อนาคตเมืองไทยในอีก 10 ปีข้างหน้าที่ไม่น่าจะไปไหนไกลใน Ten Years Thailand

Ten Years Thailand เป็นภาพยนตร์ร่วมทุนสร้างระหว่างไทย-ฮ่องกง-ญี่ปุ่น ที่ต่อเนื่องมาจาก Ten Years ภาพยนตร์ฮ่องกงปี 2015 ที่สร้างขึ้นหลังจากเกิดเหตุการณ์ ปฏิวัติร่ม (Umbrella Movement) และได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับอนาคตของผู้คนในฮ่องกงหลังเหตุการณ์นั้น  ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จล้นหลาม จนทำให้เกิดแนวคิดที่จะทำ Ten Years ในเวอร์ชั่นต่างๆ ของประเทศในแถบเอเชีย ทั้งไต้หวัน, ญี่ปุ่น ร่วมถึงประเทศไทยของเรา  

ภาพยนตร์เรื่องนี้ประกอบไปด้วยภาพยนตร์สั้น 4 เรื่อง อันเป็นผลงานของผู้กำกับภาพยนตร์อิสระที่ล้วนแล้วแต่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ ทั้ง อาทิตย์ อัสสรัตน์, วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, จุฬญาณนนท์ ศิริผล  และ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ทั้งสี่เรื่องนี้มีโจทย์ร่วมกันอย่างหลวมๆ นั่นคือเป็นการมองอนาคตของประเทศไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกที่มุมมองที่ทั้งสี่ผู้กำกับมีต่อวันพรุ่งนี้ของบ้านเกิดเมืองนอน ต่างออกมาในทิศทางคล้ายๆ กันนั่นคือ มันดูไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากวันนี้นัก 

 

 

Sunset ของ อาทิตย์ พูดประเด็นการใช้อำนาจรัฐเข้ามาตีกรอบการแสดงความคิดเห็นของปัจเจกชนผ่านงานศิลปะ, แคทโทเปีย ของ วิศิษฏ์ ที่จินตนาการโลกอนาคตให้เป็นโลกที่แมวขึ้นมาเป็นใหญ่ และพูดประเด็นพวกเขาพวกเรา, Planetarium หรือ ท้องฟ้าจำลอง ของ จุฬญาณนนท์ เป็นผลงานเซอร์เรียลที่พูดถึงโลกที่มีบิ๊กบราเธอร์คอยสอดส่องและครอบงำให้ทุกคนอยู่ในกรอบที่เหมือนๆ กันอย่างเคร่งครัด ขณะที่เรื่องสุดท้ายอย่าง Song of the City ของ อภิชาตพงศ์นั้น เล่าเรื่องราวหลายชีวิตซึ่งดำเนินไปรอบๆ การก่อสร้างบริเวณอนุสาวรีย์ ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ขอนแก่น บอกเป็นนัยๆ ถึงบางสิ่งที่อาจจะคงอยู่ไปชั่วกัลปาวสานในสังคมไทย ไม่ว่าโลกนี้จะหมุนไปสักอีกกี่ล้านรอบก็ตาม

 

 

แม้จะเป็นภาพยนตร์อิสระ อีกทั้งลีลาการเล่าเรื่องของทั้งสี่เรื่องสี่สไตล์นี้ก็ผิดแผกไปจากการเล่าเรื่องในภาพยนตร์กระแสหลัก แต่ในความไม่คุ้นลิ้นนั้น Ten Years Thailand กลับไม่มีรสชาติของยาขมแต่อย่างใด ตรงกันข้าม มันเป็นหนังที่ดูง่าย ย่อยง่าย และสื่อสารประเด็นที่ต้องการจะบอกกล่าวได้อย่างชัดเจน ซึ่งผู้เขียนก็ไม่แน่ใจว่า เราเข้าใจทุกอย่างได้ดีเพราะเป็นความตั้งใจของผู้กำกับที่จะพูดเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาที่สุด หรือเพราะสิ่งที่เราเห็นนั้นหนังนั้นคือสิ่งที่เราคุ้นชินกันดี เพราะอยู่กับมันมานานแรมปีแล้วกันแน่ 

 

 

หากเป็นเพราะอย่างหลัง ก็คงเป็นเรื่องน่าเศร้าไม่น้อย เพราะอนาคตควรเป็นสิ่งที่เราไม่รู้จัก ควรเป็นความแปลกหูแปลกตาและไม่ใช่สิ่งที่เราเคยคุ้น แต่การที่ทั้งสี่ผู้กำกับ ทำนายอนาคตของประเทศไทยออกมาในทิศทางเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย ว่ามันแทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบัน (หรือพูดกันแบบไร้ความปราณี ตั้งแต่อดีตอันช้านานเสียด้วยซ้ำ)   จึงเหมือนเป็นการบอกเป็นนัยๆ เมืองไทยอาจจะต้องติดอยู่ในวังวน (ที่หลายคนอยากหลุดพ้น) นี้ต่อไปอย่างไม่มีวันรู้จบ

 

 

หลายคนอาจตั้งคำถาม ว่าถ้านี่คือปัญหาที่ใครๆ ก็รู้และคุ้นชินมาช้านานแล้ว แล้วมีเหตุผลอะไรที่เราต้องหยิบมันมาพูดซ้ำๆ ราวกับต้องการย้ำแผลเดิมของสังคมไทยด้วยล่ะ แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง การที่เราป่วยเป็นโรคเดิมๆ ที่ดูจะไม่หายขาดเสียที มันเป็นเพราะเรารู้ว่าเราป่วย แต่ขาดความใส่ใจมากพอที่จะรักษาให้มันหายขาดหรือเปล่า การสำรวจถึงความป่วยไข้ของเรา จึงไม่ใช่การตอกย้ำให้รู้สึกหดหู่กับสภาพอันย่ำแย่ของตนเอง แต่เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตระหนักรู้ เพื่อนำไปสู่การหาทางเยี่ยวยารักษาอย่างจริงจังต่างหาก

 

 

Ten Years Thailand จึงทำหน้าที่คล้ายกับเพลง ประเทศกูมี (ซึ่งบังเอิญที่ได้รับการเผยแพร่สู่สาธารณชนในเวลาใกล้เคียงกัน) ที่พูดถึงบาดแผลบางอย่างของสังคมไทย (ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอาจจะรวมถึงอนาคต) และต่างก็สุ่มเสี่ยงที่จะถูกตราหน้าว่า ‘ชังชาติ’ ซึ่งในความคิดของผู้เขียน แนวคิดที่ไม่ยอมรับความเลวร้ายตรงหน้าต่างหากที่ทำให้บ้านเมืองเราไม่พ้นจากวงจรอุบาทว์นี้เสียที เพราะมันไม่ต่างอะไรจากการหันหน้าหนีปัญหา และกล่อมตัวเองให้เชื่อว่า ความโสมมเหล่านั้นไม่เคยมีอยู่...

 

...โดยที่ลืมนึกไปว่า การกวาดขยะไว้ใต้พรม ไม่ได้ทำให้ขยะหมดไป มันเพียงแค่หายไปในช่วงเวลาหนึ่ง และรอเวลาที่จะกลับมาคละคลุ้งอีกครั้ง


 

เรื่อง: Vorakorn Weerakul

ภาพ: Courtesy




อนาคตเมืองไทยในอีก 10 ปีข้างหน้าที่ไม่น่าจะไปไหนไกลใน Ten Years Thailand

Ten Years Thailand เป็นภาพยนตร์ร่วมทุนสร้างระหว่างไทย-ฮ่องกง-ญี่ปุ่น ที่ต่อเนื่องมาจาก Ten Years ภาพยนตร์ฮ่องกงปี 2015 ที่สร้างขึ้นหลังจากเกิดเหตุการณ์ ปฏิวัติร่ม (Umbrella Movement) และได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับอนาคตของผู้คนในฮ่องกงหลังเหตุการณ์นั้น  ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จล้นหลาม จนทำให้เกิดแนวคิดที่จะทำ Ten Years ในเวอร์ชั่นต่างๆ ของประเทศในแถบเอเชีย ทั้งไต้หวัน, ญี่ปุ่น ร่วมถึงประเทศไทยของเรา  

ภาพยนตร์เรื่องนี้ประกอบไปด้วยภาพยนตร์สั้น 4 เรื่อง อันเป็นผลงานของผู้กำกับภาพยนตร์อิสระที่ล้วนแล้วแต่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ ทั้ง อาทิตย์ อัสสรัตน์, วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, จุฬญาณนนท์ ศิริผล  และ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ทั้งสี่เรื่องนี้มีโจทย์ร่วมกันอย่างหลวมๆ นั่นคือเป็นการมองอนาคตของประเทศไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกที่มุมมองที่ทั้งสี่ผู้กำกับมีต่อวันพรุ่งนี้ของบ้านเกิดเมืองนอน ต่างออกมาในทิศทางคล้ายๆ กันนั่นคือ มันดูไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากวันนี้นัก 

 

 

Sunset ของ อาทิตย์ พูดประเด็นการใช้อำนาจรัฐเข้ามาตีกรอบการแสดงความคิดเห็นของปัจเจกชนผ่านงานศิลปะ, แคทโทเปีย ของ วิศิษฏ์ ที่จินตนาการโลกอนาคตให้เป็นโลกที่แมวขึ้นมาเป็นใหญ่ และพูดประเด็นพวกเขาพวกเรา, Planetarium หรือ ท้องฟ้าจำลอง ของ จุฬญาณนนท์ เป็นผลงานเซอร์เรียลที่พูดถึงโลกที่มีบิ๊กบราเธอร์คอยสอดส่องและครอบงำให้ทุกคนอยู่ในกรอบที่เหมือนๆ กันอย่างเคร่งครัด ขณะที่เรื่องสุดท้ายอย่าง Song of the City ของ อภิชาตพงศ์นั้น เล่าเรื่องราวหลายชีวิตซึ่งดำเนินไปรอบๆ การก่อสร้างบริเวณอนุสาวรีย์ ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ขอนแก่น บอกเป็นนัยๆ ถึงบางสิ่งที่อาจจะคงอยู่ไปชั่วกัลปาวสานในสังคมไทย ไม่ว่าโลกนี้จะหมุนไปสักอีกกี่ล้านรอบก็ตาม

 

 

แม้จะเป็นภาพยนตร์อิสระ อีกทั้งลีลาการเล่าเรื่องของทั้งสี่เรื่องสี่สไตล์นี้ก็ผิดแผกไปจากการเล่าเรื่องในภาพยนตร์กระแสหลัก แต่ในความไม่คุ้นลิ้นนั้น Ten Years Thailand กลับไม่มีรสชาติของยาขมแต่อย่างใด ตรงกันข้าม มันเป็นหนังที่ดูง่าย ย่อยง่าย และสื่อสารประเด็นที่ต้องการจะบอกกล่าวได้อย่างชัดเจน ซึ่งผู้เขียนก็ไม่แน่ใจว่า เราเข้าใจทุกอย่างได้ดีเพราะเป็นความตั้งใจของผู้กำกับที่จะพูดเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาที่สุด หรือเพราะสิ่งที่เราเห็นนั้นหนังนั้นคือสิ่งที่เราคุ้นชินกันดี เพราะอยู่กับมันมานานแรมปีแล้วกันแน่ 

 

 

หากเป็นเพราะอย่างหลัง ก็คงเป็นเรื่องน่าเศร้าไม่น้อย เพราะอนาคตควรเป็นสิ่งที่เราไม่รู้จัก ควรเป็นความแปลกหูแปลกตาและไม่ใช่สิ่งที่เราเคยคุ้น แต่การที่ทั้งสี่ผู้กำกับ ทำนายอนาคตของประเทศไทยออกมาในทิศทางเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย ว่ามันแทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบัน (หรือพูดกันแบบไร้ความปราณี ตั้งแต่อดีตอันช้านานเสียด้วยซ้ำ)   จึงเหมือนเป็นการบอกเป็นนัยๆ เมืองไทยอาจจะต้องติดอยู่ในวังวน (ที่หลายคนอยากหลุดพ้น) นี้ต่อไปอย่างไม่มีวันรู้จบ

 

 

หลายคนอาจตั้งคำถาม ว่าถ้านี่คือปัญหาที่ใครๆ ก็รู้และคุ้นชินมาช้านานแล้ว แล้วมีเหตุผลอะไรที่เราต้องหยิบมันมาพูดซ้ำๆ ราวกับต้องการย้ำแผลเดิมของสังคมไทยด้วยล่ะ แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง การที่เราป่วยเป็นโรคเดิมๆ ที่ดูจะไม่หายขาดเสียที มันเป็นเพราะเรารู้ว่าเราป่วย แต่ขาดความใส่ใจมากพอที่จะรักษาให้มันหายขาดหรือเปล่า การสำรวจถึงความป่วยไข้ของเรา จึงไม่ใช่การตอกย้ำให้รู้สึกหดหู่กับสภาพอันย่ำแย่ของตนเอง แต่เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตระหนักรู้ เพื่อนำไปสู่การหาทางเยี่ยวยารักษาอย่างจริงจังต่างหาก

 

 

Ten Years Thailand จึงทำหน้าที่คล้ายกับเพลง ประเทศกูมี (ซึ่งบังเอิญที่ได้รับการเผยแพร่สู่สาธารณชนในเวลาใกล้เคียงกัน) ที่พูดถึงบาดแผลบางอย่างของสังคมไทย (ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอาจจะรวมถึงอนาคต) และต่างก็สุ่มเสี่ยงที่จะถูกตราหน้าว่า ‘ชังชาติ’ ซึ่งในความคิดของผู้เขียน แนวคิดที่ไม่ยอมรับความเลวร้ายตรงหน้าต่างหากที่ทำให้บ้านเมืองเราไม่พ้นจากวงจรอุบาทว์นี้เสียที เพราะมันไม่ต่างอะไรจากการหันหน้าหนีปัญหา และกล่อมตัวเองให้เชื่อว่า ความโสมมเหล่านั้นไม่เคยมีอยู่...

 

...โดยที่ลืมนึกไปว่า การกวาดขยะไว้ใต้พรม ไม่ได้ทำให้ขยะหมดไป มันเพียงแค่หายไปในช่วงเวลาหนึ่ง และรอเวลาที่จะกลับมาคละคลุ้งอีกครั้ง


 

เรื่อง: Vorakorn Weerakul

ภาพ: Courtesy