LAW OF ATTRACTION

LAW OF ATTRACTION 

กฎแห่งแรงดึงดูด

 

            คุณคงเคยได้ยินภาษิตที่ว่า “คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล” มันก็ครือๆกันกับ เรื่องราวของ ‘กฎแห่งแรงดึงดูด’ ในภาษาฝรั่งเรียกว่า Law of Attraction จากหนังสือดังที่มีสาระสำคัญโดยสรุปคือ สิ่งเหมือนๆ กันจะมีแรงดึงดูดซึ่งกันและกัน บนสมมติฐานว่า จิตที่ดี ความคิดที่ดี จะมีแรงดึงดูดสิ่งดีๆ ทั้งความสุข เงินทอง สุขภาพ ความสำเร็จ เข้ามาในชีวิต 

           

            การคิดถึงแต่เงินจะทำให้ใครรวยได้มากแค่ไหนยังไม่มีข้อพิสูจน์ แต่มีหลายคนพิสูจน์แล้วว่า การ ตะเกียกตะกายไปบนวิถีคนรวยมีแนวโน้มสูงที่จะทำให้คนบางคนรวยขึ้นมาได้อย่างมีนัยยะสำคัญ โดยเฉพาะในแวดวงคนรวยที่ประสบความสำเร็จมาด้วยตัวเองย่อมเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยคนเก่ง คนฉลาด การเข้าไปสมาคมกับคนระดับนี้หมายถึงโอกาสที่จะได้ศึกษาเรียนรู้อุปนิสัยใจคอและพิจารณาองค์ประกอบต่างๆที่เป็นปัจจัยความรวยของเขาอย่างใกล้ชิด ยิ่งถ้าได้ถึงขั้นกอดคอเป็นเพื่อนสนิทกันแล้วอาจเป็นสัญญาณดีว่า เราคงมีอะไรดีๆ บางอย่างในตัวเองที่อาจทำให้ประสบความสำเร็จได้แบบเขา บนพื้นฐานความเชื่อว่าคนที่มีอะไรเหมือนๆ กันย่อมมีแรงดึงดูดเข้าหากัน และก็เป็นความจริงที่คนส่วนใหญ่จะคบหาคนที่มีลักษณะเหมือนกับตัวเอง 

           

            แต่น่าแปลกที่สังคมระบบชนชั้นกลับถูกเสี้ยมสอนให้คนรู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว อย่าไปแข่งบุญแข่งวาสนากับคนที่เพียบพร้อมกว่าแต่ในขณะเดียวกันสังคมนี้ก็เหยียดหยามความยากจนว่าเป็นความต่ำต้อยด้อยค่า จึงออกจะเป็นสังคมที่ขัดแย้งและสับสนว่าควรจะเอายังไงกันแน่ เกิดมาจนต้องโดนดูถูกว่าเป็นคนชั้นล่าง ครั้นฮึกเหิมอยากจะรวยก็โดนถากถางเสียอีกว่าเสนอหน้าอยากจะเป็นคนชั้นสูง

           

            หากพิจารณาด้วยกฎแห่งแรงดึงดูดจะเห็นได้ชัดว่าการหล่อหลอมทางสังคมแบบนี้มีผลมากต่อทัศนคติในการสร้างสถานภาพทางการเงินของผู้คนส่วนใหญ่ ทำให้เหลือเพียงสถานะเดียวที่คนจะได้รับการอนุญาตให้เป็นก็คือ ‘คนชั้นกลาง’ ซึ่งในหมู่คนชั้นกลางนี้ก็จะคอยแข่งกันตลอดว่า “ใครจะได้เป็นกลางที่ค่อนไปทางข้างบนมากกว่ากัน” โดยละไว้ในฐานที่เข้าใจว่าจุดที่เหนือสุดของชนชั้นกลางนั้นก็ยังห่างไกลนักกับชนชั้นสูงทางเศรษฐกิจ อภิมหาเศรษฐี เกิดคำเรียก ‘ซินเดอเรลลา’ หรือ ‘ซินเดอเรลลาแมน’ เอาไว้สำหรับชื่นชมแกมดูถูกคนที่กระโดดข้ามชนชั้นขึ้นไปได้ด้วยการอุปถัมภ์

 

            นอกเหนือจากความยากลำบากทั่วไปในขั้นตอนการสร้างสถานะทางเศรษฐกิจ อุปสรรคสำคัญที่ทำให้คนในสังคมแบบนี้รวยมากๆ ได้ยากก็คือข้อจำกัดทางความคิด เพราะความเชื่อว่าตัวเองมีสิทธิ์ที่จะร่ำรวยมหาศาล เพื่อเปลี่ยนระดับชนชั้นทางสังคมขนานใหญ่เป็นเพียงเรื่องเกินจริงหรือเกินพอดี  ทันทีที่ความเชื่อนี้ถูกจำกัดขอบเขตให้กลายเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แรงบันดาลใจและแรงดึงดูดความสำเร็จของคนส่วนมากก็จะถูกจำกัดให้เล็กจ้อยตามลงไป ผลที่ตามมาคือความพยายามที่ลดระดับลง เป้าหมายที่เล็กลง การยอมรับในโชคชะตา มองโลกแบบองุ่นเปรี้ยว มะนาวหวาน ไม่ว่ากฎแห่งแรงดึงดูดจะเป็นสัจธรรมหรือเป็นแค่คำพูดสวยหรู สิ่งที่จริงแท้แน่นอนคือการปราศจากความปรารถนาที่แน่วแน่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งย่อมทำให้ชีวิตกำหนดเป้าหมายได้ยาก คนเราจะประสบความสำเร็จอะไรก็ต้องเริ่มต้นจากการวางเป้าหมายก่อนเป็นลำดับแรก ผู้มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะรวยจริงๆ เท่านั้นจึงจะมีแรงดึงดูดอันทรงพลังนำพาให้เขาไปแสวงหาความร่ำรวยด้วยวิธีต่างๆ ดำเนินชีวิตไปตามเส้นทางของคนรวย ซึ่งเป็นทางที่คนไม่รวยไม่กล้าเดิน ด้วยอาจจะยากเกินไปหรือแตกต่างกับวิถีที่คนส่วนมากคุ้นชิน รวมไปถึงการคิด พูด และทำสิ่งต่างๆ ในแบบที่คนไม่รวยไม่คิดจะทำ

 

คนรวยกลัวจนไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง สวนทางกับคนจนที่มักกลัวการเปลี่ยนแปลง แต่ดันไม่กลัวจน 

 

            คงจะไม่ผิดนักหากจะอ้างถึงกฎแห่งแรงดึงดูดและกล่าวโทษบางสิ่งในสังคมที่สะกดจิตหมู่ให้คนส่วนใหญ่ไม่มีแรงดึงดูดความสำเร็จ ซึ่งแม้แต่เราเองก็อาจตกอยู่ภายใต้อำนาจของการสะกดจิตนั้นด้วย 

ลองคิดดูก็แล้วกันว่าในสังคมที่ความปรารถนาอยากร่ำรวยถูกประณามเป็นสิ่งชั่วร้าย การไต่บันไดชนชั้นเป็นเรื่องน่าละอาย และความจนเป็นสิ่งน่ารังเกียจ ผู้คนในสังคมแบบนี้จะสับสน วิปริต และหลงทางเพียงใด มันน่าตลกไหมที่เราจะต้องเรียนหนักทำงานหนักตลอดชีวิตแต่ไม่ได้รับอนุญาตให้อยากรวยมากๆ หรือกลายเป็นคนยากจนได้เลยจริงๆ ผู้คนจึงหยุดฝันกันตรงกลางทาง มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ตระหนักถึงพลังลึกลับที่คอยดึงดูดผู้คนส่วนใหญ่เอาไว้ไม่ให้เขาไปไหนได้ไกล มีชีวิตที่ไร้ทิศทางและสูญเสียพลังแรงดึงดูดความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ภายในตัวเอง ซึ่งคนไม่กี่คนเหล่านี้ไม่เพียงแต่รอดพ้นอำนาจการสะกดของพลังลึกลับ แต่ยังมีพลังดึงดูดของตัวเองและรู้วิธีแปรพลังที่ครอบงำสังคมนั้นมาเป็นพลังดึงดูดผลประโยชน์ของเขาอีกด้วย 

 

            ก่อนที่จะขยับตัวทำอะไร ลองเริ่มต้นสำรวจตัวเองดูว่าคุณมีแรงดึงดูดชนิดใดอยู่ในตัวเองบ้าง คุณจะดูดความร่ำรวยและความสำเร็จมาหาตัวเองได้ไหม และที่สำคัญอย่าลืมดูให้แน่ๆ ว่าคุณกำลังมีชีวิตอยู่ด้วยแรงดึงดูดของใคร... ใช่ของคุณจริงๆ หรือเปล่า (Esquire ฉบับเดือน กุมภาพันธ์ 2016)

_______________________________________________________________________

 

Text : วรรณศิริ ศรีวราธนบูลย์                              

Edit : Kant


YOU MIGHT LIKE !



LAW OF ATTRACTION

LAW OF ATTRACTION 

กฎแห่งแรงดึงดูด

 

            คุณคงเคยได้ยินภาษิตที่ว่า “คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล” มันก็ครือๆกันกับ เรื่องราวของ ‘กฎแห่งแรงดึงดูด’ ในภาษาฝรั่งเรียกว่า Law of Attraction จากหนังสือดังที่มีสาระสำคัญโดยสรุปคือ สิ่งเหมือนๆ กันจะมีแรงดึงดูดซึ่งกันและกัน บนสมมติฐานว่า จิตที่ดี ความคิดที่ดี จะมีแรงดึงดูดสิ่งดีๆ ทั้งความสุข เงินทอง สุขภาพ ความสำเร็จ เข้ามาในชีวิต 

           

            การคิดถึงแต่เงินจะทำให้ใครรวยได้มากแค่ไหนยังไม่มีข้อพิสูจน์ แต่มีหลายคนพิสูจน์แล้วว่า การ ตะเกียกตะกายไปบนวิถีคนรวยมีแนวโน้มสูงที่จะทำให้คนบางคนรวยขึ้นมาได้อย่างมีนัยยะสำคัญ โดยเฉพาะในแวดวงคนรวยที่ประสบความสำเร็จมาด้วยตัวเองย่อมเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยคนเก่ง คนฉลาด การเข้าไปสมาคมกับคนระดับนี้หมายถึงโอกาสที่จะได้ศึกษาเรียนรู้อุปนิสัยใจคอและพิจารณาองค์ประกอบต่างๆที่เป็นปัจจัยความรวยของเขาอย่างใกล้ชิด ยิ่งถ้าได้ถึงขั้นกอดคอเป็นเพื่อนสนิทกันแล้วอาจเป็นสัญญาณดีว่า เราคงมีอะไรดีๆ บางอย่างในตัวเองที่อาจทำให้ประสบความสำเร็จได้แบบเขา บนพื้นฐานความเชื่อว่าคนที่มีอะไรเหมือนๆ กันย่อมมีแรงดึงดูดเข้าหากัน และก็เป็นความจริงที่คนส่วนใหญ่จะคบหาคนที่มีลักษณะเหมือนกับตัวเอง 

           

            แต่น่าแปลกที่สังคมระบบชนชั้นกลับถูกเสี้ยมสอนให้คนรู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว อย่าไปแข่งบุญแข่งวาสนากับคนที่เพียบพร้อมกว่าแต่ในขณะเดียวกันสังคมนี้ก็เหยียดหยามความยากจนว่าเป็นความต่ำต้อยด้อยค่า จึงออกจะเป็นสังคมที่ขัดแย้งและสับสนว่าควรจะเอายังไงกันแน่ เกิดมาจนต้องโดนดูถูกว่าเป็นคนชั้นล่าง ครั้นฮึกเหิมอยากจะรวยก็โดนถากถางเสียอีกว่าเสนอหน้าอยากจะเป็นคนชั้นสูง

           

            หากพิจารณาด้วยกฎแห่งแรงดึงดูดจะเห็นได้ชัดว่าการหล่อหลอมทางสังคมแบบนี้มีผลมากต่อทัศนคติในการสร้างสถานภาพทางการเงินของผู้คนส่วนใหญ่ ทำให้เหลือเพียงสถานะเดียวที่คนจะได้รับการอนุญาตให้เป็นก็คือ ‘คนชั้นกลาง’ ซึ่งในหมู่คนชั้นกลางนี้ก็จะคอยแข่งกันตลอดว่า “ใครจะได้เป็นกลางที่ค่อนไปทางข้างบนมากกว่ากัน” โดยละไว้ในฐานที่เข้าใจว่าจุดที่เหนือสุดของชนชั้นกลางนั้นก็ยังห่างไกลนักกับชนชั้นสูงทางเศรษฐกิจ อภิมหาเศรษฐี เกิดคำเรียก ‘ซินเดอเรลลา’ หรือ ‘ซินเดอเรลลาแมน’ เอาไว้สำหรับชื่นชมแกมดูถูกคนที่กระโดดข้ามชนชั้นขึ้นไปได้ด้วยการอุปถัมภ์

 

            นอกเหนือจากความยากลำบากทั่วไปในขั้นตอนการสร้างสถานะทางเศรษฐกิจ อุปสรรคสำคัญที่ทำให้คนในสังคมแบบนี้รวยมากๆ ได้ยากก็คือข้อจำกัดทางความคิด เพราะความเชื่อว่าตัวเองมีสิทธิ์ที่จะร่ำรวยมหาศาล เพื่อเปลี่ยนระดับชนชั้นทางสังคมขนานใหญ่เป็นเพียงเรื่องเกินจริงหรือเกินพอดี  ทันทีที่ความเชื่อนี้ถูกจำกัดขอบเขตให้กลายเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แรงบันดาลใจและแรงดึงดูดความสำเร็จของคนส่วนมากก็จะถูกจำกัดให้เล็กจ้อยตามลงไป ผลที่ตามมาคือความพยายามที่ลดระดับลง เป้าหมายที่เล็กลง การยอมรับในโชคชะตา มองโลกแบบองุ่นเปรี้ยว มะนาวหวาน ไม่ว่ากฎแห่งแรงดึงดูดจะเป็นสัจธรรมหรือเป็นแค่คำพูดสวยหรู สิ่งที่จริงแท้แน่นอนคือการปราศจากความปรารถนาที่แน่วแน่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งย่อมทำให้ชีวิตกำหนดเป้าหมายได้ยาก คนเราจะประสบความสำเร็จอะไรก็ต้องเริ่มต้นจากการวางเป้าหมายก่อนเป็นลำดับแรก ผู้มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะรวยจริงๆ เท่านั้นจึงจะมีแรงดึงดูดอันทรงพลังนำพาให้เขาไปแสวงหาความร่ำรวยด้วยวิธีต่างๆ ดำเนินชีวิตไปตามเส้นทางของคนรวย ซึ่งเป็นทางที่คนไม่รวยไม่กล้าเดิน ด้วยอาจจะยากเกินไปหรือแตกต่างกับวิถีที่คนส่วนมากคุ้นชิน รวมไปถึงการคิด พูด และทำสิ่งต่างๆ ในแบบที่คนไม่รวยไม่คิดจะทำ

 

คนรวยกลัวจนไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง สวนทางกับคนจนที่มักกลัวการเปลี่ยนแปลง แต่ดันไม่กลัวจน 

 

            คงจะไม่ผิดนักหากจะอ้างถึงกฎแห่งแรงดึงดูดและกล่าวโทษบางสิ่งในสังคมที่สะกดจิตหมู่ให้คนส่วนใหญ่ไม่มีแรงดึงดูดความสำเร็จ ซึ่งแม้แต่เราเองก็อาจตกอยู่ภายใต้อำนาจของการสะกดจิตนั้นด้วย 

ลองคิดดูก็แล้วกันว่าในสังคมที่ความปรารถนาอยากร่ำรวยถูกประณามเป็นสิ่งชั่วร้าย การไต่บันไดชนชั้นเป็นเรื่องน่าละอาย และความจนเป็นสิ่งน่ารังเกียจ ผู้คนในสังคมแบบนี้จะสับสน วิปริต และหลงทางเพียงใด มันน่าตลกไหมที่เราจะต้องเรียนหนักทำงานหนักตลอดชีวิตแต่ไม่ได้รับอนุญาตให้อยากรวยมากๆ หรือกลายเป็นคนยากจนได้เลยจริงๆ ผู้คนจึงหยุดฝันกันตรงกลางทาง มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ตระหนักถึงพลังลึกลับที่คอยดึงดูดผู้คนส่วนใหญ่เอาไว้ไม่ให้เขาไปไหนได้ไกล มีชีวิตที่ไร้ทิศทางและสูญเสียพลังแรงดึงดูดความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ภายในตัวเอง ซึ่งคนไม่กี่คนเหล่านี้ไม่เพียงแต่รอดพ้นอำนาจการสะกดของพลังลึกลับ แต่ยังมีพลังดึงดูดของตัวเองและรู้วิธีแปรพลังที่ครอบงำสังคมนั้นมาเป็นพลังดึงดูดผลประโยชน์ของเขาอีกด้วย 

 

            ก่อนที่จะขยับตัวทำอะไร ลองเริ่มต้นสำรวจตัวเองดูว่าคุณมีแรงดึงดูดชนิดใดอยู่ในตัวเองบ้าง คุณจะดูดความร่ำรวยและความสำเร็จมาหาตัวเองได้ไหม และที่สำคัญอย่าลืมดูให้แน่ๆ ว่าคุณกำลังมีชีวิตอยู่ด้วยแรงดึงดูดของใคร... ใช่ของคุณจริงๆ หรือเปล่า (Esquire ฉบับเดือน กุมภาพันธ์ 2016)

_______________________________________________________________________

 

Text : วรรณศิริ ศรีวราธนบูลย์                              

Edit : Kant