ยุคที่การมีรายได้ทางเดียว อาจไม่เพียงพออีกต่อไป

งานขายต้องมา... อย่ารอให้ประตูปิด

 

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว Alexander Graham Bell นักประดิษฐ์คนสำคัญของโลกผู้คิดค้นโทรศัพท์ ที่นำความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาสู่โลก และมีผลสืบเนื่องมาถึงความเปลี่ยนแปลงของชีวิตเราในยุคปัจจุบัน ได้กล่าวว่า "เมื่อประตูบานหนึ่งปิด ประตูอีกบานก็จะเปิดรอเราอยู่" 

 

เป็นคำกล่าวที่ทำให้คนฟังมีกำลังใจว่า ปัญหาต่างๆในชีวิตคนเรามักมีทางออกเสมอ หรือในอีกแง่ก็อาจหมายความว่า ขณะที่เรากำลังคิดว่าสูญเสียโอกาสหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดไป ก็อาจเป็นขณะเดียวกับที่เรากำลังเปิดโอกาสให้สิ่งดีใหม่ๆเข้ามา

 

จากโทรศัพท์รุ่นโบราณของเบลล์มาสู่ยุคที่โทรศัพท์แทบจะเป็นทุกอย่างของชีวิต ยุคนี้เป็นหนึ่งในยุคที่ผู้คนลุกขึ้นมาเปลี่ยนงานเปลี่ยนอาชีพกันเยอะที่สุดในประวัติศาสตร์ บางคนเปลี่ยนเพราะถูกบังคับให้เปลี่ยน เมื่อประตูบานเก่าปิดตัวลง ก็ต้องมองหาประตูบานใหม่ บางคนเปลี่ยนเพราะเห็นโอกาสที่ดีกว่า ก็ปิดประตูเก่าแล้วเดินไปเปิดประตูบานใหม่ขึ้นเอง

 

แม้ว่ายุคล่าฝันแบบเสื่อผืนหมอนใบของยุคอากงอาม่าจะสิ้นสุดไปแล้วในโลกทางกายภาพ แต่ถ้ามองในแง่ดี ยุคล่าฝันแบบเสื่อผืนหมอนใบสำหรับคนตัวเล็กตัวน้อย กำลังเกิดขึ้นอย่างคึกคักในโลกเสมือน  ปฏิเสธไม่ได้ว่า แม้เทคโนโลยีที่มาเร็วไปเร็วของยุคนี้จะทำให้หลายสิ่งสูญหายไปจนคว้าไม่ทัน แต่ก็ทำให้เกิดยุคที่การค้าขายเฟื่องฟูอย่างที่สุด 

 

ปัญหาว่าใครจะขายอะไรบนโลกออนไลน์คงไม่สำคัญเท่ากับคนที่ยังคิดไม่ออกว่าจะขายอะไรดีเปรียบได้กับชาวสวนที่มีถนนสายสำคัญตัดผ่านหน้าบ้านถ้าคุณมัวแต่ห่วงว่าถนนสายนั้นจะทำให้คุณเดินข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามลำบากกว่าสมัยที่ยังเป็นทางลูกรังสายเล็กๆ แทนที่จะมองว่าถนนที่ตัดผ่านเข้ามาทำให้ที่ดินของคุณมีราคาแพงขึ้นมีคนผ่านไปมามากขึ้นคุณสามารถไปเก็บพืชผักที่ปลูกไว้ในสวนหลังบ้านมาวางขายได้หน้าบ้าน

 

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการเปรียบเทียบให้เห็นว่า ในยุคนี้เป็นยุคที่คุณคงต้องลุกขึ้นมา 'ขาย' อะไรสักอย่าง ไม่เช่นนั้นคุณก็จะกลายเป็น 'ผู้ซื้อ' ฝ่ายเดียว

 

การมีรายได้ทางเดียวในยุคนี้กำลังกลายเป็นเรื่องน่าหวาดเสียว มีความเสี่ยงสูงต่อการถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยี คนระดับกลางๆที่มีโอกาสรุ่งในยุคนี้จึงมีอยู่สองพวก พวกแรกก็คือคนที่ทำงานแบบที่ยังไม่อาจทดแทนได้ด้วยสิ่งอื่น เช่น ช่างตัดผม นักจิตวิทยา ศิลปิน ส่วนพวกที่สองคือคนที่รู้จักหาประโยชน์จากการทรัพยากรที่ตัวเองมีอยู่แล้ว แต่ใช้เทคโนโลยีมาต่อยอดเพื่อขยายตลาด เพิ่มกำไรให้ตัวเอง เช่น คุณอาจเป็นอาจารย์ประจำสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียน คุณอัดคลิปการสอนอันแสนสนุกของคุณไปแชร์ผ่านช่องทางต่างๆ มีผู้สนใจมาชมมากมาย อาจได้ค่าโฆษณา หรืออาจจะเปิดช่องให้ผู้สนใจจ่ายเงินลงทะเบียนเรียนผ่านช่องของคุณ นอกจากนั้นคุณยังได้ชื่อเสียง ทำให้คุณกลายเป็นผู้อยู่รอดแห่งยุคสมัย

 

คนมีคอนโดว่าง บ้านว่าง หรือห้องเหลือๆในบ้าน ก็สามารถเอามาปล่อยเช่า โดยมีตลาดเป็นคนทั้งโลกที่สามารถค้นหาคุณเจอในอินเตอร์เน็ต

 

เด็กตัวเล็กตัวน้อยที่ผู้ปกครองแอบเป็นห่วงว่าวันทั้งวันกำลังก้มหน้าติดเกมนั่นก็ด้วยผู้ใหญ่บางคนอาจไม่รู้ว่าในโลกนี้มีอาชีพนักเล่นเกมและยังมีอาชีพที่บางคนไม่คุ้นหูก็คือนักแคสท์เกมหรือนักพากย์เกมที่มีแฟนคลับติดเกรียวรายได้มหาศาล

 

ยุคนี้จึงเป็นยุคทองของการขายอย่างแท้จริง ผู้ที่จะเจริญรุ่งเรืองในยุคนี้คือผู้ที่เกิดมาพร้อมกับสัญชาตญาณนักขาย

ผู้ที่น่าเป็นห่วงก็มีอยู่สองพวกเช่นกัน ได้แก่พวกขายไม่ออก กับพวกขายไม่เป็น พวกแรกคือพวกขายไม่ออก ไม่มีอะไรจะขาย จึงรอวันที่จะถูกโละทิ้ง กับพวกที่สองคือพวกอยากขายแต่ขายไม่เป็น ขายของผิดประเภท ขายของแบบไม่มีแผน ไม่มีทิศทาง 

 

คนที่ขายไม่เป็นมีหลายลักษณะ ซึ่งคนพวกนี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น คนที่เคยเป็นพนักงานประจำที่ไหนสักแห่ง วันดีคืนดีก็เอาเงินเก็บเงินออมที่มีทั้งหมดบวกเงินกู้มาเปิดธุรกิจใหม่ที่ตัวเองเคยฝันไว้ แต่ยังไม่เคยได้ฝึกฝนหรือเรียนรู้อย่างจริงจัง ที่น่ากลัวคือพวกที่ตัดสินใจแบบพระเจ้าตาก ทุบหม้อข้าวเผาสะพาน กะลุยไปตายเอาดาบหน้าอย่างเดียว เช่นเดียวกับคนที่ทะลึ่งเอาเงินเก็บทั้งหมดหลังออกจากงานไปเล่นหุ้นทั้งที่ไม่ได้ศึกษาจริงจัง เช่นเดียวกับการยืนถ่ายรูปคู่รถสปอร์ตคันงามที่ไม่อาจอธิบายได้ถึงความยากลำบากก่อนที่จะประสบความสำเร็จ และข้อมูลแบบนี้เองที่ล่อคนขายไม่เป็นให้บินเข้ามาร่วงผล็อยๆเหมือนแมลงเม่าบินเข้าหากองไฟ

 

ณ ยุคแห่งการขายนี้ ใครที่ยังไม่รู้จะขายอะไรต้องพยายามคิดให้ออก ส่วนใครที่นึกออกแล้วว่าจะขายอะไรดี ไม่ว่าจะขายเล็กขายใหญ่ คุณก็คือนักธุรกิจ และสิ่งที่คุณต้องการเป็นลำดับแรกคือแผนธุรกิจ คุณควรเขียนของคุณเอง อย่าไปจ้างใครเขียน เพราะแผนธุรกิจจะทำให้คุณมองภาพธุรกิจของตัวเองได้ชัดที่สุด

 

สำหรับคนที่เห็นความสำคัญของการลุกขึ้นมาเป็นนักขาย แต่ไม่รู้จะขายอะไรดี รู้แต่ว่า อยากได้เงิน มีวิธีคิดสองแบบ แบบแรกคือคิดจากข้างในออกไปข้างนอก คือมองดูจากทรัพยากรของตัวเอง ต้นทุนรวมถึงประสบการณ์ ความสามารถและความชอบต่างๆที่มี เพื่อให้ได้คำตอบว่า ตัวเองมีอะไรพร้อมขาย 

 

ส่วนแบบที่สองคือคิดจากข้างนอกเข้ามาข้างใน คือมองไปรอบๆแล้วพยายามหาว่าในจักรวาลนี้มีอะไรน่าขายบ้าง โลกนี้ยังขาดอะไร

 

และเมื่อคุณได้คำตอบว่าจะขายอะไรดีแล้ว สิ่งที่ตามมาคือการเขียนแผนธุรกิจ เพราะการขายได้มอบสถานะ 'นักธุรกิจ' ให้คุณโดยอัตโนมัติ และสถานะนักธุรกิจนี้เอง ที่จะเป็น 'ประตูบานใหม่' ที่กำลังเปิดรอเราทุกคนอยู่ในยุคนี้ ซึ่งถ้าคุณใจกล้า มีเวลาพอ และมีความพร้อม จะลองแง้มประตูบานใหม่ดูลู่ทางไว้แต่เนิ่นๆ โดยไม่ต้องรอให้ประตูบานเก่าปิดลงก่อน ก็คงไม่เสียหายอะไร...จริงไหม

 


 

Text: วรรณศิริ

Edit: Paron S.


YOU MIGHT LIKE !



ยุคที่การมีรายได้ทางเดียว อาจไม่เพียงพออีกต่อไป

งานขายต้องมา... อย่ารอให้ประตูปิด

 

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว Alexander Graham Bell นักประดิษฐ์คนสำคัญของโลกผู้คิดค้นโทรศัพท์ ที่นำความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาสู่โลก และมีผลสืบเนื่องมาถึงความเปลี่ยนแปลงของชีวิตเราในยุคปัจจุบัน ได้กล่าวว่า "เมื่อประตูบานหนึ่งปิด ประตูอีกบานก็จะเปิดรอเราอยู่" 

 

เป็นคำกล่าวที่ทำให้คนฟังมีกำลังใจว่า ปัญหาต่างๆในชีวิตคนเรามักมีทางออกเสมอ หรือในอีกแง่ก็อาจหมายความว่า ขณะที่เรากำลังคิดว่าสูญเสียโอกาสหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดไป ก็อาจเป็นขณะเดียวกับที่เรากำลังเปิดโอกาสให้สิ่งดีใหม่ๆเข้ามา

 

จากโทรศัพท์รุ่นโบราณของเบลล์มาสู่ยุคที่โทรศัพท์แทบจะเป็นทุกอย่างของชีวิต ยุคนี้เป็นหนึ่งในยุคที่ผู้คนลุกขึ้นมาเปลี่ยนงานเปลี่ยนอาชีพกันเยอะที่สุดในประวัติศาสตร์ บางคนเปลี่ยนเพราะถูกบังคับให้เปลี่ยน เมื่อประตูบานเก่าปิดตัวลง ก็ต้องมองหาประตูบานใหม่ บางคนเปลี่ยนเพราะเห็นโอกาสที่ดีกว่า ก็ปิดประตูเก่าแล้วเดินไปเปิดประตูบานใหม่ขึ้นเอง

 

แม้ว่ายุคล่าฝันแบบเสื่อผืนหมอนใบของยุคอากงอาม่าจะสิ้นสุดไปแล้วในโลกทางกายภาพ แต่ถ้ามองในแง่ดี ยุคล่าฝันแบบเสื่อผืนหมอนใบสำหรับคนตัวเล็กตัวน้อย กำลังเกิดขึ้นอย่างคึกคักในโลกเสมือน  ปฏิเสธไม่ได้ว่า แม้เทคโนโลยีที่มาเร็วไปเร็วของยุคนี้จะทำให้หลายสิ่งสูญหายไปจนคว้าไม่ทัน แต่ก็ทำให้เกิดยุคที่การค้าขายเฟื่องฟูอย่างที่สุด 

 

ปัญหาว่าใครจะขายอะไรบนโลกออนไลน์คงไม่สำคัญเท่ากับคนที่ยังคิดไม่ออกว่าจะขายอะไรดีเปรียบได้กับชาวสวนที่มีถนนสายสำคัญตัดผ่านหน้าบ้านถ้าคุณมัวแต่ห่วงว่าถนนสายนั้นจะทำให้คุณเดินข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามลำบากกว่าสมัยที่ยังเป็นทางลูกรังสายเล็กๆ แทนที่จะมองว่าถนนที่ตัดผ่านเข้ามาทำให้ที่ดินของคุณมีราคาแพงขึ้นมีคนผ่านไปมามากขึ้นคุณสามารถไปเก็บพืชผักที่ปลูกไว้ในสวนหลังบ้านมาวางขายได้หน้าบ้าน

 

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการเปรียบเทียบให้เห็นว่า ในยุคนี้เป็นยุคที่คุณคงต้องลุกขึ้นมา 'ขาย' อะไรสักอย่าง ไม่เช่นนั้นคุณก็จะกลายเป็น 'ผู้ซื้อ' ฝ่ายเดียว

 

การมีรายได้ทางเดียวในยุคนี้กำลังกลายเป็นเรื่องน่าหวาดเสียว มีความเสี่ยงสูงต่อการถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยี คนระดับกลางๆที่มีโอกาสรุ่งในยุคนี้จึงมีอยู่สองพวก พวกแรกก็คือคนที่ทำงานแบบที่ยังไม่อาจทดแทนได้ด้วยสิ่งอื่น เช่น ช่างตัดผม นักจิตวิทยา ศิลปิน ส่วนพวกที่สองคือคนที่รู้จักหาประโยชน์จากการทรัพยากรที่ตัวเองมีอยู่แล้ว แต่ใช้เทคโนโลยีมาต่อยอดเพื่อขยายตลาด เพิ่มกำไรให้ตัวเอง เช่น คุณอาจเป็นอาจารย์ประจำสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียน คุณอัดคลิปการสอนอันแสนสนุกของคุณไปแชร์ผ่านช่องทางต่างๆ มีผู้สนใจมาชมมากมาย อาจได้ค่าโฆษณา หรืออาจจะเปิดช่องให้ผู้สนใจจ่ายเงินลงทะเบียนเรียนผ่านช่องของคุณ นอกจากนั้นคุณยังได้ชื่อเสียง ทำให้คุณกลายเป็นผู้อยู่รอดแห่งยุคสมัย

 

คนมีคอนโดว่าง บ้านว่าง หรือห้องเหลือๆในบ้าน ก็สามารถเอามาปล่อยเช่า โดยมีตลาดเป็นคนทั้งโลกที่สามารถค้นหาคุณเจอในอินเตอร์เน็ต

 

เด็กตัวเล็กตัวน้อยที่ผู้ปกครองแอบเป็นห่วงว่าวันทั้งวันกำลังก้มหน้าติดเกมนั่นก็ด้วยผู้ใหญ่บางคนอาจไม่รู้ว่าในโลกนี้มีอาชีพนักเล่นเกมและยังมีอาชีพที่บางคนไม่คุ้นหูก็คือนักแคสท์เกมหรือนักพากย์เกมที่มีแฟนคลับติดเกรียวรายได้มหาศาล

 

ยุคนี้จึงเป็นยุคทองของการขายอย่างแท้จริง ผู้ที่จะเจริญรุ่งเรืองในยุคนี้คือผู้ที่เกิดมาพร้อมกับสัญชาตญาณนักขาย

ผู้ที่น่าเป็นห่วงก็มีอยู่สองพวกเช่นกัน ได้แก่พวกขายไม่ออก กับพวกขายไม่เป็น พวกแรกคือพวกขายไม่ออก ไม่มีอะไรจะขาย จึงรอวันที่จะถูกโละทิ้ง กับพวกที่สองคือพวกอยากขายแต่ขายไม่เป็น ขายของผิดประเภท ขายของแบบไม่มีแผน ไม่มีทิศทาง 

 

คนที่ขายไม่เป็นมีหลายลักษณะ ซึ่งคนพวกนี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น คนที่เคยเป็นพนักงานประจำที่ไหนสักแห่ง วันดีคืนดีก็เอาเงินเก็บเงินออมที่มีทั้งหมดบวกเงินกู้มาเปิดธุรกิจใหม่ที่ตัวเองเคยฝันไว้ แต่ยังไม่เคยได้ฝึกฝนหรือเรียนรู้อย่างจริงจัง ที่น่ากลัวคือพวกที่ตัดสินใจแบบพระเจ้าตาก ทุบหม้อข้าวเผาสะพาน กะลุยไปตายเอาดาบหน้าอย่างเดียว เช่นเดียวกับคนที่ทะลึ่งเอาเงินเก็บทั้งหมดหลังออกจากงานไปเล่นหุ้นทั้งที่ไม่ได้ศึกษาจริงจัง เช่นเดียวกับการยืนถ่ายรูปคู่รถสปอร์ตคันงามที่ไม่อาจอธิบายได้ถึงความยากลำบากก่อนที่จะประสบความสำเร็จ และข้อมูลแบบนี้เองที่ล่อคนขายไม่เป็นให้บินเข้ามาร่วงผล็อยๆเหมือนแมลงเม่าบินเข้าหากองไฟ

 

ณ ยุคแห่งการขายนี้ ใครที่ยังไม่รู้จะขายอะไรต้องพยายามคิดให้ออก ส่วนใครที่นึกออกแล้วว่าจะขายอะไรดี ไม่ว่าจะขายเล็กขายใหญ่ คุณก็คือนักธุรกิจ และสิ่งที่คุณต้องการเป็นลำดับแรกคือแผนธุรกิจ คุณควรเขียนของคุณเอง อย่าไปจ้างใครเขียน เพราะแผนธุรกิจจะทำให้คุณมองภาพธุรกิจของตัวเองได้ชัดที่สุด

 

สำหรับคนที่เห็นความสำคัญของการลุกขึ้นมาเป็นนักขาย แต่ไม่รู้จะขายอะไรดี รู้แต่ว่า อยากได้เงิน มีวิธีคิดสองแบบ แบบแรกคือคิดจากข้างในออกไปข้างนอก คือมองดูจากทรัพยากรของตัวเอง ต้นทุนรวมถึงประสบการณ์ ความสามารถและความชอบต่างๆที่มี เพื่อให้ได้คำตอบว่า ตัวเองมีอะไรพร้อมขาย 

 

ส่วนแบบที่สองคือคิดจากข้างนอกเข้ามาข้างใน คือมองไปรอบๆแล้วพยายามหาว่าในจักรวาลนี้มีอะไรน่าขายบ้าง โลกนี้ยังขาดอะไร

 

และเมื่อคุณได้คำตอบว่าจะขายอะไรดีแล้ว สิ่งที่ตามมาคือการเขียนแผนธุรกิจ เพราะการขายได้มอบสถานะ 'นักธุรกิจ' ให้คุณโดยอัตโนมัติ และสถานะนักธุรกิจนี้เอง ที่จะเป็น 'ประตูบานใหม่' ที่กำลังเปิดรอเราทุกคนอยู่ในยุคนี้ ซึ่งถ้าคุณใจกล้า มีเวลาพอ และมีความพร้อม จะลองแง้มประตูบานใหม่ดูลู่ทางไว้แต่เนิ่นๆ โดยไม่ต้องรอให้ประตูบานเก่าปิดลงก่อน ก็คงไม่เสียหายอะไร...จริงไหม

 


 

Text: วรรณศิริ

Edit: Paron S.