INVESTMENT DIARY

ในแต่ละช่วงชีวิตหรือช่วงวัยของคนเรา คง มีไม่บ่อยนักที่เราควรจะต้องวางแผนล่วงหน้าอย่างรอบคอบ
ก่อนที่เดินทางเข้าสู่ช่วงเวลานั้นจริงๆ ต่างกับบางช่วงที่ใช้ชีวิตสบายๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก

 

ชีวิตวัยเด็กของคนส่วนใหญ่ เต็มไปด้วยกำลังกายกำลังใจ แวดล้อมไปด้วยความรัก ความเอาใจใส่
ช่วยเหลือจากคนที่เรารัก พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ครูบาอาจารย์ เราจึงไม่ต้องคิดอะไรมาก เพราะมีคนพร้อมจะคิดแทน
แก้ปัญหาแทนเราอยู่รอบตัวเต็มไปหมด จนบางทีถึงกับทำให้เราอึดอัด

 

ช่วงวัยรุ่น ถ้าเป็นสังคมไทยเราก็ยังไม่มีภาระอะไรมากนัก เพราะคนไทยเลี้ยงลูกนานกว่าฝรั่ง เด็กวัยรุ่นไทยส่วนมาก
จึงคิดแต่เรื่องเรียน เรื่องเพื่อนฝูง เรื่องแฟน เป็นช่วงที่ยังสนุกสนาน ไม่ต้องห่วงว่าจะต้องดูแลใคร แม้แต่ตัวเอง

 

พอเข้าสู่วัยหนุ่มสาวเรียนจบมีงานมีการทำ บางบ้านคนไทยพ่อแม่อาจจะยังเลี้ยงลูกอยู่ บางบ้านอาจจะเลิกเลี้ยงแล้ว
แต่ก็ยังไม่หวังจะพึ่งพาอะไรลูกมาก หวังแค่ลูกพึ่งตัวเองได้ไม่ต้องกลับมาขอเงินที่บ้านก็หรูแล้ว
พอลูกวัยทำงานทั้งหลายเริ่มจะตั้งตัวโฟกัสของการสร้างเนื้อสร้างตัว ก็มักไปที่การหาเงินมาดูแลชีวิตตัวเอง

 

ลองสังเกตดีๆ จะพบว่า ชีวิตในช่วงวัยหนุ่มสาวนั้นแบ่งออกได้เป็น 3 เฟส ถ้าคิดว่าเป็นช่วงระหว่าง 20-40 ปี
ช่วงต้นก็คือ 10 ปีแรกของการทำงานอาจเรียกได้ว่าเป็นช่วงค้นหาตัวเอง ซึ่งคนส่วนมากอาจเลือกเป็นพนักงาน
หรือลูกจ้างในหน่วยงานต่างๆ หาประสบการณ์หาเงิน หาโอกาส คนส่วนน้อยอาจเลือกทำธุรกิจของตัวเอง
บางคนอาจช่วยธุรกิจที่บ้าน

 

ช่วงที่สองจะสั้นกว่าช่วงแรก คืออายุระหว่าง 30-35 ปี ช่วงนี้เป็นช่วงตัดสินแล้วว่า ทางที่เราเลือกเดินนั้น
จะนำไปสู่ความสำเร็จได้หรือไม่ ความรู้สึกและผลลัพธ์ของอาชีพการงานที่เราทำอยู่ ณ วัย 35 มักเป็นตัวบอก
ว่าเราเกิดมาเพื่อสิ่งนี้หรือเปล่า เราจึงเห็นคนในวัยนี้เปลี่ยนงานบ่อยกว่าคนวัยอื่น มีทั้งเปลี่ยนเพื่อไปเป็นหัวหน้า
ในระดับเงินเดือนที่สูงกว่า หรือเปลี่ยนมาทำธุรกิจของตัวเอง เพราะความรู้ และประสบการณ์พร้อม

 

สถานะทางการเงิน และนิสัยการจัดการการเงินส่วนบุคคลของคนส่วนมากในช่วงวัย 35 จะเป็นตัวทำนาย
ได้ระดับหนึ่งว่าเขาหรือเธอเหล่านั้นจะมีความมั่นคงทางการเงินระดับไหนในอนาคตไปจนถึงยามแก่เฒ่า

 

คนวัย 35 บางคนที่จัดการการเงินได้ดี อาจมีสิ่งที่สังคมเรียกว่าความมั่นคงครบสมบูรณ์แล้ว คือไม่ต้องแบก
ภาระหนี้สิน เช่น มีบ้าน มีรถ ที่ผ่อนหมดแล้ว มีเงินเก็บออมเพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน มีเงินลงทุนในสินทรัพย์ประเภท
ต่างๆ และบางคนที่เก่งมากๆ อาจเริ่มมีสิ่งที่เรียกว่า PASSIVE INCOME บ้างแล้วในวัยนี้ มีผลประโยชน์จากการ
ใช้เงินทำงานในรูปแบบต่างๆ ออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรม เช่น มีเงินปันผลจากหุ้น กองทุน หรือค่าเช่าอสังหา
ที่ซื้อไว้เพื่อการลงทุน ฯลฯ คนพวกนี้มีแนวโน้มที่จะปลอดภัยทางการเงินในระยะยาวมากกว่าคนวัยเดียวกัน
ที่ยังจับอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้

 

ความหมายของการจัดการการเงินได้ดี ไม่ได้หมายถึงต้องมีรายได้เยอะ แต่หมายถึงสามารถทำให้ตัวเองมีเงินเหลือ
เก็บเยอะ มีรายรับมากกว่ารายจ่ายหลายๆเท่า มีสินทรัพย์เพื่อการลงทุนให้เงินทำงานแทนคนที่มีรายได้มาก
บางคนอาจไม่มีความมั่นคง เลยก็ได้หากไม่มีวิถีการจัดการทางการเงินที่ดี บางคนเคยมีรายได้เดือนละสามหมื่น
ใช้จ่ายเดือนละสองหมื่น มีเงินเก็บเดือนละหมื่น พอตำแหน่งสูงขึ้นมีรายได้เดือนละแสน แต่กลับมีรายจ่าย
เดือนละแสนสอง มีหนี้เดือนละสองหมื่น แม้ภาพชีวิตตอนเงินเดือนเยอะจะดูโก้หรูดีแต่ก็ลองคิดดูกันเอง
เองแล้วกันว่าชีวิตช่วงไหนจะเครียดกว่ากัน

คนอายุ 35 อาจมีหน้าที่ต้องดูแลพ่อแม่ญาติพี่น้อง และหน้าที่ดูแลอนาคตของตัวเองที่จะต้องคิดเผื่อไว้ถึง 3 รูปแบบ
คือ แบบอยู่คนเดียวไปตลอดชีวิต แบบที่มีครอบครัว มีคู่แต่ไม่ลูก  และการมีครอบครัวแบบจัดเต็ม ต้องมีลูกเต้า
ให้ดูแลส่งเสีย ซึ่งถือว่าเป็นช่วงวัยที่ต้องคิดหนัก แบกภาระหนัก มีเรื่องยากๆให้ต้องตัดสินใจ และเรื่องบางเรื่อง
ก็ตัดสินใจคนเดียวไม่ได้ เช่นเรื่องการมีครอบครัว มีลูก การเลี้ยงเด็กหนึ่งคนตั้งแต่อนุบาลไปจนจบมหาวิทยาลัย
ตามประสาคนชั้นกลาง ใช้เวลาประมาณ 20 ปี มีต้นทุนเริ่มต้นตั้งแต่ 2 ล้านไปจนถึง 20 ล้านบาท และบางคน
อาจจะต้องจ่ายมากกว่านั้น ถ้าเรียนนานาชาติ หรือไปเมืองนอก คำว่ามีลูกหนึ่งคนจนไปสิบปีหรือยี่สิบปี ไม่ใช่คำพูดที่เกินเลย

สมมุติว่าคุณอายุ 35 มีลูกสองคนเป็นแฝด คุณต้องเลี้ยงเด็กสองคนด้วยเงินเฉลี่ยเดือนละ 40,000 บาท
ปีละ 480,000 บาท ระยะเวลา 20 ปี คุณก็ต้องหาเงินได้ประมาณ 10,000,000 บาท เพื่อลูก บางคนอาจจะ
เลี้ยงลูกไปหาเงินไปเหมือนผ่อนรถ บางคนอาจรวบรวมเงินให้ได้ครบ 10 ล้านก่อน แล้วค่อยคิดจะมีลูก
ก็ลองเลือกดูว่าคุณจะชอบแบบไหน

แต่ปัญหาที่คนส่วนมากลืมคิด หรือไม่อยากคิดคือ สำหรับคนที่ชอบเลี้ยงลูกแบบผ่อนหรือซื้อของแบบผ่อน
ก็คือ ถ้าเกิดคุณตกงาน หรือเกิดเหตุร้ายอะไรทำให้หาเงินมาผ่อนต่อไม่ได้ จะทำอย่างไร ถ้าคุณขาดส่งบ้าน
ส่งรถ อย่างแย่ที่สุดก็คือโดนยึดของ โดนฟ้องล้มละลาย แต่ถ้าคุณไม่มีเงินเลี้ยงลูก
สิ่งที่แย่ที่สุดคืออะไร ใครเคยจินตนาการถึงสิ่งนี้บ้าง

พูดมาถึงตรงนี้....คนไม่มีลูกก็ยิ้ม สบายไป

ใครว่าวัยรุ่นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ วัย 35 เป็นยิ่งกว่าหัวเลี้ยวหัวต่อ แต่ไม่รู้จะเรียกว่าหัวอะไร
เพราะมีอะไรต่อมิอะไรให้ต้องคิดเต็มไปหมด

 

พอมาถึงช่วงที่สาม คือช่วงปลายของวัยหนุ่มสาว ระหว่าง 35-40 ปี ถึงสมัยนี้คนจะแก่ช้าลงกว่าแต่ก่อน
คนอายุ 40 ก็อาจดูดีเหมือนคนอายุ 28 ได้ไม่ยาก แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือสภาพความรู้สึกนึกคิดต่อตนเอง ต่อผู้อื่น
จะเปลี่ยนไป และแตกต่างกว่าคนในวัยยี่สิบกว่าๆอย่างชัดเจน คนไหนที่อายุ 40 แล้วยังคิดอะไรได้
เท่าคนอายุ 20 กว่าๆ นั้นอาจเข้าข่ายบุคคลมีปัญหาแล้วก็ได้ แต่ตัวเองอาจจะไม่รู้

 

ณ เฟสที่สุดท้ายของวัยหนุ่มสาว หน้าที่การงาน สถานะทางสังคม สถานะทางเศรษฐกิจในช่วงนี้
จะเป็นตัวตัดสินชัดๆแล้วว่าใครเป็นใครถ้าตัดสินด้วยทัศนะหยาบๆก็คือเป็นช่วงที่บอกว่า ชีวิตที่ผ่านมานั้น
สำเร็จหรือไม่สำเร็จโดยวัดจากสถานะทางสังคมและสถานะทางเศรษฐกิจเป็นหลัก

ถ้าคิดว่าที่ผ่านมาไม่สำเร็จการเริ่มต้นชีวิตใหม่หลังจากนี้อาจจะดูไม่เก๋สักเท่าไหร่ในสายตาคนรอบข้าง
ซึ่งถ้าคุณไม่แคร์ก็ไม่เป็นไร เพราะเจ้าของ KFC หรือเสี่ยตันอิชิตันก็มาได้ดี
เอาตอนเริ่มจะแก่หรือแก่ไปแล้วนี่เหมือนกันแต่ขอบอกว่านั่นคือหนึ่งในล้าน

คนหลังวัย 40 จนถึง 59 แม้จะยังสวยยังหล่อแค่ไหน ก็จะได้รับเกียรติให้เป็นวัยกลางคนส่วนช่วงหลังจาก
วัยกลางคนไปจนถึงตาย คือวัยชราถ้าคุณอยากใช้สองช่วงสุดท้ายของชีวิตให้มีความสุขประดุจการเฉลิมฉลอง
คุณต้องคิดก่อนใช้ และคิดล่วงหน้าก่อนยาวๆ ชีวิตที่ใช้แบบสบายๆไม่คิดมากในวัยทำงาน
อาจนำมาสู่บั้นปลายที่ต้องคิดหนัก


ก็อย่างที่รู้ๆกันนั่นแหละว่าเงินไม่ใช่ความสุขของชีวิตแต่ชีวิตที่ไม่มีเงินย่อมหาความสุขได้ยาก

 

 

 

Text: วรรณศิริ ศรีวราธนบูลย์                              อีเมล์: dp@dp-studio.com


YOU MIGHT LIKE !



INVESTMENT DIARY

ในแต่ละช่วงชีวิตหรือช่วงวัยของคนเรา คง มีไม่บ่อยนักที่เราควรจะต้องวางแผนล่วงหน้าอย่างรอบคอบ
ก่อนที่เดินทางเข้าสู่ช่วงเวลานั้นจริงๆ ต่างกับบางช่วงที่ใช้ชีวิตสบายๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก

 

ชีวิตวัยเด็กของคนส่วนใหญ่ เต็มไปด้วยกำลังกายกำลังใจ แวดล้อมไปด้วยความรัก ความเอาใจใส่
ช่วยเหลือจากคนที่เรารัก พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ครูบาอาจารย์ เราจึงไม่ต้องคิดอะไรมาก เพราะมีคนพร้อมจะคิดแทน
แก้ปัญหาแทนเราอยู่รอบตัวเต็มไปหมด จนบางทีถึงกับทำให้เราอึดอัด

 

ช่วงวัยรุ่น ถ้าเป็นสังคมไทยเราก็ยังไม่มีภาระอะไรมากนัก เพราะคนไทยเลี้ยงลูกนานกว่าฝรั่ง เด็กวัยรุ่นไทยส่วนมาก
จึงคิดแต่เรื่องเรียน เรื่องเพื่อนฝูง เรื่องแฟน เป็นช่วงที่ยังสนุกสนาน ไม่ต้องห่วงว่าจะต้องดูแลใคร แม้แต่ตัวเอง

 

พอเข้าสู่วัยหนุ่มสาวเรียนจบมีงานมีการทำ บางบ้านคนไทยพ่อแม่อาจจะยังเลี้ยงลูกอยู่ บางบ้านอาจจะเลิกเลี้ยงแล้ว
แต่ก็ยังไม่หวังจะพึ่งพาอะไรลูกมาก หวังแค่ลูกพึ่งตัวเองได้ไม่ต้องกลับมาขอเงินที่บ้านก็หรูแล้ว
พอลูกวัยทำงานทั้งหลายเริ่มจะตั้งตัวโฟกัสของการสร้างเนื้อสร้างตัว ก็มักไปที่การหาเงินมาดูแลชีวิตตัวเอง

 

ลองสังเกตดีๆ จะพบว่า ชีวิตในช่วงวัยหนุ่มสาวนั้นแบ่งออกได้เป็น 3 เฟส ถ้าคิดว่าเป็นช่วงระหว่าง 20-40 ปี
ช่วงต้นก็คือ 10 ปีแรกของการทำงานอาจเรียกได้ว่าเป็นช่วงค้นหาตัวเอง ซึ่งคนส่วนมากอาจเลือกเป็นพนักงาน
หรือลูกจ้างในหน่วยงานต่างๆ หาประสบการณ์หาเงิน หาโอกาส คนส่วนน้อยอาจเลือกทำธุรกิจของตัวเอง
บางคนอาจช่วยธุรกิจที่บ้าน

 

ช่วงที่สองจะสั้นกว่าช่วงแรก คืออายุระหว่าง 30-35 ปี ช่วงนี้เป็นช่วงตัดสินแล้วว่า ทางที่เราเลือกเดินนั้น
จะนำไปสู่ความสำเร็จได้หรือไม่ ความรู้สึกและผลลัพธ์ของอาชีพการงานที่เราทำอยู่ ณ วัย 35 มักเป็นตัวบอก
ว่าเราเกิดมาเพื่อสิ่งนี้หรือเปล่า เราจึงเห็นคนในวัยนี้เปลี่ยนงานบ่อยกว่าคนวัยอื่น มีทั้งเปลี่ยนเพื่อไปเป็นหัวหน้า
ในระดับเงินเดือนที่สูงกว่า หรือเปลี่ยนมาทำธุรกิจของตัวเอง เพราะความรู้ และประสบการณ์พร้อม

 

สถานะทางการเงิน และนิสัยการจัดการการเงินส่วนบุคคลของคนส่วนมากในช่วงวัย 35 จะเป็นตัวทำนาย
ได้ระดับหนึ่งว่าเขาหรือเธอเหล่านั้นจะมีความมั่นคงทางการเงินระดับไหนในอนาคตไปจนถึงยามแก่เฒ่า

 

คนวัย 35 บางคนที่จัดการการเงินได้ดี อาจมีสิ่งที่สังคมเรียกว่าความมั่นคงครบสมบูรณ์แล้ว คือไม่ต้องแบก
ภาระหนี้สิน เช่น มีบ้าน มีรถ ที่ผ่อนหมดแล้ว มีเงินเก็บออมเพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน มีเงินลงทุนในสินทรัพย์ประเภท
ต่างๆ และบางคนที่เก่งมากๆ อาจเริ่มมีสิ่งที่เรียกว่า PASSIVE INCOME บ้างแล้วในวัยนี้ มีผลประโยชน์จากการ
ใช้เงินทำงานในรูปแบบต่างๆ ออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรม เช่น มีเงินปันผลจากหุ้น กองทุน หรือค่าเช่าอสังหา
ที่ซื้อไว้เพื่อการลงทุน ฯลฯ คนพวกนี้มีแนวโน้มที่จะปลอดภัยทางการเงินในระยะยาวมากกว่าคนวัยเดียวกัน
ที่ยังจับอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้

 

ความหมายของการจัดการการเงินได้ดี ไม่ได้หมายถึงต้องมีรายได้เยอะ แต่หมายถึงสามารถทำให้ตัวเองมีเงินเหลือ
เก็บเยอะ มีรายรับมากกว่ารายจ่ายหลายๆเท่า มีสินทรัพย์เพื่อการลงทุนให้เงินทำงานแทนคนที่มีรายได้มาก
บางคนอาจไม่มีความมั่นคง เลยก็ได้หากไม่มีวิถีการจัดการทางการเงินที่ดี บางคนเคยมีรายได้เดือนละสามหมื่น
ใช้จ่ายเดือนละสองหมื่น มีเงินเก็บเดือนละหมื่น พอตำแหน่งสูงขึ้นมีรายได้เดือนละแสน แต่กลับมีรายจ่าย
เดือนละแสนสอง มีหนี้เดือนละสองหมื่น แม้ภาพชีวิตตอนเงินเดือนเยอะจะดูโก้หรูดีแต่ก็ลองคิดดูกันเอง
เองแล้วกันว่าชีวิตช่วงไหนจะเครียดกว่ากัน

คนอายุ 35 อาจมีหน้าที่ต้องดูแลพ่อแม่ญาติพี่น้อง และหน้าที่ดูแลอนาคตของตัวเองที่จะต้องคิดเผื่อไว้ถึง 3 รูปแบบ
คือ แบบอยู่คนเดียวไปตลอดชีวิต แบบที่มีครอบครัว มีคู่แต่ไม่ลูก  และการมีครอบครัวแบบจัดเต็ม ต้องมีลูกเต้า
ให้ดูแลส่งเสีย ซึ่งถือว่าเป็นช่วงวัยที่ต้องคิดหนัก แบกภาระหนัก มีเรื่องยากๆให้ต้องตัดสินใจ และเรื่องบางเรื่อง
ก็ตัดสินใจคนเดียวไม่ได้ เช่นเรื่องการมีครอบครัว มีลูก การเลี้ยงเด็กหนึ่งคนตั้งแต่อนุบาลไปจนจบมหาวิทยาลัย
ตามประสาคนชั้นกลาง ใช้เวลาประมาณ 20 ปี มีต้นทุนเริ่มต้นตั้งแต่ 2 ล้านไปจนถึง 20 ล้านบาท และบางคน
อาจจะต้องจ่ายมากกว่านั้น ถ้าเรียนนานาชาติ หรือไปเมืองนอก คำว่ามีลูกหนึ่งคนจนไปสิบปีหรือยี่สิบปี ไม่ใช่คำพูดที่เกินเลย

สมมุติว่าคุณอายุ 35 มีลูกสองคนเป็นแฝด คุณต้องเลี้ยงเด็กสองคนด้วยเงินเฉลี่ยเดือนละ 40,000 บาท
ปีละ 480,000 บาท ระยะเวลา 20 ปี คุณก็ต้องหาเงินได้ประมาณ 10,000,000 บาท เพื่อลูก บางคนอาจจะ
เลี้ยงลูกไปหาเงินไปเหมือนผ่อนรถ บางคนอาจรวบรวมเงินให้ได้ครบ 10 ล้านก่อน แล้วค่อยคิดจะมีลูก
ก็ลองเลือกดูว่าคุณจะชอบแบบไหน

แต่ปัญหาที่คนส่วนมากลืมคิด หรือไม่อยากคิดคือ สำหรับคนที่ชอบเลี้ยงลูกแบบผ่อนหรือซื้อของแบบผ่อน
ก็คือ ถ้าเกิดคุณตกงาน หรือเกิดเหตุร้ายอะไรทำให้หาเงินมาผ่อนต่อไม่ได้ จะทำอย่างไร ถ้าคุณขาดส่งบ้าน
ส่งรถ อย่างแย่ที่สุดก็คือโดนยึดของ โดนฟ้องล้มละลาย แต่ถ้าคุณไม่มีเงินเลี้ยงลูก
สิ่งที่แย่ที่สุดคืออะไร ใครเคยจินตนาการถึงสิ่งนี้บ้าง

พูดมาถึงตรงนี้....คนไม่มีลูกก็ยิ้ม สบายไป

ใครว่าวัยรุ่นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ วัย 35 เป็นยิ่งกว่าหัวเลี้ยวหัวต่อ แต่ไม่รู้จะเรียกว่าหัวอะไร
เพราะมีอะไรต่อมิอะไรให้ต้องคิดเต็มไปหมด

 

พอมาถึงช่วงที่สาม คือช่วงปลายของวัยหนุ่มสาว ระหว่าง 35-40 ปี ถึงสมัยนี้คนจะแก่ช้าลงกว่าแต่ก่อน
คนอายุ 40 ก็อาจดูดีเหมือนคนอายุ 28 ได้ไม่ยาก แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือสภาพความรู้สึกนึกคิดต่อตนเอง ต่อผู้อื่น
จะเปลี่ยนไป และแตกต่างกว่าคนในวัยยี่สิบกว่าๆอย่างชัดเจน คนไหนที่อายุ 40 แล้วยังคิดอะไรได้
เท่าคนอายุ 20 กว่าๆ นั้นอาจเข้าข่ายบุคคลมีปัญหาแล้วก็ได้ แต่ตัวเองอาจจะไม่รู้

 

ณ เฟสที่สุดท้ายของวัยหนุ่มสาว หน้าที่การงาน สถานะทางสังคม สถานะทางเศรษฐกิจในช่วงนี้
จะเป็นตัวตัดสินชัดๆแล้วว่าใครเป็นใครถ้าตัดสินด้วยทัศนะหยาบๆก็คือเป็นช่วงที่บอกว่า ชีวิตที่ผ่านมานั้น
สำเร็จหรือไม่สำเร็จโดยวัดจากสถานะทางสังคมและสถานะทางเศรษฐกิจเป็นหลัก

ถ้าคิดว่าที่ผ่านมาไม่สำเร็จการเริ่มต้นชีวิตใหม่หลังจากนี้อาจจะดูไม่เก๋สักเท่าไหร่ในสายตาคนรอบข้าง
ซึ่งถ้าคุณไม่แคร์ก็ไม่เป็นไร เพราะเจ้าของ KFC หรือเสี่ยตันอิชิตันก็มาได้ดี
เอาตอนเริ่มจะแก่หรือแก่ไปแล้วนี่เหมือนกันแต่ขอบอกว่านั่นคือหนึ่งในล้าน

คนหลังวัย 40 จนถึง 59 แม้จะยังสวยยังหล่อแค่ไหน ก็จะได้รับเกียรติให้เป็นวัยกลางคนส่วนช่วงหลังจาก
วัยกลางคนไปจนถึงตาย คือวัยชราถ้าคุณอยากใช้สองช่วงสุดท้ายของชีวิตให้มีความสุขประดุจการเฉลิมฉลอง
คุณต้องคิดก่อนใช้ และคิดล่วงหน้าก่อนยาวๆ ชีวิตที่ใช้แบบสบายๆไม่คิดมากในวัยทำงาน
อาจนำมาสู่บั้นปลายที่ต้องคิดหนัก


ก็อย่างที่รู้ๆกันนั่นแหละว่าเงินไม่ใช่ความสุขของชีวิตแต่ชีวิตที่ไม่มีเงินย่อมหาความสุขได้ยาก

 

 

 

Text: วรรณศิริ ศรีวราธนบูลย์                              อีเมล์: dp@dp-studio.com