งานคราฟต์แมนชิพสายพันธุ์อังกฤษสมญานามว่า Continental GT

ไม่บ่อยนักที่จะได้มีโอกาสขับรถยนต์ราคาระดับเจ็ดหลัก แน่นอนว่าถ้าไม่ได้เกิดเป็นมหาเศรษฐีหรือมีเงินเหลือใช้เป็นพันล้านโอกาสที่ว่านั้นคงริบหรี่ แต่ก็นั่นแหละครับข้อดีของการเป็นสื่อจึงอาศัยโอกาสนี้ทำหน้าที่สื่อสารให้ดีที่สุด เราได้รับหมายเชิญจากเบนท์ลีย์ ประเทศไทยไปร่วมเปิดประสบการณ์กับซูเปอร์คาร์ ที่มาพร้อมประสิทธิภาพของเครื่องยนต์สายพันธุ์อังกฤษนามว่า W12 (ไม่ใช่ V12 นะครับ) ไปทำความรู้จักกับคอนติเนนทัล จีที (Continental GT) ซึ่งก้าวเข้าสู่เจนเนอเรชั่นสามมาหมาดๆ ตลอดสองวันหนึ่งคืนบนพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกของประเทศออสเตรเลีย 

 

 

บริษัทยานยนต์เบนท์ลีย์กำลังจะก้าวเข้าสู่ปีที่ 100 นับตั้งแต่ก่อตั้งมาในปี 1919 ประเทศอังกฤษ สำหรับคอนติเนนทัล จีทีถือเป็นโมเดลที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จ สังเกตได้จากรถรุ่นนี้เป็นเจนเนอเรชั่นที่ 3 รองจากรุ่นพี่ที่เปิดตัวมาในปี 2003 และ 2011 ตามลำดับ แน่นอนว่าความสัมพันธ์ระหว่างผมและเบนท์ลีย์เรียกได้ว่าต่อกันไม่ติด นี่จึงนับได้ว่าเป็นการขับรถยนต์หรูคันแรกๆ และมาไกลถึงทวีปออสเตรเลีย ในขณะที่ความตื่นเต้นเป็นเครื่องเตือนใจมาตลอดทาง เครื่องบินก็ได้พาร่างเราร่อนลงที่ท่าอากาศยานบริสเบน พร้อมการต้อนรับจากทางเบนท์ลีย์และเพื่อนสื่อมวลชนจากประเทศต่างๆ แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้..สัญญาณแห่งการผจญภัยก็ได้เริ่มต้นขึ้น

 

 

 

DAY 1: MEET CONTINENTAL GT 

เราเคลื่อนขบวนด้วยเบนท์ลีย์ เบนเทย์ก้าจากท่าอากาศยานบริสเบนมาสู่โกลด์ โคสต์ ที่พักของเราวันนี้มีเบนท์ลีย์ คอนติเนนทัล จีทีจอดอวดโฉมตั้งแต่ทางเข้า ขึ้นชื่อว่ารถจีที (GT) หรือแกรนด์ ทัวริ่งแล้ว คงทราบกันดีว่าเป็นรถที่เหมาะกับการเดินทางไกลๆ ในขณะเดียวกันก็ยังคงให้ความหรูหราและสะดวกสบายสมชื่อเบนท์ลีย์ เราสังเกตได้ถึงดีไซน์ที่ค่อนข้างแปลกตาไปมากเมื่อเทียบกับรุ่นก่อน โครงสร้างตัวถังมีความยาวขึ้น (แม้จะมองด้วยตาไม่ค่อยออก) พร้อมด้วยเส้นสายรอบคันเด่นชัด มัดกล้าม รวมถึงสรีระของตัวรถค่อนข้างกระชับ ให้อารมณ์เหมือนนักกีฬาที่ผ่านความฟิตมาแล้ว 

 

 

เราได้พบปะกับทีมวิศวกรโปรดักซ์ดีไซน์และโปรดักซ์มาร์เก็ตติ้งของเบนซ์ลีย์ ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นตัวแทนเปิดโชว์รูมแห่งใหม่ประจำโกลด์ โคสต์ที่ยังไม่แล้วเสร็จร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราก็ได้สัมผัสกับคอนติเนนทัล จีทีตัวเป็นๆ อย่างใกล้ชิด ผมถามคริส คุ๊ก โปรดักซ์ดีไซน์ว่า นับตั้งแต่รถคันแรกจนถึงปัจจุบันมีสิ่งไหนที่เบนท์ลีย์ยังคงไว้ไม่เปลี่ยนแปลง “เรื่องคราฟต์แมนชิพที่เบนท์ลีย์ใส่ใจในทุกกระบวนการผลิต ตั้งแต่วัสดุอลูมิเนียมและไม้คุณภาพดี ไปจนถึงรายละเอียดของงานดีไซน์ที่เราใส่ใจแม้กระทั่งจุดเล็กๆ เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้ฟิลลิ่งตั้งแต่ก้าวแรกที่ขึ้นไปบนรถ” เขาตอบด้วยรอยยิ้ม ก่อนปิดท้ายของวันไปกับดินเนอร์สุดพิเศษบนเรือยอชท์ยามค่ำคืน

 

DAY 2: TEST DRIVE AT GOLD COAST 

เราออกสตาร์ทจากโรงแรมตั้งแต่เช้า โดยจุดมุ่งหมายของวันนี้มีด้วยกันสองแห่งคือ Natural Bride และ Picadilly House ซึ่งจะเป็นสถานที่ที่เราแวะเติมพลังมื้อกลางวัน รวมๆ แล้วเป็นระยะทางประมาณ 140 กิโลเมตรที่เราต้องขับลัดเลาะไปตามหุบเขา ซึ่งให้ความรู้สึกคล้ายเขาใหญ่บ้านเราไม่น้อย เส้นทางยาวที่รายล้อมไปด้วยทัศนียภาพของทุ่งหญ้าและภูเขาจึงเหมาะแก่การทดสอบประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ W12 รวมถึงความสะดวกสบายของรถยนต์ระดับซูเปอร์คาร์ที่แม้จะนั่งมาเป็นร้อยกิโลแล้วก็ตาม ความเมื่อยล้าก็ยังไม่ถามหาเครื่องยนต์สายพันธุ์อังกฤษสมญานามว่า W12 นี้ทางเบนท์ลีย์อธิบายให้เราฟังถึงที่มาที่ไปว่าทำไมต้องเป็นดับเบิลยู “เพราะเราวางเครื่องยนต์ V6 สองตัวซ้อนกันเป็นรูปดับเบิลยู ซึ่งช่วยในเรื่องสมดุลของตัวรถ ไปจนถึงลดพื้นที่ช่วงหน้าให้มีขนาดสั้นลง และที่สำคัญทำให้น้ำหนักเบาขึ้นถึง 30 กิโลกรัม” เท่านั้นยังไม่พอเขายังเสริมถึงความอัจฉริยะของเครื่องยนต์ให้ฟังอีกว่า “ความกังวลของผู้ใช้รถคืออัตราการเผาผลาญเชื้อเพลิงของ W12 ซึ่งปัญหานี้จะหมดไปเนื่องจากคอนติเนนทัล จีทีออกแบบมาให้ใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน ด้วยระบบตัดการทำงานของเครื่องยนต์ให้เหลือเพียง 6 สูบ (Variable Displacement system)” พูดง่ายๆ ว่าเวลาที่คุณไม่ได้ใช้ความเร็วสูงเครื่องยนต์จะตัดกำลังอัตโนมัติเหลือเพียง 6 สูบเท่านั้น เสมือนคุณกำลังขับซูเปอร์คาร์ในขณะที่ใช้น้ำมันเหมือนกับรถ V6 ทั่วไป โดยที่ได้ความสะดวกสบายในคันเดียวกัน

 

 

ความน่าสนใจที่ทำให้เราเรียกคอนติเนนทัล จีทีว่าซูเปอร์คาร์ เพราะการันตีด้วยกำลังสูงสุด 635 แรงม้า ที่มาพร้อมแรงบิด 900 นิวตันเมตร ซึ่งรีดความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ภายใน 3.7 วินาที เพียงเท้ากดคันเร่งหลังก็ติดเบาะทันใจ ผสานการทำงานของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ all-wheel drive แบบแอคทีฟช่วยให้การเข้าโค้งและเร่งเครื่องได้ดั่งใจ ขับได้นุ่มสบายกว่าที่คิด ไม่ดื้อเหมือนซูเปอร์คาร์ทั่วไป ขับไปชมทัศนียภาพรอบข้างเป็นภูเขา ทุ่งหญ้าและท้องฟ้าไปพร้อมๆ กับฟังเสียงคำรามของเครื่องยนต์ ช่างเป็นอะไรที่เข้ากันจริงๆ ระหว่างหยุดพักที่ Picadilly House เรามีโอกาสสำรวจยนตรกรรมที่เขาเน้นย้ำว่า ‘ใส่ใจทุกรายละเอียด’ ตั้งแต่กระจังหน้าดูดุดันมากขึ้น ดีไซน์ไฟหน้า 2 ดวงเป็นจุดเด่น ดวงใหญ่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากแก้ววิสกี้ที่ช่วยเพิ่มประกายในการส่องสว่าง ผสานความงดงามของดวงเล็กที่มีการสลักตัวอักษรรูป B (สัญลักษณ์ของเบนซ์ลีย์) อยู่ภายใน 

 

 

 

ภายในตัวรถยังคงไว้ซึ่งความหรูหราตามสไตล์รถยนต์อังกฤษ และชื่อของเบนท์ลีย์ต้องมาพร้อมกับงานคราฟต์แมนชิพตลอดอายุอานามเกือบศตวรรษ ซึ่งเราสังเกตได้ตั้งแต่ก้าวขึ้นบนรถ ไม่ว่าจะเป็นวัสดุที่ใช้ งานไม้คุณภาพสูง เบาะหนังเกรดดี และที่สำคัญงานดีไซน์ที่ผสมผสานความคลาสสิกและโมเดิร์นอย่างลงตัว โดยเฉพาะคอนโซลหน้าจอขนาด 12.3 นิ้ว หมุนกลับได้เป็นนาฬิกาจับเวลา หน้าปัดอุณหภูมิและเข็มทิศ นอกจากนี้ยังมีการใช้แสงไฟฉายโลโก้เบนท์ลีย์ลงบนพื้นเวลาเปิดประตูยามค่ำคืน เสริมด้วยแถบไฟส่องตามเส้นสายภายในรถ ผู้ขับขี่สามารถเลือกสีสันตามความชอบได้มากขึ้น 77 เฉดสี แน่นอนว่าความพิเศษของคอนติเนนทัล จีทีคันนี้ยังสามารถให้คุณดีไซน์เฉดสีบนวัสดุได้ตามต้องการ เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของตัวเองในแบบที่ไม่มีใครเหมือน 

 

 

เราเคลื่อนขบวนกลับหลังจากใช้เวลาพักผ่อนที่ Picadilly House กันพอสมควร ช่วงสุดท้ายของการขับขี่เป็นถนนมอเตอร์เวย์ที่พอให้ใช้ความเร็วได้ ซึ่งทางเบนท์ลีย์ก็เน้นย้ำว่า “เหยียบให้เกิน 100 นะเดี๋ยวรถติดแล้วคุณจะไปขึ้นเครื่องไม่ทัน” แม้ว่าทริปนี้จะเป็นอะไรที่ฉุกละหุกและค่อนข้างกระชับ แต่ก็นับว่าเพียงพอให้เราได้สัมผัสประสบการณ์พิเศษจากเบนท์ลีย์ตลอดทั้งวัน

 

 


เรื่อง: NM

ภาพ: Courtesy of BENTLEY




งานคราฟต์แมนชิพสายพันธุ์อังกฤษสมญานามว่า Continental GT

ไม่บ่อยนักที่จะได้มีโอกาสขับรถยนต์ราคาระดับเจ็ดหลัก แน่นอนว่าถ้าไม่ได้เกิดเป็นมหาเศรษฐีหรือมีเงินเหลือใช้เป็นพันล้านโอกาสที่ว่านั้นคงริบหรี่ แต่ก็นั่นแหละครับข้อดีของการเป็นสื่อจึงอาศัยโอกาสนี้ทำหน้าที่สื่อสารให้ดีที่สุด เราได้รับหมายเชิญจากเบนท์ลีย์ ประเทศไทยไปร่วมเปิดประสบการณ์กับซูเปอร์คาร์ ที่มาพร้อมประสิทธิภาพของเครื่องยนต์สายพันธุ์อังกฤษนามว่า W12 (ไม่ใช่ V12 นะครับ) ไปทำความรู้จักกับคอนติเนนทัล จีที (Continental GT) ซึ่งก้าวเข้าสู่เจนเนอเรชั่นสามมาหมาดๆ ตลอดสองวันหนึ่งคืนบนพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกของประเทศออสเตรเลีย 

 

 

บริษัทยานยนต์เบนท์ลีย์กำลังจะก้าวเข้าสู่ปีที่ 100 นับตั้งแต่ก่อตั้งมาในปี 1919 ประเทศอังกฤษ สำหรับคอนติเนนทัล จีทีถือเป็นโมเดลที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จ สังเกตได้จากรถรุ่นนี้เป็นเจนเนอเรชั่นที่ 3 รองจากรุ่นพี่ที่เปิดตัวมาในปี 2003 และ 2011 ตามลำดับ แน่นอนว่าความสัมพันธ์ระหว่างผมและเบนท์ลีย์เรียกได้ว่าต่อกันไม่ติด นี่จึงนับได้ว่าเป็นการขับรถยนต์หรูคันแรกๆ และมาไกลถึงทวีปออสเตรเลีย ในขณะที่ความตื่นเต้นเป็นเครื่องเตือนใจมาตลอดทาง เครื่องบินก็ได้พาร่างเราร่อนลงที่ท่าอากาศยานบริสเบน พร้อมการต้อนรับจากทางเบนท์ลีย์และเพื่อนสื่อมวลชนจากประเทศต่างๆ แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้..สัญญาณแห่งการผจญภัยก็ได้เริ่มต้นขึ้น

 

 

 

DAY 1: MEET CONTINENTAL GT 

เราเคลื่อนขบวนด้วยเบนท์ลีย์ เบนเทย์ก้าจากท่าอากาศยานบริสเบนมาสู่โกลด์ โคสต์ ที่พักของเราวันนี้มีเบนท์ลีย์ คอนติเนนทัล จีทีจอดอวดโฉมตั้งแต่ทางเข้า ขึ้นชื่อว่ารถจีที (GT) หรือแกรนด์ ทัวริ่งแล้ว คงทราบกันดีว่าเป็นรถที่เหมาะกับการเดินทางไกลๆ ในขณะเดียวกันก็ยังคงให้ความหรูหราและสะดวกสบายสมชื่อเบนท์ลีย์ เราสังเกตได้ถึงดีไซน์ที่ค่อนข้างแปลกตาไปมากเมื่อเทียบกับรุ่นก่อน โครงสร้างตัวถังมีความยาวขึ้น (แม้จะมองด้วยตาไม่ค่อยออก) พร้อมด้วยเส้นสายรอบคันเด่นชัด มัดกล้าม รวมถึงสรีระของตัวรถค่อนข้างกระชับ ให้อารมณ์เหมือนนักกีฬาที่ผ่านความฟิตมาแล้ว 

 

 

เราได้พบปะกับทีมวิศวกรโปรดักซ์ดีไซน์และโปรดักซ์มาร์เก็ตติ้งของเบนซ์ลีย์ ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นตัวแทนเปิดโชว์รูมแห่งใหม่ประจำโกลด์ โคสต์ที่ยังไม่แล้วเสร็จร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราก็ได้สัมผัสกับคอนติเนนทัล จีทีตัวเป็นๆ อย่างใกล้ชิด ผมถามคริส คุ๊ก โปรดักซ์ดีไซน์ว่า นับตั้งแต่รถคันแรกจนถึงปัจจุบันมีสิ่งไหนที่เบนท์ลีย์ยังคงไว้ไม่เปลี่ยนแปลง “เรื่องคราฟต์แมนชิพที่เบนท์ลีย์ใส่ใจในทุกกระบวนการผลิต ตั้งแต่วัสดุอลูมิเนียมและไม้คุณภาพดี ไปจนถึงรายละเอียดของงานดีไซน์ที่เราใส่ใจแม้กระทั่งจุดเล็กๆ เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้ฟิลลิ่งตั้งแต่ก้าวแรกที่ขึ้นไปบนรถ” เขาตอบด้วยรอยยิ้ม ก่อนปิดท้ายของวันไปกับดินเนอร์สุดพิเศษบนเรือยอชท์ยามค่ำคืน

 

DAY 2: TEST DRIVE AT GOLD COAST 

เราออกสตาร์ทจากโรงแรมตั้งแต่เช้า โดยจุดมุ่งหมายของวันนี้มีด้วยกันสองแห่งคือ Natural Bride และ Picadilly House ซึ่งจะเป็นสถานที่ที่เราแวะเติมพลังมื้อกลางวัน รวมๆ แล้วเป็นระยะทางประมาณ 140 กิโลเมตรที่เราต้องขับลัดเลาะไปตามหุบเขา ซึ่งให้ความรู้สึกคล้ายเขาใหญ่บ้านเราไม่น้อย เส้นทางยาวที่รายล้อมไปด้วยทัศนียภาพของทุ่งหญ้าและภูเขาจึงเหมาะแก่การทดสอบประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ W12 รวมถึงความสะดวกสบายของรถยนต์ระดับซูเปอร์คาร์ที่แม้จะนั่งมาเป็นร้อยกิโลแล้วก็ตาม ความเมื่อยล้าก็ยังไม่ถามหาเครื่องยนต์สายพันธุ์อังกฤษสมญานามว่า W12 นี้ทางเบนท์ลีย์อธิบายให้เราฟังถึงที่มาที่ไปว่าทำไมต้องเป็นดับเบิลยู “เพราะเราวางเครื่องยนต์ V6 สองตัวซ้อนกันเป็นรูปดับเบิลยู ซึ่งช่วยในเรื่องสมดุลของตัวรถ ไปจนถึงลดพื้นที่ช่วงหน้าให้มีขนาดสั้นลง และที่สำคัญทำให้น้ำหนักเบาขึ้นถึง 30 กิโลกรัม” เท่านั้นยังไม่พอเขายังเสริมถึงความอัจฉริยะของเครื่องยนต์ให้ฟังอีกว่า “ความกังวลของผู้ใช้รถคืออัตราการเผาผลาญเชื้อเพลิงของ W12 ซึ่งปัญหานี้จะหมดไปเนื่องจากคอนติเนนทัล จีทีออกแบบมาให้ใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน ด้วยระบบตัดการทำงานของเครื่องยนต์ให้เหลือเพียง 6 สูบ (Variable Displacement system)” พูดง่ายๆ ว่าเวลาที่คุณไม่ได้ใช้ความเร็วสูงเครื่องยนต์จะตัดกำลังอัตโนมัติเหลือเพียง 6 สูบเท่านั้น เสมือนคุณกำลังขับซูเปอร์คาร์ในขณะที่ใช้น้ำมันเหมือนกับรถ V6 ทั่วไป โดยที่ได้ความสะดวกสบายในคันเดียวกัน

 

 

ความน่าสนใจที่ทำให้เราเรียกคอนติเนนทัล จีทีว่าซูเปอร์คาร์ เพราะการันตีด้วยกำลังสูงสุด 635 แรงม้า ที่มาพร้อมแรงบิด 900 นิวตันเมตร ซึ่งรีดความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ภายใน 3.7 วินาที เพียงเท้ากดคันเร่งหลังก็ติดเบาะทันใจ ผสานการทำงานของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ all-wheel drive แบบแอคทีฟช่วยให้การเข้าโค้งและเร่งเครื่องได้ดั่งใจ ขับได้นุ่มสบายกว่าที่คิด ไม่ดื้อเหมือนซูเปอร์คาร์ทั่วไป ขับไปชมทัศนียภาพรอบข้างเป็นภูเขา ทุ่งหญ้าและท้องฟ้าไปพร้อมๆ กับฟังเสียงคำรามของเครื่องยนต์ ช่างเป็นอะไรที่เข้ากันจริงๆ ระหว่างหยุดพักที่ Picadilly House เรามีโอกาสสำรวจยนตรกรรมที่เขาเน้นย้ำว่า ‘ใส่ใจทุกรายละเอียด’ ตั้งแต่กระจังหน้าดูดุดันมากขึ้น ดีไซน์ไฟหน้า 2 ดวงเป็นจุดเด่น ดวงใหญ่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากแก้ววิสกี้ที่ช่วยเพิ่มประกายในการส่องสว่าง ผสานความงดงามของดวงเล็กที่มีการสลักตัวอักษรรูป B (สัญลักษณ์ของเบนซ์ลีย์) อยู่ภายใน 

 

 

 

ภายในตัวรถยังคงไว้ซึ่งความหรูหราตามสไตล์รถยนต์อังกฤษ และชื่อของเบนท์ลีย์ต้องมาพร้อมกับงานคราฟต์แมนชิพตลอดอายุอานามเกือบศตวรรษ ซึ่งเราสังเกตได้ตั้งแต่ก้าวขึ้นบนรถ ไม่ว่าจะเป็นวัสดุที่ใช้ งานไม้คุณภาพสูง เบาะหนังเกรดดี และที่สำคัญงานดีไซน์ที่ผสมผสานความคลาสสิกและโมเดิร์นอย่างลงตัว โดยเฉพาะคอนโซลหน้าจอขนาด 12.3 นิ้ว หมุนกลับได้เป็นนาฬิกาจับเวลา หน้าปัดอุณหภูมิและเข็มทิศ นอกจากนี้ยังมีการใช้แสงไฟฉายโลโก้เบนท์ลีย์ลงบนพื้นเวลาเปิดประตูยามค่ำคืน เสริมด้วยแถบไฟส่องตามเส้นสายภายในรถ ผู้ขับขี่สามารถเลือกสีสันตามความชอบได้มากขึ้น 77 เฉดสี แน่นอนว่าความพิเศษของคอนติเนนทัล จีทีคันนี้ยังสามารถให้คุณดีไซน์เฉดสีบนวัสดุได้ตามต้องการ เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของตัวเองในแบบที่ไม่มีใครเหมือน 

 

 

เราเคลื่อนขบวนกลับหลังจากใช้เวลาพักผ่อนที่ Picadilly House กันพอสมควร ช่วงสุดท้ายของการขับขี่เป็นถนนมอเตอร์เวย์ที่พอให้ใช้ความเร็วได้ ซึ่งทางเบนท์ลีย์ก็เน้นย้ำว่า “เหยียบให้เกิน 100 นะเดี๋ยวรถติดแล้วคุณจะไปขึ้นเครื่องไม่ทัน” แม้ว่าทริปนี้จะเป็นอะไรที่ฉุกละหุกและค่อนข้างกระชับ แต่ก็นับว่าเพียงพอให้เราได้สัมผัสประสบการณ์พิเศษจากเบนท์ลีย์ตลอดทั้งวัน

 

 


เรื่อง: NM

ภาพ: Courtesy of BENTLEY