"CAR OF THE YEARS 2019" ยนตรกรรมยอดเยี่ยมใหม่เอี่ยมมาแล้ว

เป้าหมายสูงสุดของการแข่งขันย่อมหนีไม่พ้นรางวัลสำหรับผู้ชนะ ในความหมายหนึ่งชัยชนะคือการพิสูจน์ว่าตัวเองคือที่สุด และอีกหลายความหมายชัยชนะมีอะไรพิเศษไปกว่าคำว่าแพ้ชนะ สิ่งเหล่านี้ทำให้ทุกๆ สนามแข่งขันช่างหอมหวาน เย้ายวนใจให้ผู้ท้าทายหน้าใหม่ๆ ปีนป่ายขึ้นมาทดสอบด้วยตัวเองเสมอ ความหอมหวานที่ว่านี้กระจายลงไปสู่ทุกๆ กิจกรรมไม่ว่าระหว่างคนด้วยกันหรือแม้แต่สงครามค่ายรถยนต์

 

 

Car of The Years คือถ้วยรางวัลในสนามแข่งขันระหว่างค่ายรถแต่ละแบรนด์ เพื่อมอบให้กับผู้ผลิตรถที่สร้างความตื่นตาตื่นใจแก่ผู้คนได้มากที่สุดในปีนั้นๆ รถสวยรถแพงอาจจะไม่ได้แซงหน้ารถดีเสมอไป คำถามคือแล้วใครล่ะเป็นผู้ตัดสินว่ารถคันไหนดีไม่ดีเหมาะจะได้ที่นั่งบนบัลลังก์ไปตลอดปี คำถามนี้ผมคงได้แต่ต้องตอบกว้างๆ ว่าอยู่ที่คำตัดสินของประเทศนั้นๆ เพราะส่วนใหญ่แล้วเขาจะใช้ผู้สื่อข่าวอาวุโสหรือคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียในวงการรถยนต์เป็นหลัก อารมณ์เหมือนกับให้นักวิจารณ์หนังเก๋าๆ หรือดาราอาวุโสมานั่งแท่นกรรมการตัดสินนั่นแหละครับ

 

สำหรับรางวัลก็มีแบ่งไปตามเซกเมนต์ของรถยนต์แต่ละประเภท อยู่ที่ใครงัดไม้เด็ดออกมาถูกใจกรรมการมากกว่ากัน สำหรับในปี 2019 นี้มีหลายเวทีประกาศรางวัล Car of The Years มาแล้ว (รวมถึงประเทศไทย) และอีกหลายเวทียังไม่ได้สรุปผล เราเองจึงขอยกเอาตามใจตนสำหรับรถยนต์ 3 คันที่ถูกใจสำนักเอสไควร์เป็นพิเศษ ไล่ตั้งแต่รางวัลที่สุดในรุ่นประจำปี รางวัลรถดีไซน์ยอดเยี่ยมและรถยนต์พลังงานไฟฟ้าน่าจับตาเป็นพิเศษในปีนี้

 

Car of the Year

จากัวร์ ไอ-เพซ เป็นรถที่ทุกเสียงยอมรับในเรื่องประสิทธิภาพ การใช้งานและฟังก์ชั่นทุกอย่างเพียบพร้อม รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบ 100% (EV) เพิ่งกวาดรางวัล Car of the Year ในเวทียุโรปมาหมาดๆ พร้อมด้วยภาพของรถไฟฟ้าที่มุดน้ำกว่าครึ่งคันแล้วขับลุย จะไต่ทางลาดชันแบบออฟโร้ดก็ไม่หวั่น นี่คือมิติใหม่ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแพงที่สุดในประเทศไทยก็ว่าได้

 

 

 

จากัวร์ ไอ-เพซ ขับเคลื่อนสี่ล้อคือข้อดีข้อแรก ด้วยการผสานมอเตอร์สองตัวคู่หน้าและหลัง ประกอบกับจุดศูนย์ถ่วงต่ำทำให้ควบคุมรถได้ง่าย มาพร้อมขุมพลังสองมอเตอร์ให้กำลังสูงสุดกว่า 400 แรงม้า ด้วยแรงบิดมหาศาลทำให้รถไฟฟ้าหน้าละอ่อนคันนี้คำรามได้ดีไม่แพ้ลูกพี่ซูเปอร์คาร์ ข้อดีต่อมาคือความจุแบตเตอรี่ที่ขับเคลื่อนได้ไกลกว่า 470 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง นอกจากน้ำหนักของแบตเตอรี่ที่เบาขึ้นแล้วยังชาร์จไฟได้ไวขึ้นเมื่อใช้เครื่องอัดประจุไฟฟ้ากระแสตรงภายในเวลา 20-40 นาที และเครื่องประจุไฟฟ้ากระแสสลับประมาณ 10 ชั่วโมง

 

เครื่องยนต์ แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน 90 กิโลวัตต์/ชั่วโมง

ความเร็วสูงสุด 400 แรงม้า

แรงบิดสูงสุด 696 นิวตันเมตร

ระยะการวิ่ง 470 กิโลเมตร/การชาร์จไฟ 1 ครั้ง

ราคา 5.499 ล้านบาท

 

 

คำถามสุดท้ายที่คนใช้รถไฟฟ้าน่าจะเป็นกังวลกันคือสถานีชาร์จไฟ ต้องบอกก่อนเลยว่าทุกวันนี้มีสถานีชาร์จไฟมากกว่า 400 สถานีโดยบริษัท EA Anywhere อาจไม่ได้ครอบคลุมทุกจังหวัด แต่ด้วยขนาดความจุแบตเตอรี่ก็พอจะช่วยให้คุณไปมาละแวกเมืองหลวงได้สะดวกสบายไม่แพ้เครื่องยนต์ปกติ พร้อมด้วยการรับประกันแบตเตอรี่นานกว่า 8 ปีที่ 160,000 กิโลเมตร ก็อุ่นใจได้นานพอที่ประเทศนี้จะก้าวทันโลก (มั้ง)  

 

Car Design of the Year 

รถคันนี้ยอมรับโดยวิศวกรทั่วโลกว่าเป็นหนึ่งในรถที่ขับดีที่สุดในโลก นอกจากขับดีแล้วหน้าตาและดีไซน์ของตัวรถเราก็ยังคงยกให้เป็นที่ 1 ในรุ่นประจำปีนี้เช่นกัน รถหน้ากบตระกูล 911 ของปอร์เช่คันนี้ใช้รหัสตัวถังด้วยเลข 992 แม้จะมีหน้าตาคล้ายคลึงกับรุ่นก่อนแต่บอกเลยว่ามีอะไรเปลี่ยนไปกว่า 90% เลยทีเดียว 

 

 

 

 

 

พระเอกของเราก้าวเข้าสู่เจนเนอร์เรชั่นที่ 8 ด้วยวัสดุตัวถังจากอะลูมิเนียมประมาณ 30% วัสดุผสมประมาณ 30% และเหล็กเพียวๆ อีก 10% ทำให้น้ำหนักโดยรวมของตัวรถเบาขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังได้ความแข็งแรงทนทานที่ส่งผลไปถึงสมรรถนะของตัวรถ เรื่องเครื่องยนต์ใช้ Boxer 6 สูบวางนอนเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนขนาดท่อเทอร์โบให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ส่งแรงอัดได้มากขึ้น จึงไม่แปลกใจว่าทำไมตัวเลขของแรงม้าถึงได้พุ่งตามขึ้นไปด้วย 

 

 

เครื่องยนต์ Boxer 6 สูบขนาด 3 ลิตร

ความเร็วสูงสุด 450 แรงม้า

แรงบิดสูงสุด 530 นิวตันเมตร

ราคา 12.15 ล้านบาท

 

 

 

ส่วนที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือเป็นครั้งแรกที่ปอร์เช่เปลี่ยนมาใช้ล้อหลัง (ขนาด 21 นิ้ว) ใหญ่กว่าล้อหน้า (ขนาด 20 นิ้ว) ในรุ่นมาตรฐานทั่วไป รวมถึงระบบใหม่ให้นักขับลองใช้คือ wet mode ซึ่งเป็นระบบตรวจจับน้ำขังบนเส้นทางโดยประมวลผลให้อัตโนมัติและส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้ขับขี่ ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลไปถึงการขับขี่ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยยังคงความเร้าใจแบบปอร์เช่ไว้ดังเดิม

 

Green Car of the Year

ถึงแม้ว่าอาวดี้จะลงมาเล่นตลาดรถไฟฟ้าช้ากว่าค่ายอื่นๆ แต่ด้วยยอดจองกว่า 20,000 คันทั่วโลกภายในเวลาครึ่งปีก็การันตีสมรรถนะและประสิทธิภาพของอาวดี้ ดี-ทรอน (E-Tron) คันนี้ได้เป็นอย่างดี สำหรับยนตรกรรมเอสยูวีพลังงานไฟฟ้า 100% และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั่วโลก

 

 

 

รถยนต์ของอาวดี้ทุกคันล้วนฝังดีเอ็นเอเรียกว่า Vorsprung Durch Technik เพื่อการพัฒนาสมรรถนะ อารมณ์สปอร์ตขณะขับขี่ รวมถึงความสะดวกสบายแก่ผู้โดยสาร และที่สำคัญคือประสิทธิภาพในการใช้งานไม่ว่ารถรุ่นนั้นขับเคลื่อนด้วยระบบใด ซึ่งกว่าที่รถไฟฟ้ารุ่นแรกจะคลอดออกมาได้นั้นย่อมผ่านการทดสอบนับหมื่นกิโลเมตร ด้วยมาตรฐานการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าสองตัวหน้าหลังและส่งกำลังไปที่ล้อทั้งสี่โดยตรง ทำให้มีผลกับการออกตัวรถได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีโหมดการขับขี่ให้เลือกใช้ตามสภาพถนน ตลอดจนสามารถนำพลังงานจากการเหยียบเบรกและถอนคันเร่งกลับมาใช้ใหม่ด้วยระบบ Energy Recuperation ส่งผลให้สามารถเดินทางได้ไกลขึ้นกว่าเดิม

 

เครื่องยนต์ แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน 95 กิโลวัตต์/ชั่วโมง

ความเร็วสูงสุด 408 แรงม้า

แรงบิดสูงสุด 664 นิวตันเมตร

ระยะการวิ่ง 417 กิโลเมตร/การชาร์จไฟ 1 ครั้ง

ราคา 5.099 ล้านบาท

 

 

บ้านเกิดของอี-ทรอนคันนี้อยู่ที่บรัสเซลล์ ประเทศเบลเยียม ซึ่งเป็นแหล่งผลิตรถไฟฟ้าทันสมัยอันดับต้นๆ ของโลก จึงหมดกังวลเรื่องคุณภาพและการใช้งานไปโดยปริยาย นอกจากนี้ทางอาวดี้ ประเทศไทยยังเบิกทางด้วยการจับมือร่วมกับแสนสิริ เพื่อจุดประกายให้การใช้รถยนต์ของผู้บริหารแสนสิริกลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดภายในปีนี้อีกด้วย นับเป็นก้าวแรกที่เราจะได้เห็นรถไฟฟ้าขับขี่ในเมืองมากขึ้น แต่สำหรับชนชั้นกลางอย่างพวกเราก็คงต้องลุ้นกันต่อไปว่าอนาคตของพลังงานไฟฟ้าหรือประชาธิปไตยจะมาถึงก่อนกัน 


เรื่อง: NM

ภาพ: COURTESY OF THE BRANDS




"CAR OF THE YEARS 2019" ยนตรกรรมยอดเยี่ยมใหม่เอี่ยมมาแล้ว

เป้าหมายสูงสุดของการแข่งขันย่อมหนีไม่พ้นรางวัลสำหรับผู้ชนะ ในความหมายหนึ่งชัยชนะคือการพิสูจน์ว่าตัวเองคือที่สุด และอีกหลายความหมายชัยชนะมีอะไรพิเศษไปกว่าคำว่าแพ้ชนะ สิ่งเหล่านี้ทำให้ทุกๆ สนามแข่งขันช่างหอมหวาน เย้ายวนใจให้ผู้ท้าทายหน้าใหม่ๆ ปีนป่ายขึ้นมาทดสอบด้วยตัวเองเสมอ ความหอมหวานที่ว่านี้กระจายลงไปสู่ทุกๆ กิจกรรมไม่ว่าระหว่างคนด้วยกันหรือแม้แต่สงครามค่ายรถยนต์

 

 

Car of The Years คือถ้วยรางวัลในสนามแข่งขันระหว่างค่ายรถแต่ละแบรนด์ เพื่อมอบให้กับผู้ผลิตรถที่สร้างความตื่นตาตื่นใจแก่ผู้คนได้มากที่สุดในปีนั้นๆ รถสวยรถแพงอาจจะไม่ได้แซงหน้ารถดีเสมอไป คำถามคือแล้วใครล่ะเป็นผู้ตัดสินว่ารถคันไหนดีไม่ดีเหมาะจะได้ที่นั่งบนบัลลังก์ไปตลอดปี คำถามนี้ผมคงได้แต่ต้องตอบกว้างๆ ว่าอยู่ที่คำตัดสินของประเทศนั้นๆ เพราะส่วนใหญ่แล้วเขาจะใช้ผู้สื่อข่าวอาวุโสหรือคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียในวงการรถยนต์เป็นหลัก อารมณ์เหมือนกับให้นักวิจารณ์หนังเก๋าๆ หรือดาราอาวุโสมานั่งแท่นกรรมการตัดสินนั่นแหละครับ

 

สำหรับรางวัลก็มีแบ่งไปตามเซกเมนต์ของรถยนต์แต่ละประเภท อยู่ที่ใครงัดไม้เด็ดออกมาถูกใจกรรมการมากกว่ากัน สำหรับในปี 2019 นี้มีหลายเวทีประกาศรางวัล Car of The Years มาแล้ว (รวมถึงประเทศไทย) และอีกหลายเวทียังไม่ได้สรุปผล เราเองจึงขอยกเอาตามใจตนสำหรับรถยนต์ 3 คันที่ถูกใจสำนักเอสไควร์เป็นพิเศษ ไล่ตั้งแต่รางวัลที่สุดในรุ่นประจำปี รางวัลรถดีไซน์ยอดเยี่ยมและรถยนต์พลังงานไฟฟ้าน่าจับตาเป็นพิเศษในปีนี้

 

Car of the Year

จากัวร์ ไอ-เพซ เป็นรถที่ทุกเสียงยอมรับในเรื่องประสิทธิภาพ การใช้งานและฟังก์ชั่นทุกอย่างเพียบพร้อม รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบ 100% (EV) เพิ่งกวาดรางวัล Car of the Year ในเวทียุโรปมาหมาดๆ พร้อมด้วยภาพของรถไฟฟ้าที่มุดน้ำกว่าครึ่งคันแล้วขับลุย จะไต่ทางลาดชันแบบออฟโร้ดก็ไม่หวั่น นี่คือมิติใหม่ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแพงที่สุดในประเทศไทยก็ว่าได้

 

 

 

จากัวร์ ไอ-เพซ ขับเคลื่อนสี่ล้อคือข้อดีข้อแรก ด้วยการผสานมอเตอร์สองตัวคู่หน้าและหลัง ประกอบกับจุดศูนย์ถ่วงต่ำทำให้ควบคุมรถได้ง่าย มาพร้อมขุมพลังสองมอเตอร์ให้กำลังสูงสุดกว่า 400 แรงม้า ด้วยแรงบิดมหาศาลทำให้รถไฟฟ้าหน้าละอ่อนคันนี้คำรามได้ดีไม่แพ้ลูกพี่ซูเปอร์คาร์ ข้อดีต่อมาคือความจุแบตเตอรี่ที่ขับเคลื่อนได้ไกลกว่า 470 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง นอกจากน้ำหนักของแบตเตอรี่ที่เบาขึ้นแล้วยังชาร์จไฟได้ไวขึ้นเมื่อใช้เครื่องอัดประจุไฟฟ้ากระแสตรงภายในเวลา 20-40 นาที และเครื่องประจุไฟฟ้ากระแสสลับประมาณ 10 ชั่วโมง

 

เครื่องยนต์ แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน 90 กิโลวัตต์/ชั่วโมง

ความเร็วสูงสุด 400 แรงม้า

แรงบิดสูงสุด 696 นิวตันเมตร

ระยะการวิ่ง 470 กิโลเมตร/การชาร์จไฟ 1 ครั้ง

ราคา 5.499 ล้านบาท

 

 

คำถามสุดท้ายที่คนใช้รถไฟฟ้าน่าจะเป็นกังวลกันคือสถานีชาร์จไฟ ต้องบอกก่อนเลยว่าทุกวันนี้มีสถานีชาร์จไฟมากกว่า 400 สถานีโดยบริษัท EA Anywhere อาจไม่ได้ครอบคลุมทุกจังหวัด แต่ด้วยขนาดความจุแบตเตอรี่ก็พอจะช่วยให้คุณไปมาละแวกเมืองหลวงได้สะดวกสบายไม่แพ้เครื่องยนต์ปกติ พร้อมด้วยการรับประกันแบตเตอรี่นานกว่า 8 ปีที่ 160,000 กิโลเมตร ก็อุ่นใจได้นานพอที่ประเทศนี้จะก้าวทันโลก (มั้ง)  

 

Car Design of the Year 

รถคันนี้ยอมรับโดยวิศวกรทั่วโลกว่าเป็นหนึ่งในรถที่ขับดีที่สุดในโลก นอกจากขับดีแล้วหน้าตาและดีไซน์ของตัวรถเราก็ยังคงยกให้เป็นที่ 1 ในรุ่นประจำปีนี้เช่นกัน รถหน้ากบตระกูล 911 ของปอร์เช่คันนี้ใช้รหัสตัวถังด้วยเลข 992 แม้จะมีหน้าตาคล้ายคลึงกับรุ่นก่อนแต่บอกเลยว่ามีอะไรเปลี่ยนไปกว่า 90% เลยทีเดียว 

 

 

 

 

 

พระเอกของเราก้าวเข้าสู่เจนเนอร์เรชั่นที่ 8 ด้วยวัสดุตัวถังจากอะลูมิเนียมประมาณ 30% วัสดุผสมประมาณ 30% และเหล็กเพียวๆ อีก 10% ทำให้น้ำหนักโดยรวมของตัวรถเบาขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังได้ความแข็งแรงทนทานที่ส่งผลไปถึงสมรรถนะของตัวรถ เรื่องเครื่องยนต์ใช้ Boxer 6 สูบวางนอนเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนขนาดท่อเทอร์โบให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ส่งแรงอัดได้มากขึ้น จึงไม่แปลกใจว่าทำไมตัวเลขของแรงม้าถึงได้พุ่งตามขึ้นไปด้วย 

 

 

เครื่องยนต์ Boxer 6 สูบขนาด 3 ลิตร

ความเร็วสูงสุด 450 แรงม้า

แรงบิดสูงสุด 530 นิวตันเมตร

ราคา 12.15 ล้านบาท

 

 

 

ส่วนที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือเป็นครั้งแรกที่ปอร์เช่เปลี่ยนมาใช้ล้อหลัง (ขนาด 21 นิ้ว) ใหญ่กว่าล้อหน้า (ขนาด 20 นิ้ว) ในรุ่นมาตรฐานทั่วไป รวมถึงระบบใหม่ให้นักขับลองใช้คือ wet mode ซึ่งเป็นระบบตรวจจับน้ำขังบนเส้นทางโดยประมวลผลให้อัตโนมัติและส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้ขับขี่ ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลไปถึงการขับขี่ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยยังคงความเร้าใจแบบปอร์เช่ไว้ดังเดิม

 

Green Car of the Year

ถึงแม้ว่าอาวดี้จะลงมาเล่นตลาดรถไฟฟ้าช้ากว่าค่ายอื่นๆ แต่ด้วยยอดจองกว่า 20,000 คันทั่วโลกภายในเวลาครึ่งปีก็การันตีสมรรถนะและประสิทธิภาพของอาวดี้ ดี-ทรอน (E-Tron) คันนี้ได้เป็นอย่างดี สำหรับยนตรกรรมเอสยูวีพลังงานไฟฟ้า 100% และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั่วโลก

 

 

 

รถยนต์ของอาวดี้ทุกคันล้วนฝังดีเอ็นเอเรียกว่า Vorsprung Durch Technik เพื่อการพัฒนาสมรรถนะ อารมณ์สปอร์ตขณะขับขี่ รวมถึงความสะดวกสบายแก่ผู้โดยสาร และที่สำคัญคือประสิทธิภาพในการใช้งานไม่ว่ารถรุ่นนั้นขับเคลื่อนด้วยระบบใด ซึ่งกว่าที่รถไฟฟ้ารุ่นแรกจะคลอดออกมาได้นั้นย่อมผ่านการทดสอบนับหมื่นกิโลเมตร ด้วยมาตรฐานการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าสองตัวหน้าหลังและส่งกำลังไปที่ล้อทั้งสี่โดยตรง ทำให้มีผลกับการออกตัวรถได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีโหมดการขับขี่ให้เลือกใช้ตามสภาพถนน ตลอดจนสามารถนำพลังงานจากการเหยียบเบรกและถอนคันเร่งกลับมาใช้ใหม่ด้วยระบบ Energy Recuperation ส่งผลให้สามารถเดินทางได้ไกลขึ้นกว่าเดิม

 

เครื่องยนต์ แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน 95 กิโลวัตต์/ชั่วโมง

ความเร็วสูงสุด 408 แรงม้า

แรงบิดสูงสุด 664 นิวตันเมตร

ระยะการวิ่ง 417 กิโลเมตร/การชาร์จไฟ 1 ครั้ง

ราคา 5.099 ล้านบาท

 

 

บ้านเกิดของอี-ทรอนคันนี้อยู่ที่บรัสเซลล์ ประเทศเบลเยียม ซึ่งเป็นแหล่งผลิตรถไฟฟ้าทันสมัยอันดับต้นๆ ของโลก จึงหมดกังวลเรื่องคุณภาพและการใช้งานไปโดยปริยาย นอกจากนี้ทางอาวดี้ ประเทศไทยยังเบิกทางด้วยการจับมือร่วมกับแสนสิริ เพื่อจุดประกายให้การใช้รถยนต์ของผู้บริหารแสนสิริกลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดภายในปีนี้อีกด้วย นับเป็นก้าวแรกที่เราจะได้เห็นรถไฟฟ้าขับขี่ในเมืองมากขึ้น แต่สำหรับชนชั้นกลางอย่างพวกเราก็คงต้องลุ้นกันต่อไปว่าอนาคตของพลังงานไฟฟ้าหรือประชาธิปไตยจะมาถึงก่อนกัน 


เรื่อง: NM

ภาพ: COURTESY OF THE BRANDS