INVESTMENT DIARY

เตรียมรับมืออย่างไรกับ 'วิกฤตในวิกฤต'

 

เราทุกคนคงคุ้นชินกันมานานกับประโยคที่ว่าในทุกวิกฤตล้วนมีโอกาส แต่สิ่งที่คนไม่ค่อยพูดถึง
เวลาเกิดวิกฤต ซึ่งต้องมีแน่ๆ ก็คือในทุกวิกฤตมักมีวิกฤตที่เลวร้ายกว่า ทั้งที่มาแบบหลบๆซ่อนๆ
และมาอย่างเปิดเผย

 

สมมุติว่า คุณเป็นมนุษย์เงินเดือนที่เหลือวันหยุดพักร้อนสะสมเพียบ และบังเอิญปีนี้บริษัทมีผลประกอบการไม่ดี
เพราะสภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกตกต่ำ ค่าเงินยูโรตกฮวบฮาบ คุณวิเคราะห์ด้วยตาเปล่าแล้วเชื่อว่า ปีนี้ถึงขยันให้ตาย
ยังไงก็คงได้โบนัสนิดเดียว หรือซวยๆก็อาจไม่ได้เลย จึงไม่รู้ว่าจะขยันให้เหนื่อยเปล่าไปทำไม แถมรัฐบาลก็ขยัน
ประกาศวันหยุดกระตุ้นการท่องเที่ยวแบบสุดๆ (แม้ว่าคนจะไม่สนใจเที่ยวไทย แต่หอบเงินไทยไปเที่ยวเมืองนอกแทนก็ตาม)

 

คุณพอจะรู้ละ ว่าทั้งหมดนี้คือวิกฤต แต่คุณบางคนอาจทะลึ่งมองวิกฤตนี้เป็นโอกาส ก็เลยลาพักร้อนพาแฟน

ไปเที่ยวยุโรป ช้อปปิ้งสินค้าแบรนด์เนม ดูเหมือนจะมีความสุขดี แต่สิ่งที่รอคุณอยู่คือปัญหา

 

นี่ไม่ใช่ปัญหาส่วนตัวของใครบางคน แต่มาจากการที่ระบบการศึกษาบ้านเรา ไม่ได้สนใจจะเปิดหูเปิดตาผู้เรียน
ให้เข้าใจความเป็นจริงของโลกและชีวิต มากไปกว่าการเรียนเพื่อสอบแข่งขัน และป้อนคนเข้าสู่ระบบลูกจ้าง
ประดุจม้าลากรถที่ถูกปิดตาด้านข้างให้มองเห็นแต่ด้านหน้า จะได้วิ่งไปตามแส้สั่งโดยไม่มองทางอื่น

 

การเรียนเพื่อไปเป็นลูกจ้างในองค์กรหรือเป็นฟันเฟืองในระบบธุรกิจหากมองในแง่ดีแบบเข้าข้างตัวเองก็คือ
ทำให้เรามีเงินเดือน เพียงแค่ทำหน้าที่การงานของเราให้สำเร็จครบถ้วนไม่ต้องคิดถึงอะไรที่ใหญ่กว่าตัวเอง
พอถึงสิ้นเดือนก็มีเงินโอนเข้าบัญชีไม่ต้องปวดหัว คิดถึงความอยู่รอดของบริษัท ในระหว่างที่เจ้าของบริษัท
กำลังเครียดกับยอดขายที่ลดลงเก็บเงินจากลูกค้ารายใหญ่ไม่ได้เช็คเด้ง การยกเลิกคำสั่งซื้อการระงับคำสั่ง
ในสายการผลิตจากบริษัทแม่ในต่างประเทศฯลฯ มนุษย์เงินเดือนส่วนมากยังสบายใจดี ยังสนุกกับการดาวน์บ้าน
ดาวน์รถ ช้อปปิ้งของเซลล์ กินอาหารแพง อัพรูปลงเฟซบุ๊คให้เพื่อนน้ำลายหก ท่องเที่ยวเช็คอินในโลเกชั่น
ที่เพื่อนๆต้องอิจฉา พฤติกรรมแบบนี้ไม่ใช่แค่มนุษย์เงินเดือนในเมืองไทย แต่เป็นกันทั่วโลก ก่อนที่อเมริกา และยุโรป
จะประสบวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ๆ ผู้คนในประเทศก็จับจ่ายด้วยเงินในอนาคต (ที่ไม่มี) และใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยกัน
สุดเหวี่ยงเหมือนกัน

 

เป็นธรรมดาเวลาเกิดวิกฤตอะไรก็ตาม คนที่เป็นเจ้าของกิจการมักจะรู้ก่อน ไม่ว่าระดับเล็กหรือใหญ่
ในช่วงแรกๆที่รายได้บริษัทลด พนักงานหรือมนุษย์เงินเดือนจึงยังไม่ค่อยรู้ปัญหาเพราะเงินเดือนยังปกติ บางคนที่
ใจร้ายหน่อยอาจคิดแค่ว่า บริษัทจะแย่ก็ช่าง ยังไงเราก็ยังมีเงินเดือน (วะ) หรือถ้าบริษัทนี้เจ๊ง ค่อยไปหาบริษัทใหม่
ทำก็ได้ ไม่เห็นแคร์ มันเป็นปัญหาของนายทุนไม่ใช่ปัญหาของลูกจ้าง ?!?

 

กว่าพนักงานหรือมนุษย์เงินเดือนจะสนใจจริงๆว่าเกิดอะไรขึ้นในโลกใบใหญ่ก็ต่อเมื่อพิษภัยของวิกฤตนั้น
มากระทบกับโลกใบเล็กของตัวเอง ถูกลดโบนัส ลดเงินเดือน ลดเวลาทำงาน ถูกเลิกจ้า งซึ่งท้ายที่สุดก็จะกลายเป็น
วิกฤตต่อเนื่องหมุนวนซ้ำเติมไปสู่วิกฤตในโลกใบใหญ่อีกครั้ง เพราะกำลังซื้อและกำลังผ่อนส่งก็จะลดฮวบฮาบ
หรือหายไป

 

คำถามคือเราจะรับมือกับวิกฤตนี้ได้อย่างไร

 

เริ่มต้นด้วยการตั้งสติ ไม่ว่าจะเจอปัญหาระดับไหน สติต้องคุมให้อยู่ แล้วพิจารณาสถานการณ์ทั้งภายนอก
และภายในด้วยสายตาที่เป็นจริง ไม่คิดบวกเข้าข้างตัวเอง หรือคิดลบให้ตื่นตกใจ และเสียกำลังใจโดยใช่เหตุ 
สิ่งที่ต้องพิจารณาภายนอกคือ วิกฤตนั้นร้ายแรงขนาดไหนมีที่มาที่ไปจากอะไรมีผลกระทบอย่างไรกับใครบ้าง
และจะกระทบมาถึงตัวเราแค่ไหน มีระยะเวลายาวนานเท่าใด มีโอกาสอะไรซ่อนอยู่ในวิกฤตบ้าง และ
ในสถานการณ์แบบนี้ใครจะเป็นผู้ได้ประโยชน์

 

สิ่งที่ต้องพิจารณาภายในคือการวิเคราะห์สถานะทางเศรษฐกิจส่วนบุคคลประเมินรายรับรายจ่ายหนี้สินทรัพย์สิน และ
การลงทุนของตัวเองว่ามีความสมดุลหรือไม่สามารถประคองตัวได้นานแค่ไหนหากวิกฤตทำให้เราถึงขั้นตกงาน หรือ
สูญเสียรายได้ประจำในปัจจุบันควบคู่กับการพิจารณาศักยภาพ และต้นทุนภายในตัวเองว่าหากจะต้องเปลี่ยนช่องทาง
หารายได้หรือเพิ่มช่องทางหารายได้จะต้องทำอย่างไรมีความพร้อมแค่ไหนต้องศึกษาหาความรู้ หรือต้องดิ้นรนอะไร
เพิ่มเติมบ้าง

 

อย่าลืมตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นทิ้งไปให้หมด สำรวจข้าวของรอบตัว สิ่งใดที่เก็บไว้เฉยๆไม่เกิดประโยชน์ก็เอาไปขาย
เปลี่ยนให้เป็นเงิน แต่วิธีที่ปลอดภัยที่สุดในการแก้วิกฤตเศรษฐกิจส่วนบุคคล น่าจะเป็นวิธีการแบบอนุรักษ์นิยมสุดๆ
นั่นก็คือ การลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้ ท่องเอาไว้ว่า...ประหยัดหนึ่งบาท คือได้กำไรหนึ่งบาท

 

สำหรับคนที่ยังไม่มีภาระมาก ไม่มีครอบครัวของตัวเองต้องรับผิดชอบ ยังสามารถพึ่งพาครอบครัวพ่อแม่ได้
หากยังคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรในช่วงวิกฤต และมีกำลังทรัพย์ แนะนำให้ใช้ช่วงเวลา ศึกษาหาความรู้เพื่อพัฒนาตัวเอง
ไม่ว่าจะเป็นการเรียนต่อ (เพื่อให้ได้ความรู้จริงๆไม่ใช่เพื่อกระดาษใบเดียว) การฝึกภาษา การฝึกงานในบริษัทดีๆ
ยิ่งถ้าคุณสามารถเข้าไปฝึกงานที่ไหนได้โดยไม่หวังค่าตอบแทน ก็ยิ่งทำให้อะไรๆง่ายขึ้น สิ่งที่คุณจะได้ก็คือ ความรู้จริง
โอกาส และคอนเนคชั่นใหม่ๆ หรือหาคอร์สฝึกอบรมหรือฝึกตัวเองให้กลายเป็นคนที่เก่งและโดดเด่นในด้านใดด้านหนึ่งจริงๆ จะทำให้คุณมีแต้มต่อเหนือกว่าในระยะยาว

 

สำหรับคนที่มีภาระต้องรับผิดชอบ ต้องหาเงินมาหล่อเลี้ยงชีวิตแบบขาดไม่ได้และไม่มีครอบครัวของพ่อแม่เป็นแบ็คอัพ
คุณต้องยึดหลักตัดอวัยวะเพื่อรักษาชีวิตสิ่งใดที่เป็นภาระมากกว่าผลประโยชน์ สามารถตัดทิ้งได้ควรทิ้งไป คนที่มักจะได้โอกาสในวิกฤตคือคนที่มีเงินเก็บหรือมีแบ็คอัพดี เป็นช่วงที่คุณจะซื้อของได้ถูก จ้างคนได้ในราคาไม่แพง มีตัวเลือกให้ช้อปปิ้งเยอะ รวมถึงสามารถซื้อสินทรัพย์เพื่อการลงทุนได้ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าจริง

 

สิ่งหนึ่งที่หลายคนต้องยอมรับทั้งน้ำตาเมื่อวิกฤตแต่ละรอบผ่านมาและผ่านไปก็คือ ทุกวิกฤตทำให้คนแกร่งขึ้น ฉลาดขึ้น และรอบคอบขึ้น ไม่ว่าคุณจะเจอโอกาสในวิกฤต’ หรือวิกฤตในวิกฤตก็ขอให้สติปัญญา ความเข้มแข็งจงอยู่กับคุณตลอดเสมอ และขอให้คุณก้าวผ่านทุกวิกฤตไปได้อย่างปลอดภัย

 

Text: วรรณศิริ ศรีวราธนบูลย์

Edit: Paron Sujitjorn 


YOU MIGHT LIKE !



INVESTMENT DIARY

เตรียมรับมืออย่างไรกับ 'วิกฤตในวิกฤต'

 

เราทุกคนคงคุ้นชินกันมานานกับประโยคที่ว่าในทุกวิกฤตล้วนมีโอกาส แต่สิ่งที่คนไม่ค่อยพูดถึง
เวลาเกิดวิกฤต ซึ่งต้องมีแน่ๆ ก็คือในทุกวิกฤตมักมีวิกฤตที่เลวร้ายกว่า ทั้งที่มาแบบหลบๆซ่อนๆ
และมาอย่างเปิดเผย

 

สมมุติว่า คุณเป็นมนุษย์เงินเดือนที่เหลือวันหยุดพักร้อนสะสมเพียบ และบังเอิญปีนี้บริษัทมีผลประกอบการไม่ดี
เพราะสภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกตกต่ำ ค่าเงินยูโรตกฮวบฮาบ คุณวิเคราะห์ด้วยตาเปล่าแล้วเชื่อว่า ปีนี้ถึงขยันให้ตาย
ยังไงก็คงได้โบนัสนิดเดียว หรือซวยๆก็อาจไม่ได้เลย จึงไม่รู้ว่าจะขยันให้เหนื่อยเปล่าไปทำไม แถมรัฐบาลก็ขยัน
ประกาศวันหยุดกระตุ้นการท่องเที่ยวแบบสุดๆ (แม้ว่าคนจะไม่สนใจเที่ยวไทย แต่หอบเงินไทยไปเที่ยวเมืองนอกแทนก็ตาม)

 

คุณพอจะรู้ละ ว่าทั้งหมดนี้คือวิกฤต แต่คุณบางคนอาจทะลึ่งมองวิกฤตนี้เป็นโอกาส ก็เลยลาพักร้อนพาแฟน

ไปเที่ยวยุโรป ช้อปปิ้งสินค้าแบรนด์เนม ดูเหมือนจะมีความสุขดี แต่สิ่งที่รอคุณอยู่คือปัญหา

 

นี่ไม่ใช่ปัญหาส่วนตัวของใครบางคน แต่มาจากการที่ระบบการศึกษาบ้านเรา ไม่ได้สนใจจะเปิดหูเปิดตาผู้เรียน
ให้เข้าใจความเป็นจริงของโลกและชีวิต มากไปกว่าการเรียนเพื่อสอบแข่งขัน และป้อนคนเข้าสู่ระบบลูกจ้าง
ประดุจม้าลากรถที่ถูกปิดตาด้านข้างให้มองเห็นแต่ด้านหน้า จะได้วิ่งไปตามแส้สั่งโดยไม่มองทางอื่น

 

การเรียนเพื่อไปเป็นลูกจ้างในองค์กรหรือเป็นฟันเฟืองในระบบธุรกิจหากมองในแง่ดีแบบเข้าข้างตัวเองก็คือ
ทำให้เรามีเงินเดือน เพียงแค่ทำหน้าที่การงานของเราให้สำเร็จครบถ้วนไม่ต้องคิดถึงอะไรที่ใหญ่กว่าตัวเอง
พอถึงสิ้นเดือนก็มีเงินโอนเข้าบัญชีไม่ต้องปวดหัว คิดถึงความอยู่รอดของบริษัท ในระหว่างที่เจ้าของบริษัท
กำลังเครียดกับยอดขายที่ลดลงเก็บเงินจากลูกค้ารายใหญ่ไม่ได้เช็คเด้ง การยกเลิกคำสั่งซื้อการระงับคำสั่ง
ในสายการผลิตจากบริษัทแม่ในต่างประเทศฯลฯ มนุษย์เงินเดือนส่วนมากยังสบายใจดี ยังสนุกกับการดาวน์บ้าน
ดาวน์รถ ช้อปปิ้งของเซลล์ กินอาหารแพง อัพรูปลงเฟซบุ๊คให้เพื่อนน้ำลายหก ท่องเที่ยวเช็คอินในโลเกชั่น
ที่เพื่อนๆต้องอิจฉา พฤติกรรมแบบนี้ไม่ใช่แค่มนุษย์เงินเดือนในเมืองไทย แต่เป็นกันทั่วโลก ก่อนที่อเมริกา และยุโรป
จะประสบวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ๆ ผู้คนในประเทศก็จับจ่ายด้วยเงินในอนาคต (ที่ไม่มี) และใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยกัน
สุดเหวี่ยงเหมือนกัน

 

เป็นธรรมดาเวลาเกิดวิกฤตอะไรก็ตาม คนที่เป็นเจ้าของกิจการมักจะรู้ก่อน ไม่ว่าระดับเล็กหรือใหญ่
ในช่วงแรกๆที่รายได้บริษัทลด พนักงานหรือมนุษย์เงินเดือนจึงยังไม่ค่อยรู้ปัญหาเพราะเงินเดือนยังปกติ บางคนที่
ใจร้ายหน่อยอาจคิดแค่ว่า บริษัทจะแย่ก็ช่าง ยังไงเราก็ยังมีเงินเดือน (วะ) หรือถ้าบริษัทนี้เจ๊ง ค่อยไปหาบริษัทใหม่
ทำก็ได้ ไม่เห็นแคร์ มันเป็นปัญหาของนายทุนไม่ใช่ปัญหาของลูกจ้าง ?!?

 

กว่าพนักงานหรือมนุษย์เงินเดือนจะสนใจจริงๆว่าเกิดอะไรขึ้นในโลกใบใหญ่ก็ต่อเมื่อพิษภัยของวิกฤตนั้น
มากระทบกับโลกใบเล็กของตัวเอง ถูกลดโบนัส ลดเงินเดือน ลดเวลาทำงาน ถูกเลิกจ้า งซึ่งท้ายที่สุดก็จะกลายเป็น
วิกฤตต่อเนื่องหมุนวนซ้ำเติมไปสู่วิกฤตในโลกใบใหญ่อีกครั้ง เพราะกำลังซื้อและกำลังผ่อนส่งก็จะลดฮวบฮาบ
หรือหายไป

 

คำถามคือเราจะรับมือกับวิกฤตนี้ได้อย่างไร

 

เริ่มต้นด้วยการตั้งสติ ไม่ว่าจะเจอปัญหาระดับไหน สติต้องคุมให้อยู่ แล้วพิจารณาสถานการณ์ทั้งภายนอก
และภายในด้วยสายตาที่เป็นจริง ไม่คิดบวกเข้าข้างตัวเอง หรือคิดลบให้ตื่นตกใจ และเสียกำลังใจโดยใช่เหตุ 
สิ่งที่ต้องพิจารณาภายนอกคือ วิกฤตนั้นร้ายแรงขนาดไหนมีที่มาที่ไปจากอะไรมีผลกระทบอย่างไรกับใครบ้าง
และจะกระทบมาถึงตัวเราแค่ไหน มีระยะเวลายาวนานเท่าใด มีโอกาสอะไรซ่อนอยู่ในวิกฤตบ้าง และ
ในสถานการณ์แบบนี้ใครจะเป็นผู้ได้ประโยชน์

 

สิ่งที่ต้องพิจารณาภายในคือการวิเคราะห์สถานะทางเศรษฐกิจส่วนบุคคลประเมินรายรับรายจ่ายหนี้สินทรัพย์สิน และ
การลงทุนของตัวเองว่ามีความสมดุลหรือไม่สามารถประคองตัวได้นานแค่ไหนหากวิกฤตทำให้เราถึงขั้นตกงาน หรือ
สูญเสียรายได้ประจำในปัจจุบันควบคู่กับการพิจารณาศักยภาพ และต้นทุนภายในตัวเองว่าหากจะต้องเปลี่ยนช่องทาง
หารายได้หรือเพิ่มช่องทางหารายได้จะต้องทำอย่างไรมีความพร้อมแค่ไหนต้องศึกษาหาความรู้ หรือต้องดิ้นรนอะไร
เพิ่มเติมบ้าง

 

อย่าลืมตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นทิ้งไปให้หมด สำรวจข้าวของรอบตัว สิ่งใดที่เก็บไว้เฉยๆไม่เกิดประโยชน์ก็เอาไปขาย
เปลี่ยนให้เป็นเงิน แต่วิธีที่ปลอดภัยที่สุดในการแก้วิกฤตเศรษฐกิจส่วนบุคคล น่าจะเป็นวิธีการแบบอนุรักษ์นิยมสุดๆ
นั่นก็คือ การลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้ ท่องเอาไว้ว่า...ประหยัดหนึ่งบาท คือได้กำไรหนึ่งบาท

 

สำหรับคนที่ยังไม่มีภาระมาก ไม่มีครอบครัวของตัวเองต้องรับผิดชอบ ยังสามารถพึ่งพาครอบครัวพ่อแม่ได้
หากยังคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรในช่วงวิกฤต และมีกำลังทรัพย์ แนะนำให้ใช้ช่วงเวลา ศึกษาหาความรู้เพื่อพัฒนาตัวเอง
ไม่ว่าจะเป็นการเรียนต่อ (เพื่อให้ได้ความรู้จริงๆไม่ใช่เพื่อกระดาษใบเดียว) การฝึกภาษา การฝึกงานในบริษัทดีๆ
ยิ่งถ้าคุณสามารถเข้าไปฝึกงานที่ไหนได้โดยไม่หวังค่าตอบแทน ก็ยิ่งทำให้อะไรๆง่ายขึ้น สิ่งที่คุณจะได้ก็คือ ความรู้จริง
โอกาส และคอนเนคชั่นใหม่ๆ หรือหาคอร์สฝึกอบรมหรือฝึกตัวเองให้กลายเป็นคนที่เก่งและโดดเด่นในด้านใดด้านหนึ่งจริงๆ จะทำให้คุณมีแต้มต่อเหนือกว่าในระยะยาว

 

สำหรับคนที่มีภาระต้องรับผิดชอบ ต้องหาเงินมาหล่อเลี้ยงชีวิตแบบขาดไม่ได้และไม่มีครอบครัวของพ่อแม่เป็นแบ็คอัพ
คุณต้องยึดหลักตัดอวัยวะเพื่อรักษาชีวิตสิ่งใดที่เป็นภาระมากกว่าผลประโยชน์ สามารถตัดทิ้งได้ควรทิ้งไป คนที่มักจะได้โอกาสในวิกฤตคือคนที่มีเงินเก็บหรือมีแบ็คอัพดี เป็นช่วงที่คุณจะซื้อของได้ถูก จ้างคนได้ในราคาไม่แพง มีตัวเลือกให้ช้อปปิ้งเยอะ รวมถึงสามารถซื้อสินทรัพย์เพื่อการลงทุนได้ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าจริง

 

สิ่งหนึ่งที่หลายคนต้องยอมรับทั้งน้ำตาเมื่อวิกฤตแต่ละรอบผ่านมาและผ่านไปก็คือ ทุกวิกฤตทำให้คนแกร่งขึ้น ฉลาดขึ้น และรอบคอบขึ้น ไม่ว่าคุณจะเจอโอกาสในวิกฤต’ หรือวิกฤตในวิกฤตก็ขอให้สติปัญญา ความเข้มแข็งจงอยู่กับคุณตลอดเสมอ และขอให้คุณก้าวผ่านทุกวิกฤตไปได้อย่างปลอดภัย

 

Text: วรรณศิริ ศรีวราธนบูลย์

Edit: Paron Sujitjorn