คุณกำลังเดินตามเสียงปี่มรณะอยู่หรือเปล่า ?

สมัยเด็กๆ เราคงเคยได้ฟังนิทานเรื่อง ‘นักเป่าปี่แห่งฮาเมลิน’ (The Pied Piper of Hamelin) ซึ่งโด่งดังไปทั่วโลกจากผลงานของสองพี่น้องตระกูลกริมม์ เล่าถึงเมืองในเยอรมันที่มีหนูมารบกวนชาวบ้าน แพร่พันธุ์เป็นจำนวนมหาศาล ทำลายข้าวของ เป็นพาหะนำโรคร้ายมาสู่ผู้คน ในที่สุดชาวเมืองทนไม่ไหวก็ร่วมกันออกเงิน ประกาศให้เป็นรางวัลแก่คนที่สามารถกำจัดหนูได้ จนกระทั่งมีชายลึกลับในเสื้อหลากสีเดินทางมาอาสากำจัดหนูด้วยการเป่าปี่ เรียกฝูงหนูให้วิ่งตามไปกระโจนลงน้ำตายหมด แต่เมื่อนักเป่าปี่กลับมาเรียกรับรางวัล กลับโดนชาวเมืองจอมโกงเบี้ยวไม่ยอมจ่าย นักเป่าปี่จึงแก้แค้นด้วยการเป่าปี่เรียกเด็กทั้งหมดในเมืองให้ออกมากระโดดโลดเต้นร้องรำทำเพลงตามเขาไปเป็นขบวนยาวเหยียด พาออกไปนอกเมือง และไม่มีใครตามหาพวกเขาพบอีกเลย

 

นิทานเรื่องนี้แต่งขึ้นจากเรื่องจริงที่เป็นคดีสำคัญของประเทศเยอรมัน ซึ่งเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2184 เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่เมืองฮาเมลินหรือเฮมลิน ในแคว้นเนียเดอร์แซสเซน ประเทศเยอรมันนี โดยมีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรว่า “วันที่ 26 มิถุนายน 1284 เมืองฮาเมลิน ประเทศเยอรมันเกิดคดีเด็กจำนวนกว่า 130 คนหายสาบสูญไปอย่างกะทันหัน” 

 

แน่นอนว่า การหายตัวไปอย่างลึกลับของเด็กจำนวนมากถึง 130 คน ย่อมเป็นเรื่องใหญ่ มีข้อสันนิษฐานมากมาย เช่น เด็กๆ เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ จากการจมน้ำในแม่น้ำเวเซอร์หรือตายในภูเขาฮอบเปนเบิร์ก เนื่องจากวันที่ 26 มิถุนายน 1284 เป็นวันเซนต์โยฮันส์และเปาโล เมืองฮาเมลินมีธรรมเนียมจะจุดไฟบนภูเขาฮอบเปนเบิร์กซึ่งมีภูมิประเทศเป็นหน้าผาตัด ข้างล่างเป็นบึงลึก เป็นไปได้ว่าเด็กๆได้พากันขึ้นเขานี้ไปตอนกลางคืนและเดินตกหน้าผาไป หรืออาจจะเกิดโรคระบาดขึ้นและเด็กถูกพาไปอยู่ที่อื่น ในฉบับของผู้เขียนอีกคน นักเป่าปี่อาจจะเป็นเครื่องหมายแทนยมฑูต บ้างก็เชื่อว่า เด็กๆพากันรวมตัวออกไปจาริกแสวงบุญและไม่ได้กลับมาอีกในกรณีนี้ ฯลฯ

 

แต่จะอย่างไรก็ตาม คดีการหายสาบสูญของเด็กๆในเมืองฮาเมลิน ก็ยังไม่ได้รับการคลี่คลายจนปัจจุบัน และหลักฐานหนึ่งที่ยังหลงเหลืออยู่เพื่อยืนยันว่าเหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นจริง ก็คือกฎระเบียบของเมืองฮาเมลินที่ห้ามประชาชนออกมาร้องรำทำเพลงบนถนน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องสลดใจขึ้นอีก กฎนี้คงอยู่นานมากกว่าจะมีการยกเลิกในภายหลัง

แม้หลายคนจะเติบโตจนเลิกสนใจนิทานไปนานแล้ว แต่หากฉุกใจคิดสักนิดก็จะพบว่า ปรากฏการณ์ของการเดินตามเสียงของปี่วิเศษที่พาคนไปตาย หรือเสียงเรียกร้องยั่วยวนที่ปลุกเร้าให้ผู้คนจำนวนมากลุกขึ้นมาทำอะไรร่วมกันโดยไม่รู้ว่าผลลัพธ์จริงๆ จะเป็นเช่นไร แต่ดันบ้าคลั่งทำตามกันไปเป็นฝูงอย่างไร้สตินั้น ไม่ได้มีอยู่แค่ในตำนานหรือในนิทาน หากแต่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันในโลกนี้ตั้งแต่อดีตมาจนปัจจุบัน

 

ในโลกของการลงทุน บ่อยครั้งที่เกิดภาวะ ‘คลั่งซื้อ’ หรือ ‘เทขาย’ กระหน่ำจนตลาดผันผวนไปตามฤทธิ์เดชเสียงปี่นรกที่อาจมาในรูป ‘ข่าวลือ’ ซึ่งกระตุ้นได้ทั้ง ‘ความโลภ’ และ ‘ความกลัว’ ที่รุนแรงจนสติควบคุมไม่อยู่ แม้สมองส่วนที่ยังพอคิดอะไรได้อาจจะบอกว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ แต่ท้ายที่สุดก็ไม่อาจต้านทานแรงกระตุ้นจากสัญชาตญาณที่เกิดจากอุปาทานหมู่ และไม่ว่าจะนานแสนนานเพียงใดนักเป่าปี่ที่ชั่วร้ายในตำนานก็ไม่เคยจากไปไหน แถมยังไม่ได้มีแค่คนเดียว พวกเขายังวนเวียนอยู่ในโลก คอยเป่าปี่ล่อหลอกผู้คนให้หลงไปเป็นเหยื่อซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

ไม่ใช่แค่ในเรื่องของการลงทุน หากตั้งใจสังเกตดีๆ เราจะพบว่า มีเสียงปี่จากตรงตรงนั้นตรงนี้ คอยเรียกให้เราเดินหลงไปแบบไร้สติอยู่ไม่หยุดหย่อนตลอดเส้นทางชีวิต เริ่มตั้งแต่เราเป็นเด็ก พ่อแม่ทั้งหลายก็พาลูกตามเสียงปี่ไปเข้าโรงเรียนที่สอนอะไรเหมือนๆกัน โดยเสียเวลาคิดน้อยมากว่า การให้เด็กๆหลับหูหลับตาเรียนไปตามๆ กันแล้วจะดีจริงหรือไม่ เมื่อเด็กเริ่มโตพอจะคิดเองได้ เด็กส่วนใหญ่ก็จะเดินตามเสียงปี่ไปตามกระบวนการแข่งขัน การสอบ การต่อสู้เพื่อให้ได้วุฒิการศึกษา มีเป้าหมายอยู่ที่ใบปริญญามากกว่าความรู้จริงๆ ที่จะได้จากการเรียน หมดเงินหมดเวลาไปกับการเรียนจำนวนมหาศาล แต่มีน้อยคนที่จะกล้าแตกแถวเดินออกมาจากขบวนแห่ตามเสียงปี่แห่งความกลัว

 

ระหว่างเส้นทางสร้างเนื้อสร้างตัวก็เช่นกัน มีเสียงปี่เรียกเราให้แห่กันไปซื้อนั่นจองนี่ตามกันไม่ขาดสาย เราซื้อของหลายอย่างในชีวิตเพราะเห็นคนอื่นซื้อหรือคนอื่นมี ชอบแย่งไปกินอาหารในร้านที่มีคนต่อคิวยาวๆ หรือเห็นเพื่อนแชร์เรื่องไปเที่ยวไปกินไปช้อปที่โน่นที่นี่ในโซเชียลมีเดีย ก็ถูกกระตุ้นให้นึกอยากไปทำอย่างเขาบ้าง และมิหนำซ้ำยังถูกปลูกฝังว่า การไม่ได้ทำอะไรเท่าๆ กับคนอื่น หมายถึงความด้อยกว่า บ่งบอกว่าเราไม่รวย ไม่สำเร็จ ไม่สุขสบายเท่ากับเขา และคุณก็มักจะเต้นตามเสียงปี่นั้น เพียงเพราะใครๆเขาก็ทำกัน

 

สิ่งที่น่ากลัวของการเดินไปตามเสียงปี่นรกคือ การหลงผิดไปสู่เป้าหมายอันตรายที่ทำให้เราต้องบาดเจ็บ เสียทรัพย์ เสียโน่นเสียนี่ แต่ที่น่ากลัวมากกว่านั้นหรืออาจจะมากที่สุดคือ การเดินตามเสียงปี่ไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย จนเวลาหรือเรี่ยวแรงในชีวิตใกล้หมดก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะเดินไปหาอะไร

 

ถ้านึกไม่ออกก็มองไปรอบๆ ตัว คุณจะเห็นคนหาเช้ากินค่ำ หรือคนทำงานมากมายที่หลับหูหลับตาทำอะไรซ้ำๆ เดิมๆ ทั้งที่ปากก็บอกว่าไม่ชอบ ไม่พอใจ แต่ก็ทำไปอย่างนั้นตั้งแต่เป็นหนุ่มเป็นสาวยันแก่ และมีความสำเร็จลวงๆ เป็นน้ำจิ้มชูใจระหว่างทางจากเรื่องไม่เป็นสาระ ไม่ว่าจะเป็นการเสี่ยงโชค รวมไปถึงชัยชนะที่ไม่น่าภูมิใจอะไรจากการได้เปรียบคนอื่นหรือได้เปรียบทางสังคมนิดหน่อย เช่น การได้ใช้โทรศัพท์รุ่นออกใหม่ก่อนคนอื่น การซื้อของตอนเซลล์ได้ถูกกว่าเพื่อนที่ทำงาน การเคลมภาษีคืนได้เยอะ กระทั่งเรื่องที่ไม่รู้จะเรียกว่าเป็นชัยชนะอะไรได้เลย อย่างการมีคนไลค์รูปที่แชร์ในโซเชียลเยอะๆ ก็ทำให้คนจำนวนมากยอมเสียเวลาเยอะแยะเพื่อจะต่อสู้ให้ได้มา เพียงเพราะทนเสียงปี่ยั่วใจให้ทำตามไม่ไหว

 

ในนิทาน ‘นักเป่าปี่แห่งฮาเมลิน’ เด็กที่รอดชีวิตจากเสียงปี่มรณะคือเด็กพิการขาเป๋ กับเด็กตาบอด แต่สำหรับการเอาตัวรอดจากเสียงปี่ที่ดังอึงคะนึงอยู่รอบทิศคอยล่อลวงให้เราเดินหลงทางในโลกแห่งความเป็นจริง คงไม่ใช่การทำตัวเองให้ขาเป๋ ตาบอด หรือแม้กระทั่งทำตัวเองให้หูหนวก แต่น่าจะเป็นการเรียนรู้ รู้ที่จะแยกแยะ ยับยั้งใจตัวเองไม่ให้ถูกเสียงรอบข้างมาดึงดูดหรือล่อลวงไปในเส้นทางที่ไม่ควรจะไป และหาปี่ส่วนตัวมาเป่าเองฟังเองเพื่อนำทางตัวเองไปในทางที่คิดแล้วว่าควรจะเต้นตาม โดยพยายามสะสมพลังเสียงให้เป่าปี่ของคุณเองได้ดังที่สุด ยาวนานที่สุด ควบคู่ไปกับการฝึกหูของคุณให้รู้จักแยกว่า เสียงไหนมาจากปี่ของคุณ และเสียงปี่เลาไหนในบรรยากาศที่อาจเป็นเสียงที่ดี มีประโยชน์ที่สุด และนำไปสู่เส้นทางที่ดีที่สุดสำหรับตัวคุณเอง ... เมื่อนั้น คุณก็จะไม่เพียงโชคดีเป็นผู้รอดชีวิต แต่คุณยังช่วยเปิดหนทางใหม่ๆ ให้คนข้างหลังได้อาศัยก้าวเดินทางมาอีกด้วย

 


 

Text: Wannasiri

Edit: Paron S.


YOU MIGHT LIKE !



คุณกำลังเดินตามเสียงปี่มรณะอยู่หรือเปล่า ?

สมัยเด็กๆ เราคงเคยได้ฟังนิทานเรื่อง ‘นักเป่าปี่แห่งฮาเมลิน’ (The Pied Piper of Hamelin) ซึ่งโด่งดังไปทั่วโลกจากผลงานของสองพี่น้องตระกูลกริมม์ เล่าถึงเมืองในเยอรมันที่มีหนูมารบกวนชาวบ้าน แพร่พันธุ์เป็นจำนวนมหาศาล ทำลายข้าวของ เป็นพาหะนำโรคร้ายมาสู่ผู้คน ในที่สุดชาวเมืองทนไม่ไหวก็ร่วมกันออกเงิน ประกาศให้เป็นรางวัลแก่คนที่สามารถกำจัดหนูได้ จนกระทั่งมีชายลึกลับในเสื้อหลากสีเดินทางมาอาสากำจัดหนูด้วยการเป่าปี่ เรียกฝูงหนูให้วิ่งตามไปกระโจนลงน้ำตายหมด แต่เมื่อนักเป่าปี่กลับมาเรียกรับรางวัล กลับโดนชาวเมืองจอมโกงเบี้ยวไม่ยอมจ่าย นักเป่าปี่จึงแก้แค้นด้วยการเป่าปี่เรียกเด็กทั้งหมดในเมืองให้ออกมากระโดดโลดเต้นร้องรำทำเพลงตามเขาไปเป็นขบวนยาวเหยียด พาออกไปนอกเมือง และไม่มีใครตามหาพวกเขาพบอีกเลย

 

นิทานเรื่องนี้แต่งขึ้นจากเรื่องจริงที่เป็นคดีสำคัญของประเทศเยอรมัน ซึ่งเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2184 เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่เมืองฮาเมลินหรือเฮมลิน ในแคว้นเนียเดอร์แซสเซน ประเทศเยอรมันนี โดยมีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรว่า “วันที่ 26 มิถุนายน 1284 เมืองฮาเมลิน ประเทศเยอรมันเกิดคดีเด็กจำนวนกว่า 130 คนหายสาบสูญไปอย่างกะทันหัน” 

 

แน่นอนว่า การหายตัวไปอย่างลึกลับของเด็กจำนวนมากถึง 130 คน ย่อมเป็นเรื่องใหญ่ มีข้อสันนิษฐานมากมาย เช่น เด็กๆ เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ จากการจมน้ำในแม่น้ำเวเซอร์หรือตายในภูเขาฮอบเปนเบิร์ก เนื่องจากวันที่ 26 มิถุนายน 1284 เป็นวันเซนต์โยฮันส์และเปาโล เมืองฮาเมลินมีธรรมเนียมจะจุดไฟบนภูเขาฮอบเปนเบิร์กซึ่งมีภูมิประเทศเป็นหน้าผาตัด ข้างล่างเป็นบึงลึก เป็นไปได้ว่าเด็กๆได้พากันขึ้นเขานี้ไปตอนกลางคืนและเดินตกหน้าผาไป หรืออาจจะเกิดโรคระบาดขึ้นและเด็กถูกพาไปอยู่ที่อื่น ในฉบับของผู้เขียนอีกคน นักเป่าปี่อาจจะเป็นเครื่องหมายแทนยมฑูต บ้างก็เชื่อว่า เด็กๆพากันรวมตัวออกไปจาริกแสวงบุญและไม่ได้กลับมาอีกในกรณีนี้ ฯลฯ

 

แต่จะอย่างไรก็ตาม คดีการหายสาบสูญของเด็กๆในเมืองฮาเมลิน ก็ยังไม่ได้รับการคลี่คลายจนปัจจุบัน และหลักฐานหนึ่งที่ยังหลงเหลืออยู่เพื่อยืนยันว่าเหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นจริง ก็คือกฎระเบียบของเมืองฮาเมลินที่ห้ามประชาชนออกมาร้องรำทำเพลงบนถนน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องสลดใจขึ้นอีก กฎนี้คงอยู่นานมากกว่าจะมีการยกเลิกในภายหลัง

แม้หลายคนจะเติบโตจนเลิกสนใจนิทานไปนานแล้ว แต่หากฉุกใจคิดสักนิดก็จะพบว่า ปรากฏการณ์ของการเดินตามเสียงของปี่วิเศษที่พาคนไปตาย หรือเสียงเรียกร้องยั่วยวนที่ปลุกเร้าให้ผู้คนจำนวนมากลุกขึ้นมาทำอะไรร่วมกันโดยไม่รู้ว่าผลลัพธ์จริงๆ จะเป็นเช่นไร แต่ดันบ้าคลั่งทำตามกันไปเป็นฝูงอย่างไร้สตินั้น ไม่ได้มีอยู่แค่ในตำนานหรือในนิทาน หากแต่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันในโลกนี้ตั้งแต่อดีตมาจนปัจจุบัน

 

ในโลกของการลงทุน บ่อยครั้งที่เกิดภาวะ ‘คลั่งซื้อ’ หรือ ‘เทขาย’ กระหน่ำจนตลาดผันผวนไปตามฤทธิ์เดชเสียงปี่นรกที่อาจมาในรูป ‘ข่าวลือ’ ซึ่งกระตุ้นได้ทั้ง ‘ความโลภ’ และ ‘ความกลัว’ ที่รุนแรงจนสติควบคุมไม่อยู่ แม้สมองส่วนที่ยังพอคิดอะไรได้อาจจะบอกว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ แต่ท้ายที่สุดก็ไม่อาจต้านทานแรงกระตุ้นจากสัญชาตญาณที่เกิดจากอุปาทานหมู่ และไม่ว่าจะนานแสนนานเพียงใดนักเป่าปี่ที่ชั่วร้ายในตำนานก็ไม่เคยจากไปไหน แถมยังไม่ได้มีแค่คนเดียว พวกเขายังวนเวียนอยู่ในโลก คอยเป่าปี่ล่อหลอกผู้คนให้หลงไปเป็นเหยื่อซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

ไม่ใช่แค่ในเรื่องของการลงทุน หากตั้งใจสังเกตดีๆ เราจะพบว่า มีเสียงปี่จากตรงตรงนั้นตรงนี้ คอยเรียกให้เราเดินหลงไปแบบไร้สติอยู่ไม่หยุดหย่อนตลอดเส้นทางชีวิต เริ่มตั้งแต่เราเป็นเด็ก พ่อแม่ทั้งหลายก็พาลูกตามเสียงปี่ไปเข้าโรงเรียนที่สอนอะไรเหมือนๆกัน โดยเสียเวลาคิดน้อยมากว่า การให้เด็กๆหลับหูหลับตาเรียนไปตามๆ กันแล้วจะดีจริงหรือไม่ เมื่อเด็กเริ่มโตพอจะคิดเองได้ เด็กส่วนใหญ่ก็จะเดินตามเสียงปี่ไปตามกระบวนการแข่งขัน การสอบ การต่อสู้เพื่อให้ได้วุฒิการศึกษา มีเป้าหมายอยู่ที่ใบปริญญามากกว่าความรู้จริงๆ ที่จะได้จากการเรียน หมดเงินหมดเวลาไปกับการเรียนจำนวนมหาศาล แต่มีน้อยคนที่จะกล้าแตกแถวเดินออกมาจากขบวนแห่ตามเสียงปี่แห่งความกลัว

 

ระหว่างเส้นทางสร้างเนื้อสร้างตัวก็เช่นกัน มีเสียงปี่เรียกเราให้แห่กันไปซื้อนั่นจองนี่ตามกันไม่ขาดสาย เราซื้อของหลายอย่างในชีวิตเพราะเห็นคนอื่นซื้อหรือคนอื่นมี ชอบแย่งไปกินอาหารในร้านที่มีคนต่อคิวยาวๆ หรือเห็นเพื่อนแชร์เรื่องไปเที่ยวไปกินไปช้อปที่โน่นที่นี่ในโซเชียลมีเดีย ก็ถูกกระตุ้นให้นึกอยากไปทำอย่างเขาบ้าง และมิหนำซ้ำยังถูกปลูกฝังว่า การไม่ได้ทำอะไรเท่าๆ กับคนอื่น หมายถึงความด้อยกว่า บ่งบอกว่าเราไม่รวย ไม่สำเร็จ ไม่สุขสบายเท่ากับเขา และคุณก็มักจะเต้นตามเสียงปี่นั้น เพียงเพราะใครๆเขาก็ทำกัน

 

สิ่งที่น่ากลัวของการเดินไปตามเสียงปี่นรกคือ การหลงผิดไปสู่เป้าหมายอันตรายที่ทำให้เราต้องบาดเจ็บ เสียทรัพย์ เสียโน่นเสียนี่ แต่ที่น่ากลัวมากกว่านั้นหรืออาจจะมากที่สุดคือ การเดินตามเสียงปี่ไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย จนเวลาหรือเรี่ยวแรงในชีวิตใกล้หมดก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะเดินไปหาอะไร

 

ถ้านึกไม่ออกก็มองไปรอบๆ ตัว คุณจะเห็นคนหาเช้ากินค่ำ หรือคนทำงานมากมายที่หลับหูหลับตาทำอะไรซ้ำๆ เดิมๆ ทั้งที่ปากก็บอกว่าไม่ชอบ ไม่พอใจ แต่ก็ทำไปอย่างนั้นตั้งแต่เป็นหนุ่มเป็นสาวยันแก่ และมีความสำเร็จลวงๆ เป็นน้ำจิ้มชูใจระหว่างทางจากเรื่องไม่เป็นสาระ ไม่ว่าจะเป็นการเสี่ยงโชค รวมไปถึงชัยชนะที่ไม่น่าภูมิใจอะไรจากการได้เปรียบคนอื่นหรือได้เปรียบทางสังคมนิดหน่อย เช่น การได้ใช้โทรศัพท์รุ่นออกใหม่ก่อนคนอื่น การซื้อของตอนเซลล์ได้ถูกกว่าเพื่อนที่ทำงาน การเคลมภาษีคืนได้เยอะ กระทั่งเรื่องที่ไม่รู้จะเรียกว่าเป็นชัยชนะอะไรได้เลย อย่างการมีคนไลค์รูปที่แชร์ในโซเชียลเยอะๆ ก็ทำให้คนจำนวนมากยอมเสียเวลาเยอะแยะเพื่อจะต่อสู้ให้ได้มา เพียงเพราะทนเสียงปี่ยั่วใจให้ทำตามไม่ไหว

 

ในนิทาน ‘นักเป่าปี่แห่งฮาเมลิน’ เด็กที่รอดชีวิตจากเสียงปี่มรณะคือเด็กพิการขาเป๋ กับเด็กตาบอด แต่สำหรับการเอาตัวรอดจากเสียงปี่ที่ดังอึงคะนึงอยู่รอบทิศคอยล่อลวงให้เราเดินหลงทางในโลกแห่งความเป็นจริง คงไม่ใช่การทำตัวเองให้ขาเป๋ ตาบอด หรือแม้กระทั่งทำตัวเองให้หูหนวก แต่น่าจะเป็นการเรียนรู้ รู้ที่จะแยกแยะ ยับยั้งใจตัวเองไม่ให้ถูกเสียงรอบข้างมาดึงดูดหรือล่อลวงไปในเส้นทางที่ไม่ควรจะไป และหาปี่ส่วนตัวมาเป่าเองฟังเองเพื่อนำทางตัวเองไปในทางที่คิดแล้วว่าควรจะเต้นตาม โดยพยายามสะสมพลังเสียงให้เป่าปี่ของคุณเองได้ดังที่สุด ยาวนานที่สุด ควบคู่ไปกับการฝึกหูของคุณให้รู้จักแยกว่า เสียงไหนมาจากปี่ของคุณ และเสียงปี่เลาไหนในบรรยากาศที่อาจเป็นเสียงที่ดี มีประโยชน์ที่สุด และนำไปสู่เส้นทางที่ดีที่สุดสำหรับตัวคุณเอง ... เมื่อนั้น คุณก็จะไม่เพียงโชคดีเป็นผู้รอดชีวิต แต่คุณยังช่วยเปิดหนทางใหม่ๆ ให้คนข้างหลังได้อาศัยก้าวเดินทางมาอีกด้วย

 


 

Text: Wannasiri

Edit: Paron S.