เห็นด้วยหรือไม่ถ้า Sex Toy ในไทยจะถูกกฎหมายเสียที

เรื่องราวของ Sex Toy และธุรกิจความสำราญทางเพศนั้นเป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่สร้างกระแสได้ทุกปีจริงๆ เพราะถึงแม้หน่วยงานภาครัฐนั้นจะระบุว่าเมืองไทยเป็นเมืองพุทธและมีขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม การกระทำใดๆที่ส่อไปในทางเพศนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดีไม่งามและไม่ควรพูดถึงไม่ว่าจะบนสื่อใดๆ ก็ตาม แต่เราก็ยังเห็นเพลงสองแง่สามง่ามที่พูดถึงเรื่องเพศกันอย่างออกรสที่มีมาตั้งแต่สมัยไหนๆ 

 

 

ล่าสุดเรื่องความสำราญทางเพศก็กลายมาเป็นประเด็นอีกครั้งเมื่อพนักงานของบริการส่งพัสดุชื่อดังที่ไม่ใช่ไปรษณีย์ไทยได้ทำการแกะพัสดุที่ด้านในเป็น Sex Toy ออกมาโพสต์เป็นข้อความและรูปภาพผ่านโซเชียลมีเดียในทำนองที่คุกคามทางเพศจนผู้เสียหายที่เป็นเพศหญิงเกิดความอับอายและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์เป็นอย่างมากเพียงเพราะเธอสั่ง Sex Toy!

 

 

มองข้ามเรื่องการจัดการทางกฎหมายของกรณีดังกล่าวไปก่อน เพราะเราอยากจะมาคุยถึงประเด็นเรื่อง Sex Toy ที่เป็นประเด็นอยู่เนืองๆ เนื่องจากยังไม่สามารถจำหน่ายได้อย่างถูกกฎหมายในประเทศไทยเพราะว่าเข้าข่ายเป็นสิ่งลามก อนาจาร และเมื่อปีที่แล้วทางศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรมก็ย้ำอีกว่าการระบายอารมณ์ทางเพศนั้นทำได้หลายทางนอกจากการใช้งาน Sex Toy แต่ก็แง้มประตูเล็กๆ ไว้ว่าหากประชาชนเห็นว่าควรเปลี่ยนแปลงให้ถูกกฏหมายนั้นก็พร้อมจะเปลี่ยนแปลงเพียงแต่ต้องมีการศึกษา มีข้อมูลมายืนยันชัดๆ ว่าถ้าให้ Sex Toy เป็นสิ่งถูกกฏหมายแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น เมื่อนั้นเราจะจะได้มีโอกาสเห็น Sex Toy ถูกกฏหมาย

 

 

ไม่อยากยอมรับก็ต้องยอมรับว่าประเทศไทยของเรานั้นเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางเพศชื่อกระฉ่อน จะโสเภณี Sex Toy หรืออาบอบนวด เอาเข้าจริงมันก็คือสมาชิกของกลุ่มธุรกิจความสำราญทางเพศหรือ Sexual Wellness นั้นเอง แม้เราจะยังไม่พบงานวิจัยที่ชี้ชัดว่า Sex Toy ช่วยลดปัญหาการตั้งครรถ์โดยไม่พร้อม ลดอาชญากรรมทางเพศและลดโรคติดต่อทางเพศได้ (อาจเป็นเพราะยังไม่มีใครสนใจทำจริงจัง) แต่ธุรกิจการค้าประเวณีอย่างถูกต้องตามกฎหมายนั้นพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าช่วยลดปัญหาที่ว่ามาได้ นั้นก็เพราะเมื่อทุกอย่างถูกรัฐมาตีกรอบควบคุม ก็ย่อมเป็นการการันตรี 1 เปลาะแล้วว่าปลอดภัยและไม่ผิดทำนองคลองธรรมอันดีงามของสังคม 

 

 

แต่กรอบความคิดของสังคมไทยยังมองภาพของการมีเพศสัมพันธ์ว่าเป็นเรื่องผิดธรรมชาติ ไม่ควรนำมาพุดคุยกันอย่างออกรส ความหวังเรื่องการทำให้ธุรกิจ Sexual Wellness อันหมายรวมถึงการขาย Sex Toy อย่างถูกกฏหมายจึงเป็นเรื่องที่ดูเลือนรางเหลือเกิน (แม้แต่ถุงยางอนามัยก็ยังถูกจัดให้เป็นเครื่องมือแพทย์ที่ต้องควบคุมการขายและโฆษณาอย่างเข้มงวดเพราะเกรงจะไปยั่วยุให้คนเกิดกามารมณ์และอยากมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งข้อจำกัดนี้ทำให้ตลาดถุงยางอนามัยในไทยโตน้อยกว่าที่ควร)

 

 

แล้วรัฐจะได้อะไรหากทำให้ธุรกิจ Sexual Wellness นี้ถูกกฏหมาย? อย่างแรกเลยก็คือภาษีที่เก็บได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยและบริสุทธ์ คุณก็น่าจะรู้ว่าแม้ธุรกิจความสำราญทางเพศในไทยจะไม่ถูกกฏหมายแต่เราก็เห็นการ “รับงาน” การ “ขายของเล่น” อยู่ทั่วไปในซอยโลกีย์ตามหัวมุมเมือง ซึ่งรายได้ของพวกเขาไม่เคยเข้ากระเป๋ารัฐมาพัฒนาบ้านเมืองเลยแม้แต่น้อย (เราจะทำเป็นไม่รู้แล้วกันว่าเข้ากระเป๋าใคร) ต่อมาก็คือผลดีต่อระบบอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเพราะอะไรนั้นก็รู้ๆ อยู่ ส่วนอีกอุตสาหกรรมนึงที่จะได้รับผลดีนั้นก็คืออุตสาหกรรมยางพาราเพราะไทยถือเป็นหนึ่งในผู้นำการส่งออกยางพาราเพื่อทำถุงยางอนามัย (และยางพารายังสามารถนำไปผลิตสินค้าเพื่อความสุขทางเพศได้อีกด้วย

 

 

ด้านคนทั่วไปนั้นก็ส่วนมากก็เห็นด้วยในการผลักดันให้ Sex Toy เป็นสิ่งถูกกฏหมายเช่นกัน เพราะพวกเขาเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร บางคนก็ถึงกับตั้งคำถามกลับว่าแล้วทำไมปลัดขิกถึงเป็นสิ่งน่าเคารพในไทยด้วยซ้ำ บ้างก็บอกว่าแล้วเจ้าถุงยางอนามัยแบบพิเศษ เช่น รุ่นผิวไม่เรียบ ผิวขุรขระ มีเกลียว ฯลฯ นั้นต่างจาก Sex Toy ตรงไหน และถ้ามองกันแบบกวนๆ หน่อย การใช้ Sex Toy ก็คือ My Body, My Right หรือตัวกู ของกู รัฐอย่าเจ๋อไปทุกเรื่องได้ไหม

 

 

สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมเมื่อธุรกิจ Sexual Wellness นี้ถูกกฏหมายนั้นก็คือรัฐต้องเตรียมมาตราการในการเข้าใช้บริการให้รัดกุม จำกัดอายุ จำกัดพื้นที่ขาย ต้องมีใบประกอบการพิเศษ มีการดูแลระดับคุณภาพชีวิตของคนในธุรกิจนี้เป็นพิเศษ (มีรายงานว่าผู้ให้บริการ Sex Shop ในอเมริกาหลายแห่งถูกคุกคามด้วยการปาหินใส่ร้านหรือโทรมาข่มขู่ว่าทำธุรกิจสกปรกก็มี) เพราะพวกเขาคือผู้สร้างรายได้ให้กับรัฐเช่นกัน 

 

 

ในโลกยุค 4G การสื่อสาร การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทำได้ทุกที่ทุกเวลาและข่าว Sex Toy ที่ออกมาก็ทำให้เราเห็นแล้วว่าค่านิยมเรื่องเพศของคนไทยที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ตเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลาที่ต้องให้รัฐบาลตอบคำถามแล้วว่าพร้อมหรือยังที่จะส่งต่อการเปลี่ยนแปลงนั้นไปยังส่วนที่เหลือของประเทศเพื่อสร้างความเข้าใจใหม่เรื่องเพศสัมพันธ์ให้ดีขึ้นอันจะนำมาซึ่งประโยชน์นานาประการต่อสังคม


เรื่อง: 17Aries

ภาพ: Getty Images, Wiki, Courtesy of Topline




เห็นด้วยหรือไม่ถ้า Sex Toy ในไทยจะถูกกฎหมายเสียที

เรื่องราวของ Sex Toy และธุรกิจความสำราญทางเพศนั้นเป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่สร้างกระแสได้ทุกปีจริงๆ เพราะถึงแม้หน่วยงานภาครัฐนั้นจะระบุว่าเมืองไทยเป็นเมืองพุทธและมีขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม การกระทำใดๆที่ส่อไปในทางเพศนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดีไม่งามและไม่ควรพูดถึงไม่ว่าจะบนสื่อใดๆ ก็ตาม แต่เราก็ยังเห็นเพลงสองแง่สามง่ามที่พูดถึงเรื่องเพศกันอย่างออกรสที่มีมาตั้งแต่สมัยไหนๆ 

 

 

ล่าสุดเรื่องความสำราญทางเพศก็กลายมาเป็นประเด็นอีกครั้งเมื่อพนักงานของบริการส่งพัสดุชื่อดังที่ไม่ใช่ไปรษณีย์ไทยได้ทำการแกะพัสดุที่ด้านในเป็น Sex Toy ออกมาโพสต์เป็นข้อความและรูปภาพผ่านโซเชียลมีเดียในทำนองที่คุกคามทางเพศจนผู้เสียหายที่เป็นเพศหญิงเกิดความอับอายและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์เป็นอย่างมากเพียงเพราะเธอสั่ง Sex Toy!

 

 

มองข้ามเรื่องการจัดการทางกฎหมายของกรณีดังกล่าวไปก่อน เพราะเราอยากจะมาคุยถึงประเด็นเรื่อง Sex Toy ที่เป็นประเด็นอยู่เนืองๆ เนื่องจากยังไม่สามารถจำหน่ายได้อย่างถูกกฎหมายในประเทศไทยเพราะว่าเข้าข่ายเป็นสิ่งลามก อนาจาร และเมื่อปีที่แล้วทางศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรมก็ย้ำอีกว่าการระบายอารมณ์ทางเพศนั้นทำได้หลายทางนอกจากการใช้งาน Sex Toy แต่ก็แง้มประตูเล็กๆ ไว้ว่าหากประชาชนเห็นว่าควรเปลี่ยนแปลงให้ถูกกฏหมายนั้นก็พร้อมจะเปลี่ยนแปลงเพียงแต่ต้องมีการศึกษา มีข้อมูลมายืนยันชัดๆ ว่าถ้าให้ Sex Toy เป็นสิ่งถูกกฏหมายแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น เมื่อนั้นเราจะจะได้มีโอกาสเห็น Sex Toy ถูกกฏหมาย

 

 

ไม่อยากยอมรับก็ต้องยอมรับว่าประเทศไทยของเรานั้นเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางเพศชื่อกระฉ่อน จะโสเภณี Sex Toy หรืออาบอบนวด เอาเข้าจริงมันก็คือสมาชิกของกลุ่มธุรกิจความสำราญทางเพศหรือ Sexual Wellness นั้นเอง แม้เราจะยังไม่พบงานวิจัยที่ชี้ชัดว่า Sex Toy ช่วยลดปัญหาการตั้งครรถ์โดยไม่พร้อม ลดอาชญากรรมทางเพศและลดโรคติดต่อทางเพศได้ (อาจเป็นเพราะยังไม่มีใครสนใจทำจริงจัง) แต่ธุรกิจการค้าประเวณีอย่างถูกต้องตามกฎหมายนั้นพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าช่วยลดปัญหาที่ว่ามาได้ นั้นก็เพราะเมื่อทุกอย่างถูกรัฐมาตีกรอบควบคุม ก็ย่อมเป็นการการันตรี 1 เปลาะแล้วว่าปลอดภัยและไม่ผิดทำนองคลองธรรมอันดีงามของสังคม 

 

 

แต่กรอบความคิดของสังคมไทยยังมองภาพของการมีเพศสัมพันธ์ว่าเป็นเรื่องผิดธรรมชาติ ไม่ควรนำมาพุดคุยกันอย่างออกรส ความหวังเรื่องการทำให้ธุรกิจ Sexual Wellness อันหมายรวมถึงการขาย Sex Toy อย่างถูกกฏหมายจึงเป็นเรื่องที่ดูเลือนรางเหลือเกิน (แม้แต่ถุงยางอนามัยก็ยังถูกจัดให้เป็นเครื่องมือแพทย์ที่ต้องควบคุมการขายและโฆษณาอย่างเข้มงวดเพราะเกรงจะไปยั่วยุให้คนเกิดกามารมณ์และอยากมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งข้อจำกัดนี้ทำให้ตลาดถุงยางอนามัยในไทยโตน้อยกว่าที่ควร)

 

 

แล้วรัฐจะได้อะไรหากทำให้ธุรกิจ Sexual Wellness นี้ถูกกฏหมาย? อย่างแรกเลยก็คือภาษีที่เก็บได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยและบริสุทธ์ คุณก็น่าจะรู้ว่าแม้ธุรกิจความสำราญทางเพศในไทยจะไม่ถูกกฏหมายแต่เราก็เห็นการ “รับงาน” การ “ขายของเล่น” อยู่ทั่วไปในซอยโลกีย์ตามหัวมุมเมือง ซึ่งรายได้ของพวกเขาไม่เคยเข้ากระเป๋ารัฐมาพัฒนาบ้านเมืองเลยแม้แต่น้อย (เราจะทำเป็นไม่รู้แล้วกันว่าเข้ากระเป๋าใคร) ต่อมาก็คือผลดีต่อระบบอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเพราะอะไรนั้นก็รู้ๆ อยู่ ส่วนอีกอุตสาหกรรมนึงที่จะได้รับผลดีนั้นก็คืออุตสาหกรรมยางพาราเพราะไทยถือเป็นหนึ่งในผู้นำการส่งออกยางพาราเพื่อทำถุงยางอนามัย (และยางพารายังสามารถนำไปผลิตสินค้าเพื่อความสุขทางเพศได้อีกด้วย

 

 

ด้านคนทั่วไปนั้นก็ส่วนมากก็เห็นด้วยในการผลักดันให้ Sex Toy เป็นสิ่งถูกกฏหมายเช่นกัน เพราะพวกเขาเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร บางคนก็ถึงกับตั้งคำถามกลับว่าแล้วทำไมปลัดขิกถึงเป็นสิ่งน่าเคารพในไทยด้วยซ้ำ บ้างก็บอกว่าแล้วเจ้าถุงยางอนามัยแบบพิเศษ เช่น รุ่นผิวไม่เรียบ ผิวขุรขระ มีเกลียว ฯลฯ นั้นต่างจาก Sex Toy ตรงไหน และถ้ามองกันแบบกวนๆ หน่อย การใช้ Sex Toy ก็คือ My Body, My Right หรือตัวกู ของกู รัฐอย่าเจ๋อไปทุกเรื่องได้ไหม

 

 

สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมเมื่อธุรกิจ Sexual Wellness นี้ถูกกฏหมายนั้นก็คือรัฐต้องเตรียมมาตราการในการเข้าใช้บริการให้รัดกุม จำกัดอายุ จำกัดพื้นที่ขาย ต้องมีใบประกอบการพิเศษ มีการดูแลระดับคุณภาพชีวิตของคนในธุรกิจนี้เป็นพิเศษ (มีรายงานว่าผู้ให้บริการ Sex Shop ในอเมริกาหลายแห่งถูกคุกคามด้วยการปาหินใส่ร้านหรือโทรมาข่มขู่ว่าทำธุรกิจสกปรกก็มี) เพราะพวกเขาคือผู้สร้างรายได้ให้กับรัฐเช่นกัน 

 

 

ในโลกยุค 4G การสื่อสาร การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทำได้ทุกที่ทุกเวลาและข่าว Sex Toy ที่ออกมาก็ทำให้เราเห็นแล้วว่าค่านิยมเรื่องเพศของคนไทยที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ตเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลาที่ต้องให้รัฐบาลตอบคำถามแล้วว่าพร้อมหรือยังที่จะส่งต่อการเปลี่ยนแปลงนั้นไปยังส่วนที่เหลือของประเทศเพื่อสร้างความเข้าใจใหม่เรื่องเพศสัมพันธ์ให้ดีขึ้นอันจะนำมาซึ่งประโยชน์นานาประการต่อสังคม


เรื่อง: 17Aries

ภาพ: Getty Images, Wiki, Courtesy of Topline