหนึ่ง

 

แน่ล่ะว่าคุณต้องเคยผ่านตาผลงานของผู้ชายคนนี้มาก่อน ถ้าไม่ใช่จาก The Curious Case of Benjamin Button เมื่อสักสิบปีก่อนก็คงเป็น The Hunger Games หรือไม่ก็จากบทเรมี่ แดนตันนักล็อบบี้มาดเข้มในซีรีส์ House of Cards จากบทฆวนพ่อค้ายา/พ่อของลูกใน Moonlight ที่ส่งให้เขาคว้าออสการ์มาครองทั้งที่เล่นไม่เต็มเรื่อง รวมถึงผลงานนับต่อจากนั้นอีกหลายเรื่อง (เที่ยวนี้ไม่มีอาถรรพ์ออสการ์) โดยเฉพาะกับสองโปรเจ็กต์ถัดมาซึ่งยิ่งส่งให้โปรไฟล์และเลเว่ลของนักแสดงผู้นี้ขยับสูงขึ้นไปอีกหลายขั้น

 

ใน Green Book เขารับบทเป็นดอน เชอร์ลีย์นักเปียโนคลาสสิค (ผู้ยะโสและถือตัว) ที่ตระเวนเดินสายออกทัวร์คอนเสิร์ตตามรัฐทางใต้ในช่วงยุค 60 ร่วมกับโชเฟอร์/นักเลงหัวไม้จอมโผงผางจากย่านบร็องซ์รับบทโดยวิกโก้ มอร์เตนเซ่น การเดินทางของชายสองคนที่ไม่น่าจะโคจรมาเจอกันได้ ท่ามกลางสารพัดปัญหาไม่ว่าจะเชื้อชาติ วรรณะ สีผิวรวมถึงเรื่องรักๆ ใคร่ๆ แต่พอสังเขปผ่านฝีมือการสร้างของ (ใครจะเชื่อ) ของอดีตผู้กำกับ Dumb and Dumber

 

หลังหนังออกฉายได้ไม่นานครอบครัวของดอน เชอร์ลีย์มีการออกมาโวยเรื่องตัวบท เดือดร้อนถึงอาลีต้องโทรศัพท์ไปขอโทษ ซึ่งทางฝั่งญาติของตัวศิลปินบอกว่า “ได้ฟังแล้วค่อยหายโกรธ” ทั้งที่ไม่ใช่ธุระกงการหรือความผิดของเจ้าตัวเลยสักนิด เขาก็แค่เล่นไปตามสคริปต์แถมทำได้อย่างยอดเยี่ยมเสียด้วย

 

“ทุกตัวละครที่อาลีเล่นจะมีความเป็นตัวตนของเขาอยู่สูงมาก” ปีเตอร์ ฟาร์เรลลีย์บอก “เขาไม่มีอะไรที่เหมือนดอน เชอร์ลีย์ แต่เขาจะกลืนหายเข้าไปอยู่ในตัวละคร มันน่าทึ่งนะ ไม่ว่าจะน้ำเสียง ท่าทาง ภาษากายของเขา ทุกอย่าง”

 

การพลิกบทบาทของวิกโก้ มอร์เตนเซ่นได้รับคำชมอย่างมาก เฉพาะอย่างยิ่งกับการลงทุนขุนน้ำหนักตัวเอง ซึ่งได้ใจนักวิจารณ์ไปเต็มๆ แต่ในรายของอาลีก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน ด้วยการพลิกบทบาทจากพ่อค้ายาขาโหดใน Moonlight มาเป็นนักดนตรีผู้สูงส่ง แสนเลิศและเชิดหยิ่ง บวกกับการลดน้ำหนักตัว 11 กิโลกรัม เปลี่ยนจากบู๋มาเป็นบุ๋น “[ก่อนถ่ายหนัง] ผมเคยเจอเขาที่ร้านอาหารแห่งนึง” วิกโก้ มอร์เตนเซ่นเล่า “พอมาเจออีกครั้งตอนเขาเล่นเป็นดอน เชอร์ลีย์ผมเลยเห็นความแตกต่าง เขาเหมือนตัวสูงขึ้นเนี้ยบขึ้น หยิบจับทำอะไรดูนิ่งสุขุมไปซะหมด”

 

อาลีหัดเรียนเปียโนอยู่สามเดือนทั้งๆ ที่ปีเตอร์ ฟาร์เรลลีย์บอกแล้วว่าหัดไปก็เท่านั้น “ผมบอกว่า ‘อาลีหยุดเหอะ!’ แล้วเขาก็พูดว่า ‘พีท ตอนผมนั่งเล่นผมอยากให้นักเปียโนจริงๆ พูดว่า “เฮ้ยหมอนี่มันเล่นเป็นเว้ย” แบบเดียวกับที่ผมบอกได้ว่าใครเป็นแดนเซอร์จากท่าทางการเดินของเขาบนซับเวย์’ แล้วคุณรู้ไรมั้ย? เขาหัดไม่ถึง 10 วิก็เป็นแล้ว ล่อซะพวกเราอึ้งไปเลย”

 

เคมีสัมพันธ์ระหว่างวิกโก้กับอาลีถือเป็นเสน่ห์หลักของตัวหนัง แถมทั้งคู่ยังเป็นนักแสดงที่ (ตามคำบอกเล่า) มีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก ประเภทจู้จี้ จุกจิก พิถีพิถัน อันนี้ตัวผู้กำกับบอก ซ้ำร้ายยังมีกะใจเผื่อแผ่ไปถึงคนอื่น “อาลีจะเอาใจใส่ในทุกรายละเอียดการแสดงของเขา ลามปามมาถึงของผมด้วย เขาจะช่วยทุกอย่างเท่าที่ช่วยได้” วิกโก้สำทับ ส่วนแบร์รี เจนกินส์ก็บอกว่าเขา “ใจกว้างเป็นแม่น้ำ”

 

ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งคู่ยังมองการแสดงเป็นเสมือนเครื่องหล่อเลี้ยงและสอนการมีชีวิต “มันเป็นเรื่องของการเรียนรู้ทำความเข้าใจมุมมองที่แตกต่างโดยไม่เอาตัวเองไปตัดสิน” วิกโก้แจกแจง “การเคารพและให้เกียรติตัวละคร” อาลีเสริม “สำหรับผม มัน (ไล่ตั้งแต่จากตัวหนังสือจนออกมาเป็นการแสดง) กลายเป็นเหมือนพื้นที่ที่ผมสามารถถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดอย่างที่ผมไม่สามารถทำได้ในชีวิตจริง เหมือนกระบวนการทดลองเรียนรู้เพื่อเข้าถึงจิตใจของตัวละครนั้นๆ ลำพังผมอาจหยั่งถึงได้ในระดับนึงแต่การแสดงจะเป็นเหมือนตัวเร่งขยาย ที่สุดแล้วการแสดงช่วยให้ผมเข้าถึงความสงบที่แท้จริง การส่งพลังไปยังคนอื่นช่วยให้ผมผลักดันพลังของตัวเองได้ง่ายขึ้น”

 

แต่กว่าจะรู้สึกแบบนี้ได้มันต้องใช้เวลา อาลีเริ่มต้นเหมือนนักแสดงทั่วไปที่โหยหาการยอมรับ เขาเติบโตมาจากในย่านชนชั้นกรรมาชีพอย่างเฮย์เวิร์ด ชานเมืองโอ๊คแลนด์ ตอนเหนือของแคลิฟอร์เนีย ลูกชายคนเดียวของพ่อแม่วัยทีน แม่ของเขา (อายุแค่ 16) มาจากครอบครัวเคร่งศาสนา ส่วนพ่อ (อายุ 17) ฝันอยากไปเต้นบนบรอดเวย์ ฟากหนึ่งก็ศรัทธาล้วนๆ ส่วนอีกฟากก็อาร์ตสุดๆ สุดท้ายก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องลงเอยด้วยการแยกทาง ทั้งคู่เลิกรากันตอนอาลีอายุได้สามขวบ และภาพที่ลูกน้อยจำติดตาคือเห็นแม่ยืนร้องไห้อยู่ตรงตู้ลิ้นชัก “พ่อไปแล้ว พ่อเขาทิ้งเราไปแล้วลูก”

 

จากนั้นไม่นานอาลีก็ได้ไปอพาร์ทเม้นต์ของพ่อ ดูเขาชนะการประกวดเต้น Soul Train รายการทีวียอดฮิตในยุคนั้น และด้วยเงินรางวัล 2,500 เหรียญ พ่อก็ย้ายไปนิวยอร์คและได้ไปเต้นบนบรอดเวย์สมใจ ความเปล่าเปลี่ยวและโหยหาเริ่มกัดกินจิตใจของอาลีนับแต่นั้น จากเด็กเงียบๆ กลายเป็นเก็บเนื้อเก็บตัว “ไม่สุงสิง” จนนานวันเข้าก็เรียนรู้ที่จะอยู่อย่างลำพัง “ผมชอบที่จะอยู่กับตัวเอง”

 

 

เขาอยู่กับแม่ซึ่งยึดอาชีพเป็นช่างตัดผม ได้คุณยายกับพวกป้าๆ น้าๆ และพ่อใหม่ผู้เข้มงวดคอยเลี้ยงดู แต่ตลอดชีวิตในวัยเด็กเขาอยากไปหาพ่อที่อีสต์โคสต์หรือที่ไหนก็ตามที่พ่อไปออกทัวร์ “เราไปพิพิธภัณฑ์ โรงละคร ดูหนังอินดี้แล้วก็โชว์ศิลปะทุกรูปแบบ ผมรู้ว่าข้างนอกนั่นมันยังมีโลกอยู่อีกใบ” อาลีบอก

 

พอย่างเข้า 16 เขาก็ย้ายไปอยู่กับญาติผู้ใหญ่ทางฝั่งพ่อ ซึ่งมีอาวุโสและอยู่กับร่องกับรอยกว่า ช่วยกันดูแลประคับประคองจนชีวิตของอาลีเริ่มเข้ารูปเข้ารอย ด้วยการได้ทุนบาสเกตบอลเรียนต่อที่วิทยาลัยเซนต์ แมรีส์ คอลเลจ ออฟ แคลิฟอร์เนียใกล้ๆ กับโอ๊คแลนด์ แต่ก็ไปไม่สุดพอที่จะยึดเป็นอาชีพ “[กีฬามหา’ลัย] มันมีแต่การเอารัดเอาเปรียบหาผลประโยชน์” เจ้าตัวบอก “พวกนั้นเห็นเราเป็นแค่สินค้า เอะอะอะไรก็ต้องแชมป์ ผมเลยใช้กีฬาเป็นแค่เครื่องหาทุนเรียน ผมรู้ว่าผมต้องใช้บางอย่างที่มันสร้างสรรค์หากินแบบพ่อ”

 

 

ทว่าการเบนเข็มเข้าสู่โลกการแสดงของอาลีกลับมาพร้อมกับเรื่องเลวร้ายที่สุดในชีวิต เมื่อเขาต้องเสียพ่อไปอีกครั้ง และครั้งนี้คือการพรากจากกันอย่างไม่มีวันกลับ พ่อเสียชีวิตกะทันหันตอนอาลีอายุได้ 20 การสูญเสียที่ทำให้เขาได้ประจักษ์แจ้งถึงสัจธรรมเท่าๆ กับรู้ความต้องการของตัวเองว่าเขาจะต้องเดินตามรอยพ่อด้วยการย้ายไปนิวยอร์คเพื่อเป็นศิลปิน ไม่ใช่เต้นกินรำกิน แต่เป็นนักแสดง “ผมเห็นแล้วว่าชีวิตคนเรามันสั้นเพราะฉะนั้นอยากทำอะไรต้องรีบทำ”

 

เขามุเรียนจนได้ไปต่อที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ค และไม่ถึงปีก็ย้ายเข้าเมืองเพื่อเดินตามรอยเท้าพ่ออย่างที่หวังไว้ เพียงแต่ของจริงมันไม่ง่ายอย่างที่คิดฝัน มันโหดเกินไปสำหรับเด็กอ่อน ทุกวันนี้เวลาเขาไปเจอนักแสดงที่พ่อเคยรู้จัก (ทุกคนเป็นต้องเหลียวมองซ้ำ) บางครั้งพวกเขาก็ถึงกับน้ำตาไหล “มันไม่ใช่แค่ผมอยู่เหมือน แต่เพราะพวกเขารู้ว่าพ่อผมเคยผ่านอะไรมาบ้าง เจออะไรมาบ้าง” เจ้าตัวบอก “แล้วพอได้มาเห็นผมในจุดที่ผมยืนอยู่พวกเขาเลยอดที่จะเปรียบเทียบไม่ได้”

 

 

ปีสุดท้ายก่อนเรียนจบอาลีตัดสินใจเปลี่ยนไปนับถืออิสลาม ประหนึ่งว่าชีวิตช่วงวัยรุ่นของตัวเองยังพลิกผันหันเหไม่มากพอ (พ่อตาย/ตัวเองย้ายไปอยู่นิวยอร์ค) ในวันที่ 31 ธันวาคม 1999 ก่อนโลกย่างสู่สหัสวรรษใหม่ เขาบอกว่ามันเหมือนสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางกบาล เขาเดินเข้ามัสยิดเพื่อหวังค้นหาจิตวิญญาณของตัวเอง แบบเดียวกับพ่อ ผ่านเส้นทางที่เขาเป็นคนเลือกเอง และขณะที่เขาท่องบทสวดอยู่นั้นเอง บทสวดภาษาอาหรับที่เขาไม่เข้าใจด้วยซ้ำ จู่ๆ น้ำตาก็ไหลพราก “มันไม่มีเหตุผลที่ผมจะต้องร้องไห้ สะเทือนใจอะไรรึก็เปล่า” เขาบอก “แต่มันรู้สึกดีจริงๆ ครับ เหมือนคำสวดมันดังก้องอยู่ข้างใน”

 

เขาเลยเปลี่ยนชื่อจาก Gilmore มาเป็น Ali และเริ่มทำละหมาดห้าเวลา มันเหมาะกับตัวเขา ซึ่งชอบแนวคิดที่ว่าพระเจ้าก็คือพระเจ้า มนุษย์ก็คือมนุษย์ “ผมไม่เคยเข้าใจว่าทำไมในโบสถ์คนถึงพูดถึงแต่จีซัส แล้วคุณเอาพระบิดาไปอยู่ซะที่ไหน” เช่นเดียวกับวิถีปฏิบัติอย่างที่อาลีเรียกมันว่า “ความเคร่งของอิสลาม การประพฤติปฏิบัติที่ครบถ้วนและยังความสุข ขืนผมมีอิสระทำทุกอย่างได้ตามอำเภอใจมันคงไม่ดีแน่”

 

ในโลกของนักแสดงฮอลลีวูดกับโลกมุสลิม วงสัมพันธ์ระหว่างพวกมันแทบจะไม่มีอะไรที่คาบเกี่ยว อาลีคือหนึ่งในนักแสดงส่วนน้อยที่อยู่ในพื้นที่คาบเกี่ยวอันผิวเผินนั้น หากแต่มันเป็นเพียงวิถีเดียวที่เขารู้จัก ก่อนเปลี่ยนมาถืออิสลามเขาไม่เคยทำงานแสดงและพอเป็นมุสลิมแล้วเขาก็ไม่เคยเปลี่ยนไปทำอะไรอย่างอื่น เหมือนตอนเด็ก (ระหว่างแม่สายคริสต์กับพ่อสายแดนซ์) เส้นทางอาชีพของเขาคือการเดินคู่ขนานกันไประหว่างศิลปะและศรัทธา สองความรักที่บ่อยครั้งมักลงเอยด้วยความย้อนแย้งและขัดกันเอง อย่างที่เจ้าตัวกำลังจะได้ประสบพบกับตัวในอีกไม่ช้า

 

 

ตอนเรียนมหาวิทยาลัย อาลีมีโอกาสได้รับบทเป็นอะคีลีสในละครเรื่อง Troilus and Cressida ของเซอร์ ปีเตอร์ ฮอลล์ แต่พอได้ยินเพื่อนพูดแสดงความยินดีว่า “นายได้เล่นเป็นเทพเจ้า!” เท่านั้นล่ะเขาถึงกับขอถอนตัวทันที “ผมทำไม่ได้ มันไม่มีเทพไหนนอกจากพระผู้เป็นเจ้า!” จากนั้นเขาก็ย้ายไปแอล.เอ.และผ่านการคัดตัวตั้งแต่ครั้งแรกที่ออดิชั่นได้บทเป็นทหารประจำการในซีรีส์ Dark Angel ที่มีเจสสิกา อัลบาแสดงนำ จัดว่าเป็นการเริ่มต้นที่ไม่เลวเลยสำหรับนักแสดงหน้าใหม่ “แต่พอผมรู้ว่ามันเป็นเรื่องของปีศาจกับพระเจ้า... ก็เข้าอีหรอบเดิม เล่นไม่ได้”

 

เจอแบบนี้เป็นเอเย่นต์ไหนก็ต้องมีเคือง นักแสดงส่วนใหญ่ต้องรอเป็นชาติกว่าจะได้งานดีๆ แบบนี้ ส่วนอาลีออดิชั่นงานได้ติดๆ กันแต่ดันปฏิเสธเพราะติดเรื่องศาสนา?

 

“ผมเลยต้องเพลาตัวเองลง” เขาพูดยิ้มๆ “คิดซะว่ามันเป็นเรื่องศิลปะ ผมสามารถเล่นบทพวกนั้นในฐานะมนุษย์ปุถุชน ไม่ใช่พระเจ้า รู้จักแยกแยะระหว่างสิ่งที่ผมเชื่อกับสิ่งที่เนื้อเรื่องมันเขียน แต่ตอนนั้นผมยังใหม่ ต้องใช้เวลากว่าจะคิดได้ อีกอย่างผมไม่มีใครพอจะคุยปรึกษาเรื่องแบบนั้นด้วย”

 

เขาอาจทำใจรับบทสมมติเทพได้ แต่ฉากเลิฟซีนคงต้องขอ (บาย) ถ้าเป็นเรื่องผู้หญิงอาลีจะซีเรียสมาก ตอนเด็กๆ เขาก็เคยโดนแม่ห้ามไม่ให้มีแฟน “ตอนนั้นเป็นใครก็ต้องหงุดหงิด แต่ตอนนี้ผมกลับนึกขอบคุณ ผมขอเลือกแบบนั้นดีกว่าปล่อยให้ความอิสระมาทำลายชีวิตผม”

 

เหมือนพ่อแม่คุณ?


“ถูกต้อง”


เมื่ออาลีได้รับข้อเสนอให้เล่น The Curious Case of Benjamin Button (อีกหนึ่งงานดี) เขาบอกกับผู้กำกับเดวิด ฟินเชอร์ว่าเขาไม่ขอเข้าฉากเลิฟซีนซึ่งในบทเขาจะต้องมีกับทาราจิ พี เฮนสัน เดวิดไม่มีทางเลือก “พวกเขาเลยถ่ายถึงแค่จังหวะที่เราก้มลงจูบกันแล้วก็คัท แบบนั้นไม่ถือว่ามีเซ็กซ์”

 

แต่ใช่ว่ามันจะผ่านฉลุยไปเสียทุกเรื่อง อย่างล่าสุดกับ The Deuce ซีรีส์ฉายช่อง HBO ของเดวิด ไซม่อน (The Wire) ที่เป็นเรื่องราวความโสมมเคล้าโลกีย์ของนิวยอร์คในยุคเซเว่นตี้ “ผมถามพวกเขา ‘พวกคุณพอจะบอกได้มั้ยว่าบทที่ผมเล่นมันต้องมีฉากเซ็กซ์รึเปล่า’ ปรากฏว่ามี เพราะงั้น ครับ ผมขอผ่าน!” เจ้าตัวหัวเราะ “เหตุการณ์ทำนองนั้นยังมีอีกเยอะ”

 

อาลีใช้เวลาสร้างผลงานสั่งสมเครดิตอยู่เป็นสิบกว่าปี ไม่เว้นแม้แต่ออกอัลบั้มแร๊พในปี 2007 ภายใต้ชื่อ Prince Ali แต่ทันใดนั้นทุกอย่างก็มีอันพังทลายลงอีกจนได้ ปู่ของเขาล้มป่วยจนเขาต้องย้ายไปลาส เวกัสเพื่ออยู่ดูแลท่านร่วมปีครึ่ง กระทั่งปู่เสีย อาลีตกงานอุตสาหกรรมหนังมีแต่เรื่องวุ่นๆ บรรดานักเขียนบทรวมตัวสไตรค์ขณะที่นักแสดงก็ยังก่อหวอดไม่เลิก

 

“ผมย้ายกลับไปแอล.เอ.แต่มีเงินพอแค่เช่าห้องเท่ารูหนูอยู่” เจ้าตัวเล่า “ลำบากมาก จำได้ว่าผมเพิ่งถ่ายซีรีส์นำร่องเสร็จแล้วพูดกับตัวเองในใจ ‘จากนี้ไปจะเป็นไง ไม่รู้จะหันหน้าไปทางไหนแล้ว’”

 

เขาได้บทเรียนจากพ่อว่าการแสดงคือเส้นทางลัดสู่ความสำเร็จและโลกของการชิงดีชิงเด่น ไม่รุ่งก็ร่วง คือบททดสอบแรงมุ่งมั่นของคุณ ช่วงนั้นเขาอายุ 37 กำลังถังแตก แต่อาลีไม่ได้มาเพื่อเงิน ราวสัก 15 ปีก่อนหน้า ช่วงที่เขาเริ่มเห็นตัวเองเป็นนักแสดง อาลีเคยไปเข้าค่ายฤดูร้อนเชกส์เปียร์และคนที่เป็นหัวหน้าแคมป์ก็บอกกับลูกกลุ่มว่าถ้าพวกเขามาเพื่อหวังชื่อเสียงเงินทองก็ขอให้ออกไปซะ การแสดงเป็นเรื่องของงานหาใช่รางวัลตอบแทน นั่นคือบทเรียนที่อาลีจดจำขึ้นใจและใช้เป็นหลักในการดำเนินอาชีพเฉกเช่นแนวทางปฏิบัติในทางศาสนา “มันต้องใช้เวลา แต่ผมก็ได้เรียนรู้ว่าการแสดงเป็นเรื่องของการรับใช้เรื่องราวและตัวละคร แล้วผมก็เชื่อมาตลอดว่าถ้าผมทำผลงานของตัวเองออกมาให้ดีที่สุดมันจะต่อยอดของมันไปเอง”

 

 

จริงดังว่า เสียงโทรศัพท์ดัง เอเย่นต์จัดหานักแสดงซี้เก่าคนหนึ่งติดต่อมาในจังหวะที่อาลีกำลังขัดสนพอดี เธอแค่คิดว่าเขาน่าจะเหมาะกับซีรีส์ใหม่เกี่ยวกับการเมืองที่ทางช่อง Netflix เตรียมเอาลงฉาย “ผมบอกไปว่า ‘Netflix เหรอ’” อาลีเล่า “ยุคนั้นความรู้สึกมันเหมือน Blockbuster ทำหนังทีวี แต่ House of Cards เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ผมโชคดี”

 

ถ้าเกิดหนเดียวเรียกว่าโชค แต่นี่เกิดสองหนซ้อนๆ คุณคงต้องนึกเอะใจอะไรบ้างแล้วล่ะ เมื่อ Moonlight ก่อแรงกระเพื่อมในวงกว้างพอๆ กับ House of Cards แล้วแบบนี้จะไม่ให้ดังและรับทรัพย์ไงไหว อาลีทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมกระเทียมดองถึงขั้น Netflix ปูนบำเหน็จให้เขาเล่นซีรีส์ Marvel เรื่อง Luke Cage ต่อ เกณฑ์ดังของเขามาถึงแล้วบวกโอกาสเล่นหนังใหญ่อีกเพียบ แต่แทนที่เจ้าตัวจะเลือกเล่นหนังใหญ่ระดับนักแสดงผู้กำกับบิ๊กเนม เขากลับเลือกเป็นโปรเจ็กต์หนังทุนต่ำ เน้นใจทำ โดยผู้กำกับมือใหม่ที่เลือกใครหน้าไหนก็ไม่รู้มารับบทนำ (เขาคือนักแสดงอาชีพคนเดียวในหนังเรื่องนั้น) ทำไม? เพราะอาลีเคยดูหนังสั้นเรื่อง Medicine for Melancholy ของผู้กำกับรายนี้ในซานฟรานซิสโก ซึ่งมีแค่คนสองคนเดินคุยกันกับใช้ทุนสร้างแค่ 12,000 เหรียญ เขาชอบมัน แถมบทที่ผู้กำกับรายนี้ส่งมาให้อ่านยังทำเอาเขาถึงกับน้ำตาซึม แค่นั้นก็ตอบโจทย์แล้ว

 

“มันเหลือเชื่อ” แบร์รี เจนกินส์รับ “เขาบอกว่า ‘ผมชอบหนังเรื่องแรกที่ยังไม่มีใครได้ดูของคุณ ไม่ว่าคุณจะให้ผมเล่นเป็นอะไร ผมก็จะไปไมอามี่แล้วก็เล่นให้คุณ’ เมื่อคุณส่งผ่านพลังแบบนั้นไปให้โลก เรื่องน่าอัศจรรย์จะบังเกิด แล้วมันก็เกิด ผมดีใจแทนเขาจริงๆ”

 

หนึ่งในรางวัลปันผลก้อนใหญ่จากการคว้าออสการ์คือโอกาส โดยเฉพาะในปีแรก ขณะที่ทุกอย่างกำลังรุ่งสุดๆ เมื่ออาลีได้รับข้อเสนอให้รับบทใน True Detective เขาสนใจทันที ตัวซีรีส์หันกลับไปใช้สูตรสำเร็จแบบซีซั่นแรก บรรยากาศชวนขนหัวลุกแบบนิยายเซ้าเธิร์นโกธิค พลังด้านมืดและลัทธิเก่าแก่ เด็กหายสาบสูญไปพร้อมกับมโนธรรมความเป็นมนุษย์ แต่ในสคริปต์ (เดิม) อาลีกลับเห็นบทตำรวจผิวสีเป็นแค่ตัวรอง เขาต้องการให้มันเป็นตัวเอก ตัวละครที่เราเห็นในอายุ 35 45 และ 70 บางสิ่งที่ไม่มีใครเคยลองทำมาก่อน

 

ถ้า (จะมีตัวละครตัวไหนที่) ผมสามารถสื่อผ่านรูปแบบความท้าทายอย่างที่ผมต้องการออกมาได้ ไม่ว่าจะเป็นหนังโรงหรือหนังทีวี มันคือเวย์น เฮย์ส” เจ้าตัวบอก “เป็นบทใหญ่ มีรายละเอียดเยอะมาก เรียกว่าได้ใช้ทักษะความเป็นนักแสดงคุ้มค่าเลยล่ะ ในแง่ของหนังทีวี มันไม่มีอะไรดีไปกว่านี้อีกแล้ว ถ้าให้ผมมองนะ หลุดจากออสการ์ ถ้าผมพลาดโอกาสนั้นไปก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่จะมีโอกาสอีก”

 

เขาพยายามหว่านล้อมนิค พิซโซลาตโต้ (มือเขียนบท) โดยบอกว่า บทพระเอกผิวสีจะยิ่งเพิ่มความตึงเครียดและซับซ้อนให้กับเนื้อเรื่อง เฉพาะอย่างยิ่งกับการพยายามสืบสวนเพื่อคลี่คลายปมคดีฆาตกรรมในอาร์คันซอช่วงยุค 80 เขาส่งรูปถ่ายของคุณตาที่ยืนอยู่ข้างแม่ ช่วงยุค 60 ท่านเคยเป็นตำรวจประจำรัฐในแคลิฟอร์เนีย “เพื่อโชว์ให้เขาเห็นว่าปูมหลังของผมเป็นไง” นิคเห็นด้วย

 

“ผมฟังเขานะ...” นิคเล่า “เขาชอบพูดบ่อยๆ ว่านักแสดงผิวสีมักได้แต่บทเกี่ยวกับเชื้อชาติ และนี่คือโอกาสที่จะยกระดับตัวละคร ผมว่าผมโชคดีมากที่ได้นักแสดงคนนี้มาร่วมงาน” นั่นจึงที่มาของการรื้อเขียนบทใหม่โดยมีภาพของอาลีในหัว

 

อาลีแทบไม่มีเวลาได้เตรียมตัว แค่อาทิตย์เดียวระหว่างการปิดกล้อง Green Book กับเปิดกอง True Detective ซึ่งยิ่งส่งให้การแสดงของเขาน่าทึ่งขึ้นไปอีก พวกเขายกกองไปที่เมืองเฟย์เอตต์วิลล์ รัฐอาร์คันซอ ใช้เวลาถ่ายทำกันวันละ 18 ชั่วโมง (สี่ชั่วโมงหมดไปกับการเมคอัพทุกเช้า) ทุ่มเททั้งกำลังกาย กำลังสมาธิ ทุกอย่างที่เขามี แต่ผลลัพธ์คือบางสิ่งที่พิเศษ “ผมไม่เคยเห็นนักแสดงคนไหนทำได้แบบที่เขาทำ” นิคกล่าวชม “ทุกรายละเอียดของตัวละครตัวนี้จะสะท้อนความแตกต่างทางอารมณ์และในเชิงกายภาพออกมาได้ชัดเจนและน่าเชื่อสุดๆ ที่เขาเล่นเป็นคนแก่อายุ 70 คือหนึ่งในการแสดงที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาเลย”

 

และไม่ใช่แค่นิคคนเดียวที่มองเห็น สตีเฟ่น ดอร์ฟผู้ร่วมแสดงเล่าให้ผมฟังถึงฉากการถ่ายทำที่ทำเอาทุกคนถึงกับอินสุดๆ ว่า “มันมีอยู่ฉากนึง” เขาบอก “น่าจะเป็นตอนที่ห้า เป็นฉากนานเก้านาทีได้ เรารู้สึกว่ามันเหมือนจริงมากๆ พอถ่ายฉากนั้นเสร็จเราต่างจับมือกัน แล้วนิคก็เดินเข้ามา โผเข้ากอดหลังจากที่กล้องหยุดถ่ายไปแล้ว กอดกันกลมแล้วก็ร้องไห้ นั่นคือฉากที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยถ่ายมาเลย ดีที่สุด”

 

ทุกตัวละครไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ ฆวนใน Moonlight พ่อค้ายา/พ่อของลูก ดอน เชอร์ลีย์ยอดนักเปียโนสายเหลือง เวย์น เฮย์สนักสืบผิวสีในละครชุดทางทีวี เราไม่เคยเห็นรูปแบบของตัวละครในลักษณะนี้มาก่อน อาลีคือคนที่นำมิติใหม่ของภาพแอฟริกัน-อเมริกันมาสู่วัฒนธรรมบันเทิง และหลุดพ้นไปจากสิ่งที่เขาเรียกมันว่า “สูตรสำเร็จของตัวละครผิวสี”

 

มิน่าล่ะอาลีถึงได้ลังเลที่จะพูดถึงมัน เขาคือนักแสดงผิวสีที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อวงการฮอลลีวูดในช่วงหลัง ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ต่อทั้งชายและหญิง โดยเฉพาะในช่วงที่แฮชแท็ก #OscarsSoWhite กลายเป็นกระแสบนโลกทวิตเตอร์ ผมอยากถามเขาว่าลึกๆ แล้วเขารู้สึกยังไงกับการเปลี่ยนแปลงนั่น เขาถอนใจ ไม่เชิงเห้อ แต่ก็ถอน

 

“เรื่องมันก็แค่นักแสดงผิวขาวจะพูดถึงเรื่องผิวสีต่อเมื่อพวกเขากำลังเล่นหนังที่พูดถึงเรื่องความเสมอภาค” เจ้าตัวก่น “เวลาให้สัมภาษณ์พวกเขาจะพูดเรื่องผลงานเรื่องชีวิต แต่นักแสดงผิวสีจะพูดถึงแต่เรื่องความหลากหลาย วัฒนธรรมความเป็นมาและเป็นไป พวกเราต้องทำตัวเหมือนครูสอนวิชาสังคมไปด้วยขณะที่นักแสดงผิวขาวไม่ต้อง!”

 

เขาตอบได้โดนใจผมสุดๆ ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องตอบ รวมถึงที่บอกว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องดี แต่รอดูกันไปว่ามันจะยั่งยืนแค่ไหน เท่าที่เขารู้คือเขากำลังทำหน้าที่ในส่วนของเขา เขารู้บทบาท (ความรับผิดชอบ) ของตัวเองในฐานะนักแสดงผิวสีลำดับต้นๆ “หน้าที่ผมคือผลักดันให้วัฒนธรรมก้าวไปข้างหน้าและสื่อสารให้สังคมได้รับรู้”

 

วันนี้พออาลีกลับถึงบ้านในเม้าท์ วอชิงตัน เขาคงจะลุยเขียนบทที่เตรียมไว้สำหรับโปรเจ็กต์ถัดไป หนังที่เขาอาจลงมือกำกับเอง เขาไม่ยอมบอกว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร แต่ยืนยันว่าไม่มีฉากเลิฟซีนแน่รับรอง แถมเขายังเปิดบริษัทโปรดักชั่นเองอีกต่างหาก เซ็นสัญญากับช่อง HBO เพื่อป้อนละครให้แล้ว ซึ่งเขาจะเป็นคนแสดงนำแต่คงไม่ทุกเรื่อง “แต่โดยมากผมจะแค่รับฟัง ฟังให้ลึก พยายามจับทิศทางความเป็นไปของกระแสวัฒนธรรม ว่าตรงไหนยังมีช่องว่าง ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในอีกสองหรือสามปีข้างหน้า”

 

 

ปีเตอร์ ฟาร์เรลลีย์บอกว่าเขาเหมือนพระ “เขาอยู่เหมือนผู้ทรงศีล นักบวชมาเฮอร์ชาลา ไม่ดื่ม ไม่สูบ ไม่พูดหยาบ ส่วนผมนี่ฟาด ‘ฟัค’ ตั้งแต่เช้ายันเย็น แรกๆ ผมก็เอาแต่ขอโทษแต่เขาบอกว่า ‘ไม่เป็นไร พีท คุณเป็นของคุณยังงี้แหละดีแล้ว ไม่ต้องเปลี่ยนหรอก!’ นั่นล่ะมาเฮอร์ชาลา อาลี เขาทำตัวสูงส่งแต่เขาไม่เคยตัดสินใคร”

 

นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงเป็นที่เคารพนับถือในหมู่มิตร รวมถึงผมด้วย ผมว่านะ สังคมทุกวันนี้หาคนแบบอาลีได้ยากเต็มทน คนที่ยึดมั่นในหลักการแบบยอมหักไม่ยอมงอ ผู้ปวารณาตัวแล้วว่าจะขอดำเนินชีวิตอยู่ในครรลอง และพร้อมกันนั้นก็ยังสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้โดยไม่จำเป็นต้องลดตัวให้ต่ำลงมา

 

ผมเองก็อยากกลับบ้านและสดับฟังโลกให้ลึกขึ้น ผลักดันให้สังคมก้าวไปข้างหน้า คิดถึงเรื่องเงินให้น้อยลงกับทำงานให้หนักขึ้น ชีวิตดูจะมีความหมายกว่าเมื่อสองชั่วโมงก่อน ผมอยากทำให้ได้อย่างเขา เลิกงอแงกับชีวิต ชายผู้เลือกและยึดมั่นในทางเดินของตนและพร้อมที่จะรับผลของมัน ขนาดผมยังรู้สึกเลยว่าเส้นทางชีวิตอันยุ่งเหยิงของตัวเองเริ่มคลี่คลายเป็นสายตรงกว่าเดิม

 

พอพนักงานเอาบิลค่าอาหารมาให้ เราต่างแย่งกันจ่าย แต่ผมชนะ เขาลุกขึ้นจากโต๊ะ โน้มตัวลงจับมือผมเหมือนเมื่อแรกเจอ “ขอบคุณนะ!” เขาเอ่ย “เจอกันที่ Habitat มื้อหน้าตาผมเลี้ยงคุณมั่ง!”

 

และในจังหวะที่อาลีเดินลับหายออกไปจากประตูร้าน พนักงานก็เข้ามาบอกผมว่า “เขามาที่นี่บ่อยครับ เป็นคนดีมากๆ”




Mahershala Ali ชื่อนี้อย่างเทพ

ผมล่ะอยากให้พวกเพื่อนๆ ผมพูดถึงผมลับหลังเหมือนกับที่พวกเพื่อนๆ ของมาเฮอร์ชาลา อาลีพูดถึงเขาลับหลังจริงๆ เท่าที่ได้ไล่คุยกับบรรดาคนที่เคยร่วมงานกับอาลี นักแสดงที่ร้อนแรงที่สุดในชั่วโมงนี้ อย่างแบร์รี เจนกินส์ผู้กำกับ Moonlight ซึ่งอาลีคว้าออสการ์สาขานักแสดงสมทบ ปีเตอร์ ฟาร์เรลลีกับวิกโก้ มอร์เตนเซ่นที่ร่วมงานกันในภาพยนตร์เรื่อง Green Book (หนังดีระดับออสการ์การันตี) รวมถึงสตีเฟ่น ดอร์ฟและนิค พิซโซแลตโตที่เคยช่วยกันเข็น True Detective ซีซั่นสามจนประสบความสำเร็จชนิดลบลืมความล้มเหลวของซีซั่นสองไปได้สนิท (“ผมไม่เคยภูมิใจอะไรเท่านี้มาก่อน” อาลีบอก)

 

นี่คือสิ่งที่คนเหล่านั้นพูด... ถึงผู้ชายคนหนึ่ง ว่าอาลีเป็นคนน่านับถือ ใจดี สง่า ภูมิฐาน เป็นสุภาพบุรุษ อ่อนน้อม เคร่ง และเก่งไปเสียทุกอย่าง แต่อะไรก็ไม่เท่า “จริงใจ” เขาเป็นคนพูดตรงและหมายความอย่างที่พูด ซึ่งเดี๋ยวคุณก็จะเห็น พวกเขาบอกผม ทุกคนเอ่ยตรงกัน

 

วันนี้ผมเลยมาที่ Zinc Cafe & Market ร้านอินเทรนด์ของคนสายมังฯย่านอาร์ตส์ ดิสทริค ดาวน์ทาวน์ในลอส แองเจลิส พร้อมด้วยใจที่นึกอยากเรียนรู้จากบุรุษผู้นี้ ผมมาเพื่อขอวิชา ทั้งที่ยังไม่ทันได้เจอหน้าค่าตากันเลยด้วยซ้ำ แบบเดียวกับที่หนัง As Good as it Gets ของแจ๊ค นิโคลสันทำให้ผมอยากเป็นคนเต็มคนกว่าที่เป็นอยู่

 

 

เขามาถึง ตัวผอมสูง นุ่งกางเกงยีนส์สีดำ รองเท้าคอนเวอร์ส สวมเสื้อเชิ้ตกับหมวกบีนี่สีดำใบเล็กแต่เด่นหรามาแต่ไกล เขาจับมือเชคแฮนด์กับผมอย่างแน่นแถมมีโค้งคำนับอีกต่างหาก ไม่ผมก็คงตัวเตี้ยไป เขายิ้มและรักษามารยาทตลอด นั่งคุยกันตรงไหนดีครับ? ชื่อ “ซานจีฟ” คนอินเดียเหรอ? ผมอยู่เมกานานรึยัง? ซักไปซักมาถึงรู้ว่าเป็นคนบ้านใกล้เรือนเคียงกันนี่เอง เขาเพิ่งซื้อบ้านแถวเมาท์ วอชิงตัน มุมสงบทางฟากตะวันออกเฉียงเหนือของแอล.เอ. อยู่กับภรรยา (แอเมตัส นักแสดง/นักดนตรี) และลูกสาววัยสองขวบ ซึ่งภาพการยิ้มแย้มทักทายผู้คนจังหวะที่เจ้าตัวเดินมาตามถนน ก็พอบอกได้ว่าเขาเป็นที่คุ้นเคยของคนแถวนี้มากแค่ไหน (กับหนึ่งปีที่ย้ายมา)

 

“คุณรู้จักร้านคอฟฟี่ช็อป Habitat ใช่มั้ย?” เขาถาม ซึ่งผมรู้จัก “ผมชอบที่นี่ (แถบนอร์ธ-อีสต์) เพราะมันทำให้ผมนึกถึงเบย์ แอเรีย [ย่านที่อาลีเกิดและโตมา] เวสต์แอล.เอ.ดูวุ่นวายเป็นย่านค้าขายเกิน แต่แถวนี้จะดูเงียบสงบดีต่อใจกว่า เรียบง่าย น่าอยู่”

 

 

ผมพยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรง แบบไม่กลัวคอเคล็ด เราเจอโต๊ะว่างตรงมุมร้าน สั่งกาแฟคนละแก้ว กับเบอร์เกอร์เห็ดคนละจาน (หน้าตาน่ากินใช้ได้) ถึงตรงนี้ผมเชื่อแล้วล่ะครับว่าอาลีเป็นคนที่มีจิตใจดีน่าคบหา และนี่ก็น่าจะเป็นการทานมื้อเที่ยงที่มีความสุขมากๆ มื้อหนึ่ง

 

แน่ล่ะว่าคุณต้องเคยผ่านตาผลงานของผู้ชายคนนี้มาก่อน ถ้าไม่ใช่จาก The Curious Case of Benjamin Button เมื่อสักสิบปีก่อนก็คงเป็น The Hunger Games หรือไม่ก็จากบทเรมี่ แดนตันนักล็อบบี้มาดเข้มในซีรีส์ House of Cards จากบทฆวนพ่อค้ายา/พ่อของลูกใน Moonlight ที่ส่งให้เขาคว้าออสการ์มาครองทั้งที่เล่นไม่เต็มเรื่อง รวมถึงผลงานนับต่อจากนั้นอีกหลายเรื่อง (เที่ยวนี้ไม่มีอาถรรพ์ออสการ์) โดยเฉพาะกับสองโปรเจ็กต์ถัดมาซึ่งยิ่งส่งให้โปรไฟล์และเลเว่ลของนักแสดงผู้นี้ขยับสูงขึ้นไปอีกหลายขั้น

 

ใน Green Book เขารับบทเป็นดอน เชอร์ลีย์นักเปียโนคลาสสิค (ผู้ยะโสและถือตัว) ที่ตระเวนเดินสายออกทัวร์คอนเสิร์ตตามรัฐทางใต้ในช่วงยุค 60 ร่วมกับโชเฟอร์/นักเลงหัวไม้จอมโผงผางจากย่านบร็องซ์รับบทโดยวิกโก้ มอร์เตนเซ่น การเดินทางของชายสองคนที่ไม่น่าจะโคจรมาเจอกันได้ ท่ามกลางสารพัดปัญหาไม่ว่าจะเชื้อชาติ วรรณะ สีผิวรวมถึงเรื่องรักๆ ใคร่ๆ แต่พอสังเขปผ่านฝีมือการสร้างของ (ใครจะเชื่อ) ของอดีตผู้กำกับ Dumb and Dumber

 

หลังหนังออกฉายได้ไม่นานครอบครัวของดอน เชอร์ลีย์มีการออกมาโวยเรื่องตัวบท เดือดร้อนถึงอาลีต้องโทรศัพท์ไปขอโทษ ซึ่งทางฝั่งญาติของตัวศิลปินบอกว่า “ได้ฟังแล้วค่อยหายโกรธ” ทั้งที่ไม่ใช่ธุระกงการหรือความผิดของเจ้าตัวเลยสักนิด เขาก็แค่เล่นไปตามสคริปต์แถมทำได้อย่างยอดเยี่ยมเสียด้วย

 

“ทุกตัวละครที่อาลีเล่นจะมีความเป็นตัวตนของเขาอยู่สูงมาก” ปีเตอร์ ฟาร์เรลลีย์บอก “เขาไม่มีอะไรที่เหมือนดอน เชอร์ลีย์ แต่เขาจะกลืนหายเข้าไปอยู่ในตัวละคร มันน่าทึ่งนะ ไม่ว่าจะน้ำเสียง ท่าทาง ภาษากายของเขา ทุกอย่าง”

 

การพลิกบทบาทของวิกโก้ มอร์เตนเซ่นได้รับคำชมอย่างมาก เฉพาะอย่างยิ่งกับการลงทุนขุนน้ำหนักตัวเอง ซึ่งได้ใจนักวิจารณ์ไปเต็มๆ แต่ในรายของอาลีก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน ด้วยการพลิกบทบาทจากพ่อค้ายาขาโหดใน Moonlight มาเป็นนักดนตรีผู้สูงส่ง แสนเลิศและเชิดหยิ่ง บวกกับการลดน้ำหนักตัว 11 กิโลกรัม เปลี่ยนจากบู๋มาเป็นบุ๋น “[ก่อนถ่ายหนัง] ผมเคยเจอเขาที่ร้านอาหารแห่งนึง” วิกโก้ มอร์เตนเซ่นเล่า “พอมาเจออีกครั้งตอนเขาเล่นเป็นดอน เชอร์ลีย์ผมเลยเห็นความแตกต่าง เขาเหมือนตัวสูงขึ้นเนี้ยบขึ้น หยิบจับทำอะไรดูนิ่งสุขุมไปซะหมด”

 

อาลีหัดเรียนเปียโนอยู่สามเดือนทั้งๆ ที่ปีเตอร์ ฟาร์เรลลีย์บอกแล้วว่าหัดไปก็เท่านั้น “ผมบอกว่า ‘อาลีหยุดเหอะ!’ แล้วเขาก็พูดว่า ‘พีท ตอนผมนั่งเล่นผมอยากให้นักเปียโนจริงๆ พูดว่า “เฮ้ยหมอนี่มันเล่นเป็นเว้ย” แบบเดียวกับที่ผมบอกได้ว่าใครเป็นแดนเซอร์จากท่าทางการเดินของเขาบนซับเวย์’ แล้วคุณรู้ไรมั้ย? เขาหัดไม่ถึง 10 วิก็เป็นแล้ว ล่อซะพวกเราอึ้งไปเลย”

 

เคมีสัมพันธ์ระหว่างวิกโก้กับอาลีถือเป็นเสน่ห์หลักของตัวหนัง แถมทั้งคู่ยังเป็นนักแสดงที่ (ตามคำบอกเล่า) มีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก ประเภทจู้จี้ จุกจิก พิถีพิถัน อันนี้ตัวผู้กำกับบอก ซ้ำร้ายยังมีกะใจเผื่อแผ่ไปถึงคนอื่น “อาลีจะเอาใจใส่ในทุกรายละเอียดการแสดงของเขา ลามปามมาถึงของผมด้วย เขาจะช่วยทุกอย่างเท่าที่ช่วยได้” วิกโก้สำทับ ส่วนแบร์รี เจนกินส์ก็บอกว่าเขา “ใจกว้างเป็นแม่น้ำ”

 

ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งคู่ยังมองการแสดงเป็นเสมือนเครื่องหล่อเลี้ยงและสอนการมีชีวิต “มันเป็นเรื่องของการเรียนรู้ทำความเข้าใจมุมมองที่แตกต่างโดยไม่เอาตัวเองไปตัดสิน” วิกโก้แจกแจง “การเคารพและให้เกียรติตัวละคร” อาลีเสริม “สำหรับผม มัน (ไล่ตั้งแต่จากตัวหนังสือจนออกมาเป็นการแสดง) กลายเป็นเหมือนพื้นที่ที่ผมสามารถถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดอย่างที่ผมไม่สามารถทำได้ในชีวิตจริง เหมือนกระบวนการทดลองเรียนรู้เพื่อเข้าถึงจิตใจของตัวละครนั้นๆ ลำพังผมอาจหยั่งถึงได้ในระดับนึงแต่การแสดงจะเป็นเหมือนตัวเร่งขยาย ที่สุดแล้วการแสดงช่วยให้ผมเข้าถึงความสงบที่แท้จริง การส่งพลังไปยังคนอื่นช่วยให้ผมผลักดันพลังของตัวเองได้ง่ายขึ้น”

 

แต่กว่าจะรู้สึกแบบนี้ได้มันต้องใช้เวลา อาลีเริ่มต้นเหมือนนักแสดงทั่วไปที่โหยหาการยอมรับ เขาเติบโตมาจากในย่านชนชั้นกรรมาชีพอย่างเฮย์เวิร์ด ชานเมืองโอ๊คแลนด์ ตอนเหนือของแคลิฟอร์เนีย ลูกชายคนเดียวของพ่อแม่วัยทีน แม่ของเขา (อายุแค่ 16) มาจากครอบครัวเคร่งศาสนา ส่วนพ่อ (อายุ 17) ฝันอยากไปเต้นบนบรอดเวย์ ฟากหนึ่งก็ศรัทธาล้วนๆ ส่วนอีกฟากก็อาร์ตสุดๆ สุดท้ายก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องลงเอยด้วยการแยกทาง ทั้งคู่เลิกรากันตอนอาลีอายุได้สามขวบ และภาพที่ลูกน้อยจำติดตาคือเห็นแม่ยืนร้องไห้อยู่ตรงตู้ลิ้นชัก “พ่อไปแล้ว พ่อเขาทิ้งเราไปแล้วลูก”

 

จากนั้นไม่นานอาลีก็ได้ไปอพาร์ทเม้นต์ของพ่อ ดูเขาชนะการประกวดเต้น Soul Train รายการทีวียอดฮิตในยุคนั้น และด้วยเงินรางวัล 2,500 เหรียญ พ่อก็ย้ายไปนิวยอร์คและได้ไปเต้นบนบรอดเวย์สมใจ ความเปล่าเปลี่ยวและโหยหาเริ่มกัดกินจิตใจของอาลีนับแต่นั้น จากเด็กเงียบๆ กลายเป็นเก็บเนื้อเก็บตัว “ไม่สุงสิง” จนนานวันเข้าก็เรียนรู้ที่จะอยู่อย่างลำพัง “ผมชอบที่จะอยู่กับตัวเอง”

 

 

เขาอยู่กับแม่ซึ่งยึดอาชีพเป็นช่างตัดผม ได้คุณยายกับพวกป้าๆ น้าๆ และพ่อใหม่ผู้เข้มงวดคอยเลี้ยงดู แต่ตลอดชีวิตในวัยเด็กเขาอยากไปหาพ่อที่อีสต์โคสต์หรือที่ไหนก็ตามที่พ่อไปออกทัวร์ “เราไปพิพิธภัณฑ์ โรงละคร ดูหนังอินดี้แล้วก็โชว์ศิลปะทุกรูปแบบ ผมรู้ว่าข้างนอกนั่นมันยังมีโลกอยู่อีกใบ” อาลีบอก

 

พอย่างเข้า 16 เขาก็ย้ายไปอยู่กับญาติผู้ใหญ่ทางฝั่งพ่อ ซึ่งมีอาวุโสและอยู่กับร่องกับรอยกว่า ช่วยกันดูแลประคับประคองจนชีวิตของอาลีเริ่มเข้ารูปเข้ารอย ด้วยการได้ทุนบาสเกตบอลเรียนต่อที่วิทยาลัยเซนต์ แมรีส์ คอลเลจ ออฟ แคลิฟอร์เนียใกล้ๆ กับโอ๊คแลนด์ แต่ก็ไปไม่สุดพอที่จะยึดเป็นอาชีพ “[กีฬามหา’ลัย] มันมีแต่การเอารัดเอาเปรียบหาผลประโยชน์” เจ้าตัวบอก “พวกนั้นเห็นเราเป็นแค่สินค้า เอะอะอะไรก็ต้องแชมป์ ผมเลยใช้กีฬาเป็นแค่เครื่องหาทุนเรียน ผมรู้ว่าผมต้องใช้บางอย่างที่มันสร้างสรรค์หากินแบบพ่อ”

 

 

ทว่าการเบนเข็มเข้าสู่โลกการแสดงของอาลีกลับมาพร้อมกับเรื่องเลวร้ายที่สุดในชีวิต เมื่อเขาต้องเสียพ่อไปอีกครั้ง และครั้งนี้คือการพรากจากกันอย่างไม่มีวันกลับ พ่อเสียชีวิตกะทันหันตอนอาลีอายุได้ 20 การสูญเสียที่ทำให้เขาได้ประจักษ์แจ้งถึงสัจธรรมเท่าๆ กับรู้ความต้องการของตัวเองว่าเขาจะต้องเดินตามรอยพ่อด้วยการย้ายไปนิวยอร์คเพื่อเป็นศิลปิน ไม่ใช่เต้นกินรำกิน แต่เป็นนักแสดง “ผมเห็นแล้วว่าชีวิตคนเรามันสั้นเพราะฉะนั้นอยากทำอะไรต้องรีบทำ”

 

เขามุเรียนจนได้ไปต่อที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ค และไม่ถึงปีก็ย้ายเข้าเมืองเพื่อเดินตามรอยเท้าพ่ออย่างที่หวังไว้ เพียงแต่ของจริงมันไม่ง่ายอย่างที่คิดฝัน มันโหดเกินไปสำหรับเด็กอ่อน ทุกวันนี้เวลาเขาไปเจอนักแสดงที่พ่อเคยรู้จัก (ทุกคนเป็นต้องเหลียวมองซ้ำ) บางครั้งพวกเขาก็ถึงกับน้ำตาไหล “มันไม่ใช่แค่ผมอยู่เหมือน แต่เพราะพวกเขารู้ว่าพ่อผมเคยผ่านอะไรมาบ้าง เจออะไรมาบ้าง” เจ้าตัวบอก “แล้วพอได้มาเห็นผมในจุดที่ผมยืนอยู่พวกเขาเลยอดที่จะเปรียบเทียบไม่ได้”

 

 

ปีสุดท้ายก่อนเรียนจบอาลีตัดสินใจเปลี่ยนไปนับถืออิสลาม ประหนึ่งว่าชีวิตช่วงวัยรุ่นของตัวเองยังพลิกผันหันเหไม่มากพอ (พ่อตาย/ตัวเองย้ายไปอยู่นิวยอร์ค) ในวันที่ 31 ธันวาคม 1999 ก่อนโลกย่างสู่สหัสวรรษใหม่ เขาบอกว่ามันเหมือนสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางกบาล เขาเดินเข้ามัสยิดเพื่อหวังค้นหาจิตวิญญาณของตัวเอง แบบเดียวกับพ่อ ผ่านเส้นทางที่เขาเป็นคนเลือกเอง และขณะที่เขาท่องบทสวดอยู่นั้นเอง บทสวดภาษาอาหรับที่เขาไม่เข้าใจด้วยซ้ำ จู่ๆ น้ำตาก็ไหลพราก “มันไม่มีเหตุผลที่ผมจะต้องร้องไห้ สะเทือนใจอะไรรึก็เปล่า” เขาบอก “แต่มันรู้สึกดีจริงๆ ครับ เหมือนคำสวดมันดังก้องอยู่ข้างใน”

 

เขาเลยเปลี่ยนชื่อจาก Gilmore มาเป็น Ali และเริ่มทำละหมาดห้าเวลา มันเหมาะกับตัวเขา ซึ่งชอบแนวคิดที่ว่าพระเจ้าก็คือพระเจ้า มนุษย์ก็คือมนุษย์ “ผมไม่เคยเข้าใจว่าทำไมในโบสถ์คนถึงพูดถึงแต่จีซัส แล้วคุณเอาพระบิดาไปอยู่ซะที่ไหน” เช่นเดียวกับวิถีปฏิบัติอย่างที่อาลีเรียกมันว่า “ความเคร่งของอิสลาม การประพฤติปฏิบัติที่ครบถ้วนและยังความสุข ขืนผมมีอิสระทำทุกอย่างได้ตามอำเภอใจมันคงไม่ดีแน่”

 

ในโลกของนักแสดงฮอลลีวูดกับโลกมุสลิม วงสัมพันธ์ระหว่างพวกมันแทบจะไม่มีอะไรที่คาบเกี่ยว อาลีคือหนึ่งในนักแสดงส่วนน้อยที่อยู่ในพื้นที่คาบเกี่ยวอันผิวเผินนั้น หากแต่มันเป็นเพียงวิถีเดียวที่เขารู้จัก ก่อนเปลี่ยนมาถืออิสลามเขาไม่เคยทำงานแสดงและพอเป็นมุสลิมแล้วเขาก็ไม่เคยเปลี่ยนไปทำอะไรอย่างอื่น เหมือนตอนเด็ก (ระหว่างแม่สายคริสต์กับพ่อสายแดนซ์) เส้นทางอาชีพของเขาคือการเดินคู่ขนานกันไประหว่างศิลปะและศรัทธา สองความรักที่บ่อยครั้งมักลงเอยด้วยความย้อนแย้งและขัดกันเอง อย่างที่เจ้าตัวกำลังจะได้ประสบพบกับตัวในอีกไม่ช้า

 

 

ตอนเรียนมหาวิทยาลัย อาลีมีโอกาสได้รับบทเป็นอะคีลีสในละครเรื่อง Troilus and Cressida ของเซอร์ ปีเตอร์ ฮอลล์ แต่พอได้ยินเพื่อนพูดแสดงความยินดีว่า “นายได้เล่นเป็นเทพเจ้า!” เท่านั้นล่ะเขาถึงกับขอถอนตัวทันที “ผมทำไม่ได้ มันไม่มีเทพไหนนอกจากพระผู้เป็นเจ้า!” จากนั้นเขาก็ย้ายไปแอล.เอ.และผ่านการคัดตัวตั้งแต่ครั้งแรกที่ออดิชั่นได้บทเป็นทหารประจำการในซีรีส์ Dark Angel ที่มีเจสสิกา อัลบาแสดงนำ จัดว่าเป็นการเริ่มต้นที่ไม่เลวเลยสำหรับนักแสดงหน้าใหม่ “แต่พอผมรู้ว่ามันเป็นเรื่องของปีศาจกับพระเจ้า... ก็เข้าอีหรอบเดิม เล่นไม่ได้”

 

เจอแบบนี้เป็นเอเย่นต์ไหนก็ต้องมีเคือง นักแสดงส่วนใหญ่ต้องรอเป็นชาติกว่าจะได้งานดีๆ แบบนี้ ส่วนอาลีออดิชั่นงานได้ติดๆ กันแต่ดันปฏิเสธเพราะติดเรื่องศาสนา?

 

“ผมเลยต้องเพลาตัวเองลง” เขาพูดยิ้มๆ “คิดซะว่ามันเป็นเรื่องศิลปะ ผมสามารถเล่นบทพวกนั้นในฐานะมนุษย์ปุถุชน ไม่ใช่พระเจ้า รู้จักแยกแยะระหว่างสิ่งที่ผมเชื่อกับสิ่งที่เนื้อเรื่องมันเขียน แต่ตอนนั้นผมยังใหม่ ต้องใช้เวลากว่าจะคิดได้ อีกอย่างผมไม่มีใครพอจะคุยปรึกษาเรื่องแบบนั้นด้วย”

 

เขาอาจทำใจรับบทสมมติเทพได้ แต่ฉากเลิฟซีนคงต้องขอ (บาย) ถ้าเป็นเรื่องผู้หญิงอาลีจะซีเรียสมาก ตอนเด็กๆ เขาก็เคยโดนแม่ห้ามไม่ให้มีแฟน “ตอนนั้นเป็นใครก็ต้องหงุดหงิด แต่ตอนนี้ผมกลับนึกขอบคุณ ผมขอเลือกแบบนั้นดีกว่าปล่อยให้ความอิสระมาทำลายชีวิตผม”

 

เหมือนพ่อแม่คุณ?


“ถูกต้อง”


เมื่ออาลีได้รับข้อเสนอให้เล่น The Curious Case of Benjamin Button (อีกหนึ่งงานดี) เขาบอกกับผู้กำกับเดวิด ฟินเชอร์ว่าเขาไม่ขอเข้าฉากเลิฟซีนซึ่งในบทเขาจะต้องมีกับทาราจิ พี เฮนสัน เดวิดไม่มีทางเลือก “พวกเขาเลยถ่ายถึงแค่จังหวะที่เราก้มลงจูบกันแล้วก็คัท แบบนั้นไม่ถือว่ามีเซ็กซ์”

 

แต่ใช่ว่ามันจะผ่านฉลุยไปเสียทุกเรื่อง อย่างล่าสุดกับ The Deuce ซีรีส์ฉายช่อง HBO ของเดวิด ไซม่อน (The Wire) ที่เป็นเรื่องราวความโสมมเคล้าโลกีย์ของนิวยอร์คในยุคเซเว่นตี้ “ผมถามพวกเขา ‘พวกคุณพอจะบอกได้มั้ยว่าบทที่ผมเล่นมันต้องมีฉากเซ็กซ์รึเปล่า’ ปรากฏว่ามี เพราะงั้น ครับ ผมขอผ่าน!” เจ้าตัวหัวเราะ “เหตุการณ์ทำนองนั้นยังมีอีกเยอะ”

 

อาลีใช้เวลาสร้างผลงานสั่งสมเครดิตอยู่เป็นสิบกว่าปี ไม่เว้นแม้แต่ออกอัลบั้มแร๊พในปี 2007 ภายใต้ชื่อ Prince Ali แต่ทันใดนั้นทุกอย่างก็มีอันพังทลายลงอีกจนได้ ปู่ของเขาล้มป่วยจนเขาต้องย้ายไปลาส เวกัสเพื่ออยู่ดูแลท่านร่วมปีครึ่ง กระทั่งปู่เสีย อาลีตกงานอุตสาหกรรมหนังมีแต่เรื่องวุ่นๆ บรรดานักเขียนบทรวมตัวสไตรค์ขณะที่นักแสดงก็ยังก่อหวอดไม่เลิก

 

“ผมย้ายกลับไปแอล.เอ.แต่มีเงินพอแค่เช่าห้องเท่ารูหนูอยู่” เจ้าตัวเล่า “ลำบากมาก จำได้ว่าผมเพิ่งถ่ายซีรีส์นำร่องเสร็จแล้วพูดกับตัวเองในใจ ‘จากนี้ไปจะเป็นไง ไม่รู้จะหันหน้าไปทางไหนแล้ว’”

 

เขาได้บทเรียนจากพ่อว่าการแสดงคือเส้นทางลัดสู่ความสำเร็จและโลกของการชิงดีชิงเด่น ไม่รุ่งก็ร่วง คือบททดสอบแรงมุ่งมั่นของคุณ ช่วงนั้นเขาอายุ 37 กำลังถังแตก แต่อาลีไม่ได้มาเพื่อเงิน ราวสัก 15 ปีก่อนหน้า ช่วงที่เขาเริ่มเห็นตัวเองเป็นนักแสดง อาลีเคยไปเข้าค่ายฤดูร้อนเชกส์เปียร์และคนที่เป็นหัวหน้าแคมป์ก็บอกกับลูกกลุ่มว่าถ้าพวกเขามาเพื่อหวังชื่อเสียงเงินทองก็ขอให้ออกไปซะ การแสดงเป็นเรื่องของงานหาใช่รางวัลตอบแทน นั่นคือบทเรียนที่อาลีจดจำขึ้นใจและใช้เป็นหลักในการดำเนินอาชีพเฉกเช่นแนวทางปฏิบัติในทางศาสนา “มันต้องใช้เวลา แต่ผมก็ได้เรียนรู้ว่าการแสดงเป็นเรื่องของการรับใช้เรื่องราวและตัวละคร แล้วผมก็เชื่อมาตลอดว่าถ้าผมทำผลงานของตัวเองออกมาให้ดีที่สุดมันจะต่อยอดของมันไปเอง”

 

 

จริงดังว่า เสียงโทรศัพท์ดัง เอเย่นต์จัดหานักแสดงซี้เก่าคนหนึ่งติดต่อมาในจังหวะที่อาลีกำลังขัดสนพอดี เธอแค่คิดว่าเขาน่าจะเหมาะกับซีรีส์ใหม่เกี่ยวกับการเมืองที่ทางช่อง Netflix เตรียมเอาลงฉาย “ผมบอกไปว่า ‘Netflix เหรอ’” อาลีเล่า “ยุคนั้นความรู้สึกมันเหมือน Blockbuster ทำหนังทีวี แต่ House of Cards เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ผมโชคดี”

 

ถ้าเกิดหนเดียวเรียกว่าโชค แต่นี่เกิดสองหนซ้อนๆ คุณคงต้องนึกเอะใจอะไรบ้างแล้วล่ะ เมื่อ Moonlight ก่อแรงกระเพื่อมในวงกว้างพอๆ กับ House of Cards แล้วแบบนี้จะไม่ให้ดังและรับทรัพย์ไงไหว อาลีทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมกระเทียมดองถึงขั้น Netflix ปูนบำเหน็จให้เขาเล่นซีรีส์ Marvel เรื่อง Luke Cage ต่อ เกณฑ์ดังของเขามาถึงแล้วบวกโอกาสเล่นหนังใหญ่อีกเพียบ แต่แทนที่เจ้าตัวจะเลือกเล่นหนังใหญ่ระดับนักแสดงผู้กำกับบิ๊กเนม เขากลับเลือกเป็นโปรเจ็กต์หนังทุนต่ำ เน้นใจทำ โดยผู้กำกับมือใหม่ที่เลือกใครหน้าไหนก็ไม่รู้มารับบทนำ (เขาคือนักแสดงอาชีพคนเดียวในหนังเรื่องนั้น) ทำไม? เพราะอาลีเคยดูหนังสั้นเรื่อง Medicine for Melancholy ของผู้กำกับรายนี้ในซานฟรานซิสโก ซึ่งมีแค่คนสองคนเดินคุยกันกับใช้ทุนสร้างแค่ 12,000 เหรียญ เขาชอบมัน แถมบทที่ผู้กำกับรายนี้ส่งมาให้อ่านยังทำเอาเขาถึงกับน้ำตาซึม แค่นั้นก็ตอบโจทย์แล้ว

 

“มันเหลือเชื่อ” แบร์รี เจนกินส์รับ “เขาบอกว่า ‘ผมชอบหนังเรื่องแรกที่ยังไม่มีใครได้ดูของคุณ ไม่ว่าคุณจะให้ผมเล่นเป็นอะไร ผมก็จะไปไมอามี่แล้วก็เล่นให้คุณ’ เมื่อคุณส่งผ่านพลังแบบนั้นไปให้โลก เรื่องน่าอัศจรรย์จะบังเกิด แล้วมันก็เกิด ผมดีใจแทนเขาจริงๆ”

 

หนึ่งในรางวัลปันผลก้อนใหญ่จากการคว้าออสการ์คือโอกาส โดยเฉพาะในปีแรก ขณะที่ทุกอย่างกำลังรุ่งสุดๆ เมื่ออาลีได้รับข้อเสนอให้รับบทใน True Detective เขาสนใจทันที ตัวซีรีส์หันกลับไปใช้สูตรสำเร็จแบบซีซั่นแรก บรรยากาศชวนขนหัวลุกแบบนิยายเซ้าเธิร์นโกธิค พลังด้านมืดและลัทธิเก่าแก่ เด็กหายสาบสูญไปพร้อมกับมโนธรรมความเป็นมนุษย์ แต่ในสคริปต์ (เดิม) อาลีกลับเห็นบทตำรวจผิวสีเป็นแค่ตัวรอง เขาต้องการให้มันเป็นตัวเอก ตัวละครที่เราเห็นในอายุ 35 45 และ 70 บางสิ่งที่ไม่มีใครเคยลองทำมาก่อน

 

ถ้า (จะมีตัวละครตัวไหนที่) ผมสามารถสื่อผ่านรูปแบบความท้าทายอย่างที่ผมต้องการออกมาได้ ไม่ว่าจะเป็นหนังโรงหรือหนังทีวี มันคือเวย์น เฮย์ส” เจ้าตัวบอก “เป็นบทใหญ่ มีรายละเอียดเยอะมาก เรียกว่าได้ใช้ทักษะความเป็นนักแสดงคุ้มค่าเลยล่ะ ในแง่ของหนังทีวี มันไม่มีอะไรดีไปกว่านี้อีกแล้ว ถ้าให้ผมมองนะ หลุดจากออสการ์ ถ้าผมพลาดโอกาสนั้นไปก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่จะมีโอกาสอีก”

 

เขาพยายามหว่านล้อมนิค พิซโซลาตโต้ (มือเขียนบท) โดยบอกว่า บทพระเอกผิวสีจะยิ่งเพิ่มความตึงเครียดและซับซ้อนให้กับเนื้อเรื่อง เฉพาะอย่างยิ่งกับการพยายามสืบสวนเพื่อคลี่คลายปมคดีฆาตกรรมในอาร์คันซอช่วงยุค 80 เขาส่งรูปถ่ายของคุณตาที่ยืนอยู่ข้างแม่ ช่วงยุค 60 ท่านเคยเป็นตำรวจประจำรัฐในแคลิฟอร์เนีย “เพื่อโชว์ให้เขาเห็นว่าปูมหลังของผมเป็นไง” นิคเห็นด้วย

 

“ผมฟังเขานะ...” นิคเล่า “เขาชอบพูดบ่อยๆ ว่านักแสดงผิวสีมักได้แต่บทเกี่ยวกับเชื้อชาติ และนี่คือโอกาสที่จะยกระดับตัวละคร ผมว่าผมโชคดีมากที่ได้นักแสดงคนนี้มาร่วมงาน” นั่นจึงที่มาของการรื้อเขียนบทใหม่โดยมีภาพของอาลีในหัว

 

อาลีแทบไม่มีเวลาได้เตรียมตัว แค่อาทิตย์เดียวระหว่างการปิดกล้อง Green Book กับเปิดกอง True Detective ซึ่งยิ่งส่งให้การแสดงของเขาน่าทึ่งขึ้นไปอีก พวกเขายกกองไปที่เมืองเฟย์เอตต์วิลล์ รัฐอาร์คันซอ ใช้เวลาถ่ายทำกันวันละ 18 ชั่วโมง (สี่ชั่วโมงหมดไปกับการเมคอัพทุกเช้า) ทุ่มเททั้งกำลังกาย กำลังสมาธิ ทุกอย่างที่เขามี แต่ผลลัพธ์คือบางสิ่งที่พิเศษ “ผมไม่เคยเห็นนักแสดงคนไหนทำได้แบบที่เขาทำ” นิคกล่าวชม “ทุกรายละเอียดของตัวละครตัวนี้จะสะท้อนความแตกต่างทางอารมณ์และในเชิงกายภาพออกมาได้ชัดเจนและน่าเชื่อสุดๆ ที่เขาเล่นเป็นคนแก่อายุ 70 คือหนึ่งในการแสดงที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาเลย”

 

และไม่ใช่แค่นิคคนเดียวที่มองเห็น สตีเฟ่น ดอร์ฟผู้ร่วมแสดงเล่าให้ผมฟังถึงฉากการถ่ายทำที่ทำเอาทุกคนถึงกับอินสุดๆ ว่า “มันมีอยู่ฉากนึง” เขาบอก “น่าจะเป็นตอนที่ห้า เป็นฉากนานเก้านาทีได้ เรารู้สึกว่ามันเหมือนจริงมากๆ พอถ่ายฉากนั้นเสร็จเราต่างจับมือกัน แล้วนิคก็เดินเข้ามา โผเข้ากอดหลังจากที่กล้องหยุดถ่ายไปแล้ว กอดกันกลมแล้วก็ร้องไห้ นั่นคือฉากที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยถ่ายมาเลย ดีที่สุด”

 

ทุกตัวละครไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ ฆวนใน Moonlight พ่อค้ายา/พ่อของลูก ดอน เชอร์ลีย์ยอดนักเปียโนสายเหลือง เวย์น เฮย์สนักสืบผิวสีในละครชุดทางทีวี เราไม่เคยเห็นรูปแบบของตัวละครในลักษณะนี้มาก่อน อาลีคือคนที่นำมิติใหม่ของภาพแอฟริกัน-อเมริกันมาสู่วัฒนธรรมบันเทิง และหลุดพ้นไปจากสิ่งที่เขาเรียกมันว่า “สูตรสำเร็จของตัวละครผิวสี”

 

มิน่าล่ะอาลีถึงได้ลังเลที่จะพูดถึงมัน เขาคือนักแสดงผิวสีที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อวงการฮอลลีวูดในช่วงหลัง ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ต่อทั้งชายและหญิง โดยเฉพาะในช่วงที่แฮชแท็ก #OscarsSoWhite กลายเป็นกระแสบนโลกทวิตเตอร์ ผมอยากถามเขาว่าลึกๆ แล้วเขารู้สึกยังไงกับการเปลี่ยนแปลงนั่น เขาถอนใจ ไม่เชิงเห้อ แต่ก็ถอน

 

“เรื่องมันก็แค่นักแสดงผิวขาวจะพูดถึงเรื่องผิวสีต่อเมื่อพวกเขากำลังเล่นหนังที่พูดถึงเรื่องความเสมอภาค” เจ้าตัวก่น “เวลาให้สัมภาษณ์พวกเขาจะพูดเรื่องผลงานเรื่องชีวิต แต่นักแสดงผิวสีจะพูดถึงแต่เรื่องความหลากหลาย วัฒนธรรมความเป็นมาและเป็นไป พวกเราต้องทำตัวเหมือนครูสอนวิชาสังคมไปด้วยขณะที่นักแสดงผิวขาวไม่ต้อง!”

 

เขาตอบได้โดนใจผมสุดๆ ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องตอบ รวมถึงที่บอกว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องดี แต่รอดูกันไปว่ามันจะยั่งยืนแค่ไหน เท่าที่เขารู้คือเขากำลังทำหน้าที่ในส่วนของเขา เขารู้บทบาท (ความรับผิดชอบ) ของตัวเองในฐานะนักแสดงผิวสีลำดับต้นๆ “หน้าที่ผมคือผลักดันให้วัฒนธรรมก้าวไปข้างหน้าและสื่อสารให้สังคมได้รับรู้”

 

วันนี้พออาลีกลับถึงบ้านในเม้าท์ วอชิงตัน เขาคงจะลุยเขียนบทที่เตรียมไว้สำหรับโปรเจ็กต์ถัดไป หนังที่เขาอาจลงมือกำกับเอง เขาไม่ยอมบอกว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร แต่ยืนยันว่าไม่มีฉากเลิฟซีนแน่รับรอง แถมเขายังเปิดบริษัทโปรดักชั่นเองอีกต่างหาก เซ็นสัญญากับช่อง HBO เพื่อป้อนละครให้แล้ว ซึ่งเขาจะเป็นคนแสดงนำแต่คงไม่ทุกเรื่อง “แต่โดยมากผมจะแค่รับฟัง ฟังให้ลึก พยายามจับทิศทางความเป็นไปของกระแสวัฒนธรรม ว่าตรงไหนยังมีช่องว่าง ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในอีกสองหรือสามปีข้างหน้า”

 

 

ปีเตอร์ ฟาร์เรลลีย์บอกว่าเขาเหมือนพระ “เขาอยู่เหมือนผู้ทรงศีล นักบวชมาเฮอร์ชาลา ไม่ดื่ม ไม่สูบ ไม่พูดหยาบ ส่วนผมนี่ฟาด ‘ฟัค’ ตั้งแต่เช้ายันเย็น แรกๆ ผมก็เอาแต่ขอโทษแต่เขาบอกว่า ‘ไม่เป็นไร พีท คุณเป็นของคุณยังงี้แหละดีแล้ว ไม่ต้องเปลี่ยนหรอก!’ นั่นล่ะมาเฮอร์ชาลา อาลี เขาทำตัวสูงส่งแต่เขาไม่เคยตัดสินใคร”

 

นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงเป็นที่เคารพนับถือในหมู่มิตร รวมถึงผมด้วย ผมว่านะ สังคมทุกวันนี้หาคนแบบอาลีได้ยากเต็มทน คนที่ยึดมั่นในหลักการแบบยอมหักไม่ยอมงอ ผู้ปวารณาตัวแล้วว่าจะขอดำเนินชีวิตอยู่ในครรลอง และพร้อมกันนั้นก็ยังสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้โดยไม่จำเป็นต้องลดตัวให้ต่ำลงมา

 

ผมเองก็อยากกลับบ้านและสดับฟังโลกให้ลึกขึ้น ผลักดันให้สังคมก้าวไปข้างหน้า คิดถึงเรื่องเงินให้น้อยลงกับทำงานให้หนักขึ้น ชีวิตดูจะมีความหมายกว่าเมื่อสองชั่วโมงก่อน ผมอยากทำให้ได้อย่างเขา เลิกงอแงกับชีวิต ชายผู้เลือกและยึดมั่นในทางเดินของตนและพร้อมที่จะรับผลของมัน ขนาดผมยังรู้สึกเลยว่าเส้นทางชีวิตอันยุ่งเหยิงของตัวเองเริ่มคลี่คลายเป็นสายตรงกว่าเดิม

 

พอพนักงานเอาบิลค่าอาหารมาให้ เราต่างแย่งกันจ่าย แต่ผมชนะ เขาลุกขึ้นจากโต๊ะ โน้มตัวลงจับมือผมเหมือนเมื่อแรกเจอ “ขอบคุณนะ!” เขาเอ่ย “เจอกันที่ Habitat มื้อหน้าตาผมเลี้ยงคุณมั่ง!”

 

และในจังหวะที่อาลีเดินลับหายออกไปจากประตูร้าน พนักงานก็เข้ามาบอกผมว่า “เขามาที่นี่บ่อยครับ เป็นคนดีมากๆ”