INVESTMENT DIARY : งบดุลส่วนบุคล...งบดุลชีวิต

 ชีวิตคือการผจญภัย นักผจญภัยที่ประสบความสำเร็จกลับมาเล่าขานเรื่องราวในฐานะวีรบุรุษ คือนักผจญภัย

ที่มีความพร้อม นอกเหนือจากการเตรียมเครื่องมือเครื่องใช้และอาวุธครบมือ การรู้จักตัวเอง เข้าใจศักยภาพ
จุดอ่อน จุดแข็งของตัวเองเป็นอย่างดี ล้วนเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าคุณจะเป็นชาวประมงที่กำลังจะออกหาปลา หรือ
แสวงหาความมั่งคั่งในชีวิต

การประเมินความเป็นไปได้การคิดคำนวณเรื่องตัวเลขเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ เกิดขึ้นในสมองคนเราทุกวัน
ไม่เว้นแม้แต่คนขอทานข้างถนนก็ต้องพยายามจัดสมดุลให้เงินที่ขอได้เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่าย สิ่งที่จำเป็นที่สุด
ไม่ว่าในระดับปัจเจกบุคคล หรือบริษัทมหาชนหมื่นล้าน ก็คือการทำบัญชี เพราะจะทำให้ผู้ประกอบการ หรือเจ้าของ
เงินรู้ว่าธุรกิจของตัวเองมีกำลังวังชามากแค่ไหนมีทรัพย์สินอะไรอยู่ในมือ มูลค่าเท่าไรต้องหาเพิ่มเท่าไร มีรายรับ
รายจ่ายหนี้สินเท่าไรลงทุนอะไรไปบ้างและผลตอบแทนที่ได้เป็นอย่างไร


ในการทำธุรกิจนั้นการทำบัญชีงบดุลเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในระดับคนทั่วไปกลับถูกละเลย เพราะชอบคิดมึนๆ
กันไปเองว่าจำเอาก็ได้วะไม่เห็นต้องจด เงินเราก็ไม่ได้เยอะแยะค่าใช้จ่ายต่างๆ ในชีวิตเราก็ไม่ได้ซับซ้อนถึงขนาดต้อง
ทำงบดุลซึ่งเป็นความคิดที่ผิดมหันต์

 

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบทำบัญชี ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะเหงาหรือโดดเดี่ยว เพราะคนที่ไม่ชอบทำบัญชี
เป็นคนส่วนใหญ่ในสังคม พวกนี้จะมีชีวิตอยู่ตรงช่วงฐานขึ้นมาถึงช่วงกลางๆของปีระมิด และคนเหล่านี้แหละ
ที่ทำงานหนักหาเงินงกๆ ตลอดปีตลอดชาติ ควบคู่กับการใช้จ่ายโน่นนิดนี่หน่อยไปเรื่อย ในธนาคารอาจมี
เงินสดเหลือพอขลุกขลิก ทำให้เกิดภาพลวงตา คิดเข้าข้างตัวเองไปว่าฐานะเราน่าจะโอเค แต่พอวันดีคืนดี
เกิดอยากลงทุนทำอะไรดีๆ หรือมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น ทำให้ต้องใช้เงินสดก้อนใหญ่ กลับตอบตัวเองและ
คนรอบข้างไม่ได้ว่า ทำงานแทบตาย เงินหายไปไหนหมด !!

 

แน่นอนว่า การตอบตัวเองไม่ได้หลังทำงานหนักมานานว่า ทำไมเงินไม่เหลือ ย่อมเป็นฝันร้าย ณ จุดนี้ คุณอาจ
อนุญาตให้ตัวเองเศร้า สับสน จน เครียด จมดิ่งอยู่กับฝันร้ายสักสิบห้านาที แต่หลังจากนั้น สิ่งที่คุณควรทำ
เป็นลำดับแรก โดยไม่ต้องรีรอ ก็คือการตรวจสภาพ ก่อนลงมือซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของสถานะการเงินก็คือ
การทำงบดุลส่วนบุคคล

 

คนจะรวยหรือจน ดูกันตรงนี้

การทำงบดุลส่วนบุคคลอย่างง่ายๆ คือการกำหนดให้ตัวเลขสมการบัญชีด้านซ้ายขวาสมดุลกันตามสูตรนี้

 

สินทรัพย์หนี้สิน = ความมั่งคั่ง

 

เริ่มต้นจากการสำรวจทรัพย์สินว่า ตอนนี้คุณมีสินทรัพย์’ (Assets) อะไรติดตัวอยู่จริงๆ บ้าง หรือมีของสะสม
ราคาแพงอะไรที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้ โดยสิ่งนั้นต้องเป็นของคุณอย่างสมบูรณ์ นำมาประเมินตามมูลค่าตลาด
ดูว่า ถ้าคุณจำเป็นต้องปล่อยขายสินทรัพย์พวกนี้ จะได้เป็นเงินเท่าไร โดยแบ่งประเภทสินทรัพย์ออกเป็นแบบต่างๆ ได้แก่

 

  • สินทรัพย์สภาพคล่อง หมายถึง เงินสด หรือ สิ่งที่มีค่าเท่ากับเงิน เปลี่ยนเป็นเงินได้ทันที มูลค่าไม่เปลี่ยนมาก

 

  • สินทรัพย์ลงทุน หมายถึงทรัพย์สินที่เก็บไว้แล้วให้ผลตอบแทนงอกเงย ถือเป็นการลงทุน เช่น หุ้น ตราสารหนี้
    กองทุน ประกันชีวิต รวมถึงพวกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และที่ดิน (แต่ไม่ใช่ที่ดินที่คุณปลูกบ้านอยู่)

 

  • สินทรัพย์ใช้สอยส่วนบุคคล หมายถึงทรัพย์สินที่มีอยู่แต่ก็ต้องใช้ด้วย เช่น รถ บ้าน ของใช้ เครื่องประดับ ของสะสม
    สามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้ในยามขัดสน อาจจะต้องยอมขายต่ำกว่าที่ซื้อมา แต่ก็ยังขายได้

 

  • สินทรัพย์อื่นๆ หมายถึง ทรัพย์สินอื่นที่ไม่เข้าข่ายสามประเภทแรก เช่น ค่าลิขสิทธิ์ หรือหุ้นในธุรกิจ

 

สินทรัพย์ทั้งหลายที่ว่ามานี้ ไม่นับรวมรายได้จากการทำงานหรือรายได้ในอนาคต ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน
เพราะคุณอาจตกงาน ป่วย พิการ หรือเจ๊ง  ห้ามเอาเงินในอนาคตหรือในฝันมานับเป็นสินทรัพย์อย่างเด็ดขาด
เพราะมันไม่ใช่ 

 

หลังจากสำรวจสินทรัพย์แล้ว คนสำรวจจะเกิดอาการสองแบบแบบแรกคือ ดีใจคิดว่าตัวเองนี่รวยเป็นบ้า
โดยมากจะเป็นพวกที่มีสภาพคล่องเยอะกับสินทรัพย์ลงทุนเยอะ ส่วนแบบที่สองคือ หดหู่ เพราะมีสินทรัพย์ใช้สอย
ส่วนบุคคลเยอะ คือสมบัติบ้าเต็มบ้าน แต่เวลาขายต้องยอมปล่อยในราคาต่ำกว่าทุน แทบไม่มีอะไรที่จัดว่าเป็นสินทรัพย์ชั้นดีได้เลย

 

ลำดับต่อไปคือการสำรวจหนี้สิน ขั้นตอนนี้มักทำให้เครียดหนักยิ่งกว่าขั้นตอนสำรวจสินทรัพย์ ก่อนอื่นต้องทำใจ
ให้เข้มแข็งเอาไว้ และยอมรับความจริงให้ได้ หนี้สินแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ

 

  • หนี้สินหมุนเวียน หมายถึงพวกค่าใช้จ่ายทั้งหลาย ซึ่งมีเงื่อนไขว่า ต้องจ่ายชำระภายใน 1 ปี
    เช่น พวกรายจ่ายประจำเดือน ค่ากิน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าบ้าน ค่าบัตรเครดิต ค่าประกันสุขภาพ
    ค่าประกันชีวิต ค่าเทอมฯลฯ

 

  • หนี้สินระยะยาว หมายถึงหนี้ก้อนโตๆผ่อนยาวเกิน 1 ปี เช่น ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ หรือหนี้เงินกู้
    ที่ผ่อนนานกว่า 1 ปีถือเป็นหนี้ระยะยาว

 

พอสำรวจครบถ้วนทั้ง สินทรัพย์ และ หนี้สินแล้ว ก็เอามาเข้าสมการงบดุลเลย โดยเอา สินทรัพย์ ลบ หนี้สิน
เราก็จะได้ผลลัพธ์ออกมาเป็น ความมั่งคั่งสุทธิ งบดุลนี้ ไม่ใช่ว่าทำครั้งเดียวแล้วใช้ไปได้ทั้งปีทั้งชาติ ต้องทำ
อย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ ถ้าใครขยันหน่อยอาจจะทำย่อยเป็นรายไตรมาส หรือถ้าว่างทำทุกเดือนก็ยิ่งดี 
สมมุติว่าวันนี้คุณมีสินทรัพย์ทุกประเภทมูลค่ารวมกัน 50 ล้านบาท มีหนี้สินหมุนเวียนหรือค่าใช้จ่ายประจำใน
หนึ่งปีประมาณ 1 ล้านบาท และมีหนี้ระยะยาวเป็นค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถประมาณ 20 ล้านบาท หากคุณมอง
การณ์ไกลแล้วเห็นว่า ในอนาคตดอกเบี้ยเงินกู้อาจสูงขึ้น คุณจึงตัดสินใจปลดหนี้ระยะยาวแบบฉับพลันให้หมด
ในปีเดียวแทนที่จะผ่อนนานๆ ภาระหนี้สินระยะยาวของคุณหมดไป สินทรัพย์ของคุณจะลดลงฮวบฮาบ แต่
ความมั่งคั่งในปีนี้ของคุณเท่าเดิม สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ สินทรัพย์ที่นำมาชำระหนี้ ไม่ควรเป็นสินทรัพย์ลงทุน
ทางที่ดีควรเป็นสินทรัพย์ที่เกิดจากผลกำไร หรือเป็นสภาพคล่องที่มั่นใจได้ว่า จะมีทรัพย์ใหม่ๆเข้ามาทดแทน
อย่างสม่ำเสมอในอนาคต ซึ่งการที่ได้เริ่มสำรวจตัวเองด้วยการทำ งบดุลส่วนบุคคลถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้
คุณรู้ถึงความพร้อมของตัวเอง
ก่อนออกผจญภัยในโลกการเงินและการลงทุนได้อย่างมั่นใจ

 

Text: วรรณศิริ ศรีวราธนบูลย์


YOU MIGHT LIKE !



INVESTMENT DIARY : งบดุลส่วนบุคล...งบดุลชีวิต

 ชีวิตคือการผจญภัย นักผจญภัยที่ประสบความสำเร็จกลับมาเล่าขานเรื่องราวในฐานะวีรบุรุษ คือนักผจญภัย

ที่มีความพร้อม นอกเหนือจากการเตรียมเครื่องมือเครื่องใช้และอาวุธครบมือ การรู้จักตัวเอง เข้าใจศักยภาพ
จุดอ่อน จุดแข็งของตัวเองเป็นอย่างดี ล้วนเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าคุณจะเป็นชาวประมงที่กำลังจะออกหาปลา หรือ
แสวงหาความมั่งคั่งในชีวิต

การประเมินความเป็นไปได้การคิดคำนวณเรื่องตัวเลขเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ เกิดขึ้นในสมองคนเราทุกวัน
ไม่เว้นแม้แต่คนขอทานข้างถนนก็ต้องพยายามจัดสมดุลให้เงินที่ขอได้เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่าย สิ่งที่จำเป็นที่สุด
ไม่ว่าในระดับปัจเจกบุคคล หรือบริษัทมหาชนหมื่นล้าน ก็คือการทำบัญชี เพราะจะทำให้ผู้ประกอบการ หรือเจ้าของ
เงินรู้ว่าธุรกิจของตัวเองมีกำลังวังชามากแค่ไหนมีทรัพย์สินอะไรอยู่ในมือ มูลค่าเท่าไรต้องหาเพิ่มเท่าไร มีรายรับ
รายจ่ายหนี้สินเท่าไรลงทุนอะไรไปบ้างและผลตอบแทนที่ได้เป็นอย่างไร


ในการทำธุรกิจนั้นการทำบัญชีงบดุลเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในระดับคนทั่วไปกลับถูกละเลย เพราะชอบคิดมึนๆ
กันไปเองว่าจำเอาก็ได้วะไม่เห็นต้องจด เงินเราก็ไม่ได้เยอะแยะค่าใช้จ่ายต่างๆ ในชีวิตเราก็ไม่ได้ซับซ้อนถึงขนาดต้อง
ทำงบดุลซึ่งเป็นความคิดที่ผิดมหันต์

 

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบทำบัญชี ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะเหงาหรือโดดเดี่ยว เพราะคนที่ไม่ชอบทำบัญชี
เป็นคนส่วนใหญ่ในสังคม พวกนี้จะมีชีวิตอยู่ตรงช่วงฐานขึ้นมาถึงช่วงกลางๆของปีระมิด และคนเหล่านี้แหละ
ที่ทำงานหนักหาเงินงกๆ ตลอดปีตลอดชาติ ควบคู่กับการใช้จ่ายโน่นนิดนี่หน่อยไปเรื่อย ในธนาคารอาจมี
เงินสดเหลือพอขลุกขลิก ทำให้เกิดภาพลวงตา คิดเข้าข้างตัวเองไปว่าฐานะเราน่าจะโอเค แต่พอวันดีคืนดี
เกิดอยากลงทุนทำอะไรดีๆ หรือมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น ทำให้ต้องใช้เงินสดก้อนใหญ่ กลับตอบตัวเองและ
คนรอบข้างไม่ได้ว่า ทำงานแทบตาย เงินหายไปไหนหมด !!

 

แน่นอนว่า การตอบตัวเองไม่ได้หลังทำงานหนักมานานว่า ทำไมเงินไม่เหลือ ย่อมเป็นฝันร้าย ณ จุดนี้ คุณอาจ
อนุญาตให้ตัวเองเศร้า สับสน จน เครียด จมดิ่งอยู่กับฝันร้ายสักสิบห้านาที แต่หลังจากนั้น สิ่งที่คุณควรทำ
เป็นลำดับแรก โดยไม่ต้องรีรอ ก็คือการตรวจสภาพ ก่อนลงมือซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของสถานะการเงินก็คือ
การทำงบดุลส่วนบุคคล

 

คนจะรวยหรือจน ดูกันตรงนี้

การทำงบดุลส่วนบุคคลอย่างง่ายๆ คือการกำหนดให้ตัวเลขสมการบัญชีด้านซ้ายขวาสมดุลกันตามสูตรนี้

 

สินทรัพย์หนี้สิน = ความมั่งคั่ง

 

เริ่มต้นจากการสำรวจทรัพย์สินว่า ตอนนี้คุณมีสินทรัพย์’ (Assets) อะไรติดตัวอยู่จริงๆ บ้าง หรือมีของสะสม
ราคาแพงอะไรที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้ โดยสิ่งนั้นต้องเป็นของคุณอย่างสมบูรณ์ นำมาประเมินตามมูลค่าตลาด
ดูว่า ถ้าคุณจำเป็นต้องปล่อยขายสินทรัพย์พวกนี้ จะได้เป็นเงินเท่าไร โดยแบ่งประเภทสินทรัพย์ออกเป็นแบบต่างๆ ได้แก่

 

  • สินทรัพย์สภาพคล่อง หมายถึง เงินสด หรือ สิ่งที่มีค่าเท่ากับเงิน เปลี่ยนเป็นเงินได้ทันที มูลค่าไม่เปลี่ยนมาก

 

  • สินทรัพย์ลงทุน หมายถึงทรัพย์สินที่เก็บไว้แล้วให้ผลตอบแทนงอกเงย ถือเป็นการลงทุน เช่น หุ้น ตราสารหนี้
    กองทุน ประกันชีวิต รวมถึงพวกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และที่ดิน (แต่ไม่ใช่ที่ดินที่คุณปลูกบ้านอยู่)

 

  • สินทรัพย์ใช้สอยส่วนบุคคล หมายถึงทรัพย์สินที่มีอยู่แต่ก็ต้องใช้ด้วย เช่น รถ บ้าน ของใช้ เครื่องประดับ ของสะสม
    สามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้ในยามขัดสน อาจจะต้องยอมขายต่ำกว่าที่ซื้อมา แต่ก็ยังขายได้

 

  • สินทรัพย์อื่นๆ หมายถึง ทรัพย์สินอื่นที่ไม่เข้าข่ายสามประเภทแรก เช่น ค่าลิขสิทธิ์ หรือหุ้นในธุรกิจ

 

สินทรัพย์ทั้งหลายที่ว่ามานี้ ไม่นับรวมรายได้จากการทำงานหรือรายได้ในอนาคต ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน
เพราะคุณอาจตกงาน ป่วย พิการ หรือเจ๊ง  ห้ามเอาเงินในอนาคตหรือในฝันมานับเป็นสินทรัพย์อย่างเด็ดขาด
เพราะมันไม่ใช่ 

 

หลังจากสำรวจสินทรัพย์แล้ว คนสำรวจจะเกิดอาการสองแบบแบบแรกคือ ดีใจคิดว่าตัวเองนี่รวยเป็นบ้า
โดยมากจะเป็นพวกที่มีสภาพคล่องเยอะกับสินทรัพย์ลงทุนเยอะ ส่วนแบบที่สองคือ หดหู่ เพราะมีสินทรัพย์ใช้สอย
ส่วนบุคคลเยอะ คือสมบัติบ้าเต็มบ้าน แต่เวลาขายต้องยอมปล่อยในราคาต่ำกว่าทุน แทบไม่มีอะไรที่จัดว่าเป็นสินทรัพย์ชั้นดีได้เลย

 

ลำดับต่อไปคือการสำรวจหนี้สิน ขั้นตอนนี้มักทำให้เครียดหนักยิ่งกว่าขั้นตอนสำรวจสินทรัพย์ ก่อนอื่นต้องทำใจ
ให้เข้มแข็งเอาไว้ และยอมรับความจริงให้ได้ หนี้สินแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ

 

  • หนี้สินหมุนเวียน หมายถึงพวกค่าใช้จ่ายทั้งหลาย ซึ่งมีเงื่อนไขว่า ต้องจ่ายชำระภายใน 1 ปี
    เช่น พวกรายจ่ายประจำเดือน ค่ากิน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าบ้าน ค่าบัตรเครดิต ค่าประกันสุขภาพ
    ค่าประกันชีวิต ค่าเทอมฯลฯ

 

  • หนี้สินระยะยาว หมายถึงหนี้ก้อนโตๆผ่อนยาวเกิน 1 ปี เช่น ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ หรือหนี้เงินกู้
    ที่ผ่อนนานกว่า 1 ปีถือเป็นหนี้ระยะยาว

 

พอสำรวจครบถ้วนทั้ง สินทรัพย์ และ หนี้สินแล้ว ก็เอามาเข้าสมการงบดุลเลย โดยเอา สินทรัพย์ ลบ หนี้สิน
เราก็จะได้ผลลัพธ์ออกมาเป็น ความมั่งคั่งสุทธิ งบดุลนี้ ไม่ใช่ว่าทำครั้งเดียวแล้วใช้ไปได้ทั้งปีทั้งชาติ ต้องทำ
อย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ ถ้าใครขยันหน่อยอาจจะทำย่อยเป็นรายไตรมาส หรือถ้าว่างทำทุกเดือนก็ยิ่งดี 
สมมุติว่าวันนี้คุณมีสินทรัพย์ทุกประเภทมูลค่ารวมกัน 50 ล้านบาท มีหนี้สินหมุนเวียนหรือค่าใช้จ่ายประจำใน
หนึ่งปีประมาณ 1 ล้านบาท และมีหนี้ระยะยาวเป็นค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถประมาณ 20 ล้านบาท หากคุณมอง
การณ์ไกลแล้วเห็นว่า ในอนาคตดอกเบี้ยเงินกู้อาจสูงขึ้น คุณจึงตัดสินใจปลดหนี้ระยะยาวแบบฉับพลันให้หมด
ในปีเดียวแทนที่จะผ่อนนานๆ ภาระหนี้สินระยะยาวของคุณหมดไป สินทรัพย์ของคุณจะลดลงฮวบฮาบ แต่
ความมั่งคั่งในปีนี้ของคุณเท่าเดิม สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ สินทรัพย์ที่นำมาชำระหนี้ ไม่ควรเป็นสินทรัพย์ลงทุน
ทางที่ดีควรเป็นสินทรัพย์ที่เกิดจากผลกำไร หรือเป็นสภาพคล่องที่มั่นใจได้ว่า จะมีทรัพย์ใหม่ๆเข้ามาทดแทน
อย่างสม่ำเสมอในอนาคต ซึ่งการที่ได้เริ่มสำรวจตัวเองด้วยการทำ งบดุลส่วนบุคคลถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้
คุณรู้ถึงความพร้อมของตัวเอง
ก่อนออกผจญภัยในโลกการเงินและการลงทุนได้อย่างมั่นใจ

 

Text: วรรณศิริ ศรีวราธนบูลย์