คุณพร้อมหรือยังสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคที่ 4

เชื้อโรคหรือวาฬ

 

การเกิดและดับ รุ่งและร่วง เป็นธรรมดาของโลกที่เปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง สำหรับคนที่สามารถมองอนาคตล่วงหน้าได้มีสิทธิ์ยืนยิ้มรอรับโอกาสและความเปลี่ยนแปลงดีๆ ที่โลกหมุนมาให้ ขณะที่อีกหลายคนที่ตามโลกไม่ทันเริ่มเสียการควบคุมและกำลังตกงาน

 

ถ้าไม่นับภาวะว่างงานที่เกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจหรือภัยพิบัติต่างๆ ยุคนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งรอบใหญ่ของการว่างงานของผู้คนทั่วโลก หลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมตั้งแต่ยุคที่1, 2 เรื่อยมาจนถึงยุคที่ 3 และกำลังเข้าสู่ยุคที่4 ในปัจจุบัน

 

คนที่สนใจเรื่องเศรษฐศาสตร์คงเคยได้ยินกันมาบ้างว่า การปฏิวัติอุตสาหกรรมแต่ละครั้งมีจุดเด่นอยู่ที่ความสามารถในการลดต้นทุนการผลิต ยุคแรก คิดค้นเครื่องจักรไอน้ำช่วยลดต้นทุนด้านการขนส่งและเดินทาง (economy of speed) ยุคสอง ลดต้นทุนการผลิตจากความสำเร็จในการใช้พลังงานไฟฟ้าและระบบบริหารจัดการที่ทำให้ผลิตสินค้าและบริการได้ครั้งละมากๆ (economy of scale) ส่วนยุคที่สาม เป็นการลดต้นทุนการผลิตจากการค้นพบเส้นทางใหม่ที่จับต้องไม่ได้สำหรับการเชื่อมโยงสินค้าและบริการในโลกแบบไร้พรมแดน บวกกับความสามารถในการผลิตแบบอัตโนมัติ การลดความต้องการใช้พื้นที่เชิงกายภาพ และลดความต้องการแรงงาน (economy of space and labour) เช่น การบันทึกเสียงด้วยเทปหรือซีดี เปลี่ยนมาเป็นไฟล์ดิจิตอล การส่งผ่านข้อมูลความรู้ข้ามโลกสามารถเกิดขึ้นได้ในชั่วเสี้ยววินาทีโดยแทบไม่ต้องเสียต้นทุนเพิ่มจากการขนส่งใดๆ

 

การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคที่สามนั้นมาไวไปไวอย่างน่าหวาดหวั่น ในขณะที่ผู้คนจำนวนมหาศาลบนโลกยังไม่ทันปรับตัวให้เข้ายุคสาม ประเดี๋ยวเดียวโลกก็จะกระโจนเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคที่สี่เสียแล้ว

 

หากจะเปรียบยุคที่สามเป็นยุคของการสร้างโลกใหม่หรือ 'โลกเสมือน' ขึ้นในอากาศด้วยเทคโนโลยีการสื่อสาร การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคใหม่หรือยุคที่สี่นี้ ก็น่าจะเปรียบได้กับช่วงเวลาเกิดขึ้นของ 'ประเทศใหม่ๆที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ'

 

ผู้คนค่อยๆเคลื่อนย้ายตัวเองจากประเทศทางกายภาพไปสู่ประเทศในอากาศ คบหาและเชื่อมโยงกันด้วยระบบความสัมพันธ์ของสังคมในอากาศ ซึ่งประเทศในอากาศเหล่านั้นก็คือโซเชียลมีเดียค่ายต่างๆ ที่แต่ละค่ายก็มีภาษา กฎหมาย ค่าเงิน และวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง อีกทั้งยังมีระบบทางการทูตที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างแต่ละค่ายเข้าด้วยกันอย่างมีแบบแผน 

 

สิ่งที่เหมือนกันตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมจากยุคแรกมาถึงยุคที่สี่ ก็คือความต้องการแรงงานคนในกระบวนการผลิตจะค่อยๆลดลงจนแทบเป็นศูนย์ อาชีพมากมายจะหายไป  ร้านสะดวกซื้อที่ไม่ต้องมีพื้นที่ร้านแต่มีของขายทุกอย่างตั้งแต่บ้านถึงยารักษาโรค อาหารที่ไม่ต้องมีคนปรุงและคนเสิร์ฟ ยานพาหนะที่ไม่ต้องการคนขับ ภาพยนตร์ที่อาจไม่จำเป็นต้องมีคนจริงๆเป็นนักแสดง แม้กระทั่งเซ็กส์ที่สนุกได้โดยไม่ต้องมีคู่ขาอยู่ในระยะเอื้อมถึง

 

โลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยเครื่องทุ่นแรงและทุ่นเวลาย่อมไม่ต้องการประชากรมากมายอย่างในอดีต อัตราการเกิดของคนในดินแดนที่เจริญแล้วค่อยๆลดลงอย่างมีนัยสำคัญทั้งเหตุผลจากอัตราการแต่งงานข้ามเพศที่ลดน้อยลงสวนทางกับตัวเลขประชากรสูงอายุในประเทศต่างๆทวีเพิ่มขึ้น

 

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทุกๆยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรม แรงงานส่วนเกินจะถูกกำจัดออกไปจากกระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุน แต่คำถามคือ โลกจะจัดการอย่างไรกับผู้คนจำนวนมหาศาลที่ตกอยู่ในสถานะไร้ประโยชน์หรือไม่เป็นที่ต้องการ และในกลุ่มคนที่น่าสงสารเหล่านี้อาจเป็นเพื่อนคุณ หรือตัวคุณเอง

 

ประเทศทางกายภาพที่เจริญแล้วบางประเทศใช้วิธีเคลื่อนย้ายประชากรส่วนเกินออกนอกประเทศตัวเองอย่างละมุน ละม่อมด้วยเงินก้นถุงเพียงเล็กน้อย เพื่อส่งให้ไปเกาะกินสวัสดิการของประเทศอื่นที่ไม่รู้เท่าทัน และมีอัตราค่าครองชีพถูกกว่าประเทศตัวเอง โดยลงทุนแค่หาเมียทุกอย่างก็สะดวกโยธิน ส่วนบางประเทศที่มีสันดานก้าวร้าวเลือกใช้วิธีดั้งเดิม คือการออกไปล่าอาณานิคมเพื่อปล้นสะดมเอาทรัพยากรของประเทศอื่นมาบำรุงระบบรัฐสวัสดิการที่เน่าเฟะ อันเป็นหนึ่งสาเหตุใหญ่ซึ่งทำให้โลกต้องเผชิญปัญหาผู้ลี้ภัยรุนแรงที่สุดในตอนนี้

 

การปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุคที่สี่ เป็นแรงเหวี่ยงสำคัญรอบใหญ่ที่ไม่เพียงเปิดโอกาสให้การล่าอาณานิคมทางกายภาพสะดวกง่ายดายขึ้น แต่ยังทำให้การล่าอาณานิคมของประเทศมหาอำนาจในอากาศหรือในโลกออนไลน์สะดวกขึ้นเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการรุกรานประเทศที่ทั้งรัฐบาลและประชาชนส่วนใหญ่ยังโง่และมึนงง ส่วนคนที่ไม่ได้โง่และไม่งงก็มีสองประเภทคือ พวกที่รู้เท่าทันเอาตัวรอด กับพวกที่พยายามตะโกนเตือนภัยแต่ไม่มีใครฟัง

 

รอยต่อเนียนๆระหว่างการปฏิวัติอุตสากรรมยุคที่สามกับยุคที่สี่ทำให้คนนึกว่า เทคโนโลยีสารสนเทศหรือที่เรียกกันคล่องปากว่า IT คือเครื่องมือเพื่อประกาศอิสรภาพจากระบบต่างๆที่ดูไม่เข้าท่าในโลกแบบเก่าแต่พอเอาเข้าจริงๆก็กลับกลายเป็นพันธนาการแบบใหม่ที่ครอบครองควบคุมชีวิตผู้คนแบบถึงเลือดถึงเนื้อและจิตวิญญาณยิ่งกว่ายุคใดๆทั้งหมด ช่องทางการสื่อสารที่เราคิดว่าทำให้เราสามารถรู้ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้กลายเป็นช่องทางที่ทำให้คนอื่น โดยเฉพาะผู้มีอำนาจสามารถเข้าถึง ล่วงรู้ และควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเรา

 

คำถามคือ คุณจะอยู่รอดได้อย่างไรในโลกที่หมุนแรงจนอาจจะเหวี่ยงคุณให้หลุดกระเด็นจากวงโคจรจนดับดิ้นเช่นนี้ บางคนอาจจะเลือกอยู่เฉยๆ เคยทำอะไรมายังไงก็ทำไปอย่างนั้น บางคนเลือกที่จะปรับตัวด้วยการทำตัวให้เล็กที่สุด เพื่อจะเกาะติดอยู่ภายในซอกหลืบของกระแสความเปลี่ยนแปลงอย่างกลมกลืนและไร้ตัวตนเหมือนเชื้อโรคบางชนิดที่มีวิวัฒนาการภายตัวเองจนอยู่คู่โลกมาได้นับล้านปี หรือคุณจะเลือกยืนหยัดอย่างบิ๊กเบิ้มแบบวาฬที่ตัดสินใจจะเลี้ยงลูกด้วยนมอยู่ในทะเล นับถอยหลังถึงวันน้ำท่วมโลก เพื่อที่รอคอยการกลับมาเป็นเจ้าสมุทรอีกครั้ง ถ้าโชคดีไม่สูญพันธุ์ไปเสียก่อน

 


 

Text: วรรณศิริ ศรีวราธนบูลย์

Edit: Paron S.


YOU MIGHT LIKE !



คุณพร้อมหรือยังสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคที่ 4

เชื้อโรคหรือวาฬ

 

การเกิดและดับ รุ่งและร่วง เป็นธรรมดาของโลกที่เปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง สำหรับคนที่สามารถมองอนาคตล่วงหน้าได้มีสิทธิ์ยืนยิ้มรอรับโอกาสและความเปลี่ยนแปลงดีๆ ที่โลกหมุนมาให้ ขณะที่อีกหลายคนที่ตามโลกไม่ทันเริ่มเสียการควบคุมและกำลังตกงาน

 

ถ้าไม่นับภาวะว่างงานที่เกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจหรือภัยพิบัติต่างๆ ยุคนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งรอบใหญ่ของการว่างงานของผู้คนทั่วโลก หลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมตั้งแต่ยุคที่1, 2 เรื่อยมาจนถึงยุคที่ 3 และกำลังเข้าสู่ยุคที่4 ในปัจจุบัน

 

คนที่สนใจเรื่องเศรษฐศาสตร์คงเคยได้ยินกันมาบ้างว่า การปฏิวัติอุตสาหกรรมแต่ละครั้งมีจุดเด่นอยู่ที่ความสามารถในการลดต้นทุนการผลิต ยุคแรก คิดค้นเครื่องจักรไอน้ำช่วยลดต้นทุนด้านการขนส่งและเดินทาง (economy of speed) ยุคสอง ลดต้นทุนการผลิตจากความสำเร็จในการใช้พลังงานไฟฟ้าและระบบบริหารจัดการที่ทำให้ผลิตสินค้าและบริการได้ครั้งละมากๆ (economy of scale) ส่วนยุคที่สาม เป็นการลดต้นทุนการผลิตจากการค้นพบเส้นทางใหม่ที่จับต้องไม่ได้สำหรับการเชื่อมโยงสินค้าและบริการในโลกแบบไร้พรมแดน บวกกับความสามารถในการผลิตแบบอัตโนมัติ การลดความต้องการใช้พื้นที่เชิงกายภาพ และลดความต้องการแรงงาน (economy of space and labour) เช่น การบันทึกเสียงด้วยเทปหรือซีดี เปลี่ยนมาเป็นไฟล์ดิจิตอล การส่งผ่านข้อมูลความรู้ข้ามโลกสามารถเกิดขึ้นได้ในชั่วเสี้ยววินาทีโดยแทบไม่ต้องเสียต้นทุนเพิ่มจากการขนส่งใดๆ

 

การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคที่สามนั้นมาไวไปไวอย่างน่าหวาดหวั่น ในขณะที่ผู้คนจำนวนมหาศาลบนโลกยังไม่ทันปรับตัวให้เข้ายุคสาม ประเดี๋ยวเดียวโลกก็จะกระโจนเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคที่สี่เสียแล้ว

 

หากจะเปรียบยุคที่สามเป็นยุคของการสร้างโลกใหม่หรือ 'โลกเสมือน' ขึ้นในอากาศด้วยเทคโนโลยีการสื่อสาร การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคใหม่หรือยุคที่สี่นี้ ก็น่าจะเปรียบได้กับช่วงเวลาเกิดขึ้นของ 'ประเทศใหม่ๆที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ'

 

ผู้คนค่อยๆเคลื่อนย้ายตัวเองจากประเทศทางกายภาพไปสู่ประเทศในอากาศ คบหาและเชื่อมโยงกันด้วยระบบความสัมพันธ์ของสังคมในอากาศ ซึ่งประเทศในอากาศเหล่านั้นก็คือโซเชียลมีเดียค่ายต่างๆ ที่แต่ละค่ายก็มีภาษา กฎหมาย ค่าเงิน และวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง อีกทั้งยังมีระบบทางการทูตที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างแต่ละค่ายเข้าด้วยกันอย่างมีแบบแผน 

 

สิ่งที่เหมือนกันตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมจากยุคแรกมาถึงยุคที่สี่ ก็คือความต้องการแรงงานคนในกระบวนการผลิตจะค่อยๆลดลงจนแทบเป็นศูนย์ อาชีพมากมายจะหายไป  ร้านสะดวกซื้อที่ไม่ต้องมีพื้นที่ร้านแต่มีของขายทุกอย่างตั้งแต่บ้านถึงยารักษาโรค อาหารที่ไม่ต้องมีคนปรุงและคนเสิร์ฟ ยานพาหนะที่ไม่ต้องการคนขับ ภาพยนตร์ที่อาจไม่จำเป็นต้องมีคนจริงๆเป็นนักแสดง แม้กระทั่งเซ็กส์ที่สนุกได้โดยไม่ต้องมีคู่ขาอยู่ในระยะเอื้อมถึง

 

โลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยเครื่องทุ่นแรงและทุ่นเวลาย่อมไม่ต้องการประชากรมากมายอย่างในอดีต อัตราการเกิดของคนในดินแดนที่เจริญแล้วค่อยๆลดลงอย่างมีนัยสำคัญทั้งเหตุผลจากอัตราการแต่งงานข้ามเพศที่ลดน้อยลงสวนทางกับตัวเลขประชากรสูงอายุในประเทศต่างๆทวีเพิ่มขึ้น

 

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทุกๆยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรม แรงงานส่วนเกินจะถูกกำจัดออกไปจากกระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุน แต่คำถามคือ โลกจะจัดการอย่างไรกับผู้คนจำนวนมหาศาลที่ตกอยู่ในสถานะไร้ประโยชน์หรือไม่เป็นที่ต้องการ และในกลุ่มคนที่น่าสงสารเหล่านี้อาจเป็นเพื่อนคุณ หรือตัวคุณเอง

 

ประเทศทางกายภาพที่เจริญแล้วบางประเทศใช้วิธีเคลื่อนย้ายประชากรส่วนเกินออกนอกประเทศตัวเองอย่างละมุน ละม่อมด้วยเงินก้นถุงเพียงเล็กน้อย เพื่อส่งให้ไปเกาะกินสวัสดิการของประเทศอื่นที่ไม่รู้เท่าทัน และมีอัตราค่าครองชีพถูกกว่าประเทศตัวเอง โดยลงทุนแค่หาเมียทุกอย่างก็สะดวกโยธิน ส่วนบางประเทศที่มีสันดานก้าวร้าวเลือกใช้วิธีดั้งเดิม คือการออกไปล่าอาณานิคมเพื่อปล้นสะดมเอาทรัพยากรของประเทศอื่นมาบำรุงระบบรัฐสวัสดิการที่เน่าเฟะ อันเป็นหนึ่งสาเหตุใหญ่ซึ่งทำให้โลกต้องเผชิญปัญหาผู้ลี้ภัยรุนแรงที่สุดในตอนนี้

 

การปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุคที่สี่ เป็นแรงเหวี่ยงสำคัญรอบใหญ่ที่ไม่เพียงเปิดโอกาสให้การล่าอาณานิคมทางกายภาพสะดวกง่ายดายขึ้น แต่ยังทำให้การล่าอาณานิคมของประเทศมหาอำนาจในอากาศหรือในโลกออนไลน์สะดวกขึ้นเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการรุกรานประเทศที่ทั้งรัฐบาลและประชาชนส่วนใหญ่ยังโง่และมึนงง ส่วนคนที่ไม่ได้โง่และไม่งงก็มีสองประเภทคือ พวกที่รู้เท่าทันเอาตัวรอด กับพวกที่พยายามตะโกนเตือนภัยแต่ไม่มีใครฟัง

 

รอยต่อเนียนๆระหว่างการปฏิวัติอุตสากรรมยุคที่สามกับยุคที่สี่ทำให้คนนึกว่า เทคโนโลยีสารสนเทศหรือที่เรียกกันคล่องปากว่า IT คือเครื่องมือเพื่อประกาศอิสรภาพจากระบบต่างๆที่ดูไม่เข้าท่าในโลกแบบเก่าแต่พอเอาเข้าจริงๆก็กลับกลายเป็นพันธนาการแบบใหม่ที่ครอบครองควบคุมชีวิตผู้คนแบบถึงเลือดถึงเนื้อและจิตวิญญาณยิ่งกว่ายุคใดๆทั้งหมด ช่องทางการสื่อสารที่เราคิดว่าทำให้เราสามารถรู้ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้กลายเป็นช่องทางที่ทำให้คนอื่น โดยเฉพาะผู้มีอำนาจสามารถเข้าถึง ล่วงรู้ และควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเรา

 

คำถามคือ คุณจะอยู่รอดได้อย่างไรในโลกที่หมุนแรงจนอาจจะเหวี่ยงคุณให้หลุดกระเด็นจากวงโคจรจนดับดิ้นเช่นนี้ บางคนอาจจะเลือกอยู่เฉยๆ เคยทำอะไรมายังไงก็ทำไปอย่างนั้น บางคนเลือกที่จะปรับตัวด้วยการทำตัวให้เล็กที่สุด เพื่อจะเกาะติดอยู่ภายในซอกหลืบของกระแสความเปลี่ยนแปลงอย่างกลมกลืนและไร้ตัวตนเหมือนเชื้อโรคบางชนิดที่มีวิวัฒนาการภายตัวเองจนอยู่คู่โลกมาได้นับล้านปี หรือคุณจะเลือกยืนหยัดอย่างบิ๊กเบิ้มแบบวาฬที่ตัดสินใจจะเลี้ยงลูกด้วยนมอยู่ในทะเล นับถอยหลังถึงวันน้ำท่วมโลก เพื่อที่รอคอยการกลับมาเป็นเจ้าสมุทรอีกครั้ง ถ้าโชคดีไม่สูญพันธุ์ไปเสียก่อน

 


 

Text: วรรณศิริ ศรีวราธนบูลย์

Edit: Paron S.