กุหลาบหลบไป! เพราะครั้งนึงดอกทิวลิปเคยแพงกว่าบ้านทั้งหลังมาแล้ว!

อันว่าความต้องการพื้นฐานในชีวิตมนุษย์อย่างปัจจัยสี่อันประกอบไปด้วยอาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรคนั้นก็เพียงพอแล้วกับการมีชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัย แต่มนุษย์ได้รับพรวิเศษให้มีความอยากได้อยากมีนอกเหนือจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นอยากมีเกียรติ มีชื่อเสียง มีของฟุ่มเฟือยและต้องยอมรับว่านั้นทำให้สังคมโลกของเราขับเคลื่อนมาอย่างรวดเร็ว และหนึ่งในของฟุ่มเฟือยอย่างไม่น่าเชื่อเมื่อสี่ร้อยกว่าปีก่อนนั้นก็คือดอกทิวลิปที่สุดแสนจะธรรมดานั้นเอง

 

สวนทิวลิปในอดีต

 

ราวปีค.ศ. 1593 นั้นดอกทิวลิปได้ถูกนำเข้าจากจักรวรรดิออตโตมันมาในราชอาณาจักรฮอลันดาหรือประเทศเนเธอร์แลนด์ในปัจจุบัน และด้วยความที่ดอกทิวลิปนั้นทนทานกับสภาวะอากาศของเนเธอแลนด์ได้ดีจึงฮิตการปลูกไปทั่วบ้านทั่วเมืองในเวลานั้น และมันก็ค่อยๆ กลายมาเป็นเครื่องแสดงออกถึงฐานะและความมั่งคั่งของผู้ครอบครอง ดอกทิวลิปสีแดง สีเหลืองธรรมดานั้นถือเป็นของหรูหราระดับปกติ จากคิดค้นเพาะพันธุ์ให้ทิวลิปหนึ่งกอมีหลายสีจึงเป็นที่นิยมมากและการเป็นของหรูหราระดับพรีเมียม แต่ที่วิลิศมาหราก็ต้องเป็นดอกทิวลิปลายหินอ่อนที่เกิดจากไวรัส Mosaic Virus ทำให้มีสีขาวแซมอยู่บนกลีบดอก สร้างความสวยงามแปลกตาให้ผู้พบเห็นจนดอกทิวลิปเป็นที่นิยมไปไกลถึงฝรั่งเศส และแน่นอนว่าหัวดอกทิปลิปแบบนี้มีราคาสูงลิบลิ่วตามไปด้วย

 

Mosaic Virus ทำให้ดอกทิวลิปเกิดลายแปลกๆ ที่ยากจะคาดเดาและกลายเป็นของราคาแพงลิบ

 

เมื่อสินค้าใดๆ ที่ราคาสูงอย่างรวดเร็วมันย่อมมีการเก็งกำไรขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ในกรณีของดอกทิวลิปนี้ก็เช่นกัน ในปีค.ศ. 1636 นั้นว่ากันว่าดอกทิวลิปหรือหัวดอกทิวลิป 1 อันนั้นอาจถูกเปลี่ยนมือได้ถึงสิบครั้งภายในหนึ่งวัน โดยจากการคาดคะเนแล้วหัวทิวลิปธรรมดาอาจมีราคาสูงถึง 2,500 โฟลรินในขณะที่วัว 1 ตัวมีราคาเพียง 120 โฟลรินเท่านั้น ถึงขนาดมีเรื่องเล่าว่าเคยมีคนแลกที่ดินขนาด 12 เอเคอร์เพื่อหัวดอกทิวลิปลายหินอ่อนเพียงหัวเดียว และความคลั่งทิวลิปมูลค่ามหาศาลเช่นนี้ทำให้ใครต่อใครต่างกระโจนลงมาในตลาดซื้อขายดอกทิวลิปนี้และการซื้อเพื่อเก็งกำไรนี้เองก็ทำให้เกิดภาวะฟองสบู่และเมื่อมันแตกขึ้นมาในเดือนกุมภาพันธ์ปีค.ศ. 1637 ทุกอย่างก็เป็นอันจบเห่และการค้าขายทิวลิปก็เป็นอันยุติลงไปด้วย

 

สวนทิวลิปในปัจจุบัน

 

แต่ด้วยความที่เรื่องราวของ Tulip Mania นั้นเกิดขึ้นมาเกือบสี่ร้อยปีแล้วหลักฐานการบันทึกถึงความคลั่งทิวลิปที่ชัดเจนและเที่ยงตรงไม่ได้มีมากและมีผู้เชี่ยวชาญทางประวัติศาสตร์จาก King’s College London บอกว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้กระทบสภาพเศรษฐกิจของเนเธอร์แลนด์ในขณะนั้นเป็นวงกว้างแต่เป็นการกระทบในวงจำกัดเท่านั้น แต่เหตุการณ์นี้ก็นับว่าเป็นเหตุการณ์ฟองสบู่ทางการเงินครั้งแรกๆ ของประวัติศาตร์มนุษยชาติเลยทีเดียวชนิดที่ว่าการปั่นราคาดอกกุหลาบวันวาเลนไทน์นั้นเทียบกันไม่เห็นฝุ่น


 

เรื่อง: 17Aries

ภาพ: PTI Photo, SMITHSONIAN.COM, Pinterest


YOU MIGHT LIKE !



กุหลาบหลบไป! เพราะครั้งนึงดอกทิวลิปเคยแพงกว่าบ้านทั้งหลังมาแล้ว!

อันว่าความต้องการพื้นฐานในชีวิตมนุษย์อย่างปัจจัยสี่อันประกอบไปด้วยอาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรคนั้นก็เพียงพอแล้วกับการมีชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัย แต่มนุษย์ได้รับพรวิเศษให้มีความอยากได้อยากมีนอกเหนือจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นอยากมีเกียรติ มีชื่อเสียง มีของฟุ่มเฟือยและต้องยอมรับว่านั้นทำให้สังคมโลกของเราขับเคลื่อนมาอย่างรวดเร็ว และหนึ่งในของฟุ่มเฟือยอย่างไม่น่าเชื่อเมื่อสี่ร้อยกว่าปีก่อนนั้นก็คือดอกทิวลิปที่สุดแสนจะธรรมดานั้นเอง

 

สวนทิวลิปในอดีต

 

ราวปีค.ศ. 1593 นั้นดอกทิวลิปได้ถูกนำเข้าจากจักรวรรดิออตโตมันมาในราชอาณาจักรฮอลันดาหรือประเทศเนเธอร์แลนด์ในปัจจุบัน และด้วยความที่ดอกทิวลิปนั้นทนทานกับสภาวะอากาศของเนเธอแลนด์ได้ดีจึงฮิตการปลูกไปทั่วบ้านทั่วเมืองในเวลานั้น และมันก็ค่อยๆ กลายมาเป็นเครื่องแสดงออกถึงฐานะและความมั่งคั่งของผู้ครอบครอง ดอกทิวลิปสีแดง สีเหลืองธรรมดานั้นถือเป็นของหรูหราระดับปกติ จากคิดค้นเพาะพันธุ์ให้ทิวลิปหนึ่งกอมีหลายสีจึงเป็นที่นิยมมากและการเป็นของหรูหราระดับพรีเมียม แต่ที่วิลิศมาหราก็ต้องเป็นดอกทิวลิปลายหินอ่อนที่เกิดจากไวรัส Mosaic Virus ทำให้มีสีขาวแซมอยู่บนกลีบดอก สร้างความสวยงามแปลกตาให้ผู้พบเห็นจนดอกทิวลิปเป็นที่นิยมไปไกลถึงฝรั่งเศส และแน่นอนว่าหัวดอกทิปลิปแบบนี้มีราคาสูงลิบลิ่วตามไปด้วย

 

Mosaic Virus ทำให้ดอกทิวลิปเกิดลายแปลกๆ ที่ยากจะคาดเดาและกลายเป็นของราคาแพงลิบ

 

เมื่อสินค้าใดๆ ที่ราคาสูงอย่างรวดเร็วมันย่อมมีการเก็งกำไรขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ในกรณีของดอกทิวลิปนี้ก็เช่นกัน ในปีค.ศ. 1636 นั้นว่ากันว่าดอกทิวลิปหรือหัวดอกทิวลิป 1 อันนั้นอาจถูกเปลี่ยนมือได้ถึงสิบครั้งภายในหนึ่งวัน โดยจากการคาดคะเนแล้วหัวทิวลิปธรรมดาอาจมีราคาสูงถึง 2,500 โฟลรินในขณะที่วัว 1 ตัวมีราคาเพียง 120 โฟลรินเท่านั้น ถึงขนาดมีเรื่องเล่าว่าเคยมีคนแลกที่ดินขนาด 12 เอเคอร์เพื่อหัวดอกทิวลิปลายหินอ่อนเพียงหัวเดียว และความคลั่งทิวลิปมูลค่ามหาศาลเช่นนี้ทำให้ใครต่อใครต่างกระโจนลงมาในตลาดซื้อขายดอกทิวลิปนี้และการซื้อเพื่อเก็งกำไรนี้เองก็ทำให้เกิดภาวะฟองสบู่และเมื่อมันแตกขึ้นมาในเดือนกุมภาพันธ์ปีค.ศ. 1637 ทุกอย่างก็เป็นอันจบเห่และการค้าขายทิวลิปก็เป็นอันยุติลงไปด้วย

 

สวนทิวลิปในปัจจุบัน

 

แต่ด้วยความที่เรื่องราวของ Tulip Mania นั้นเกิดขึ้นมาเกือบสี่ร้อยปีแล้วหลักฐานการบันทึกถึงความคลั่งทิวลิปที่ชัดเจนและเที่ยงตรงไม่ได้มีมากและมีผู้เชี่ยวชาญทางประวัติศาสตร์จาก King’s College London บอกว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้กระทบสภาพเศรษฐกิจของเนเธอร์แลนด์ในขณะนั้นเป็นวงกว้างแต่เป็นการกระทบในวงจำกัดเท่านั้น แต่เหตุการณ์นี้ก็นับว่าเป็นเหตุการณ์ฟองสบู่ทางการเงินครั้งแรกๆ ของประวัติศาตร์มนุษยชาติเลยทีเดียวชนิดที่ว่าการปั่นราคาดอกกุหลาบวันวาเลนไทน์นั้นเทียบกันไม่เห็นฝุ่น


 

เรื่อง: 17Aries

ภาพ: PTI Photo, SMITHSONIAN.COM, Pinterest