Sword Master ดาบปราบเทวดา

ในกลุ่มผุ้นิยมหนังจีนกำลังภายในคงรู้ดีกันอยู่แล้วว่า Sword Master เป็นงานที่ เอ๋อตงเซิน (หรือ ดีเรค ยี ผู้กำกับที่ผลงานหลายเรื่องได้เคยเข้าฉายในบ้านเราไม่ว่าจะเป็น Viva Erotica (1996), Lost in Time (2003), One Night in Mongkok (2004) หรือ Shinjuku Incident (2009)) ดัดแปลงมาจาก Death Dual (ศึกล้างจ้าวยุทธจักร) หนังที่สร้างจากนิยายของ โกวเล้ง ซึ่งเอ๋อตงเซิน (ที่เริ่มเข้าวงการในฐานะนักแสดง) รับบทนำเป็นเรื่องแรก ดังนั้น Sword Master จึงไม่ใช่แค่หนังเรื่องหนึ่ง แต่เป็นหนังที่ย้อนกลับสู่รากของหลายๆ สิ่ง ไม่ว่าจะเป็นรากของเอ๋อตงเซินเอง หรือรากของหนังจีนกำลังภายใน (โกวเล้ง)

 

อย่างไรก็ตาม การกลับสู่รากในที่นี้ ก็ไม่ใช่แค่เรื่องของการใช้อะไรเป็นวัตถุดิบ แต่เป็นการกลับไปหาหัวจิตหัวใจและแก่นแท้ของยุทธภพด้วย พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ขณะที่หนังจีนย้อนยุคในยุคหลังๆ หลงใหลไปกับเทคนิคพิเศษ, ซีจี, งานสร้างมโหฬาร (ที่ไม่เคยเป็นเรื่องยากสำหรับหนังจีนในยุคที่โปรดักชั่นเทียบทัดฮอลลีวูดยุคนี้) รวมไปถึงเรื่องราวในเชิงแฟนตาซีที่เตลิดเข้ารกเช้าพงไปจนกู่ไม่กลับ เอ๋อตงเซิน และ Sword Master ก็ได้พาเรากลับไประลึกถึงแก่นแท้ของยุทธภพ ที่หาได้เกิดจากสิ่งอื่นใดนอกจาก การประลองเพื่อเป็นหนึ่งในยุทธภพ

 

ในหนังเรื่องอื่น เราอาจจะเห็นจอมยุทธรบรากันเพื่อจุดมุ่งหมายอื่น ไม่ว่าจะเป็นการแย่งชิงวัตถุ หรือการสู้เพื่อตัวบุคคล แต่ใน Sword Master ไม่เป็นเช่นนั้น พวกเขาสู้เพราะการสู้คือรากฐาน, โครงสร้างหรือกระทั่งจุดกำเนิดของยุทธภพ พวกเขาสู้ด้วยรู้ดีว่าการประลองแย่งชิงความเป็นหนึ่ง คือสิ่งที่ทำให้ยุทธภพดำรงสืบต่อไปได้ เมื่อขาดสิ่งนี้ยุทธภพเป็นต้องล้มสลาย หนังยืนยันแนวคิดนี้ด้วยการเปิดเรื่องที่การประลองของ อี้จับซา จอมยุทธผู้มีฝีมือเอกอุ และบอกเป็นนัยๆ ว่าการประลองทั้งหลายทั้งปวงนี้ ไม่ได้มีความหมายอื่นใดนอกจากเพื่อให้ได้ประลองเท่านั้น ก่อนจะถูกตอกย้ำในฉากที่เขาได้รู้ว่า ซาเสี่ยวเอี้ย มือวางอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพที่เขาตามหาตัวมานานได้สิ้นชีพไปเสียแล้ว ปฏิกิริยาของอี้จับซานั้นเป็นสิ่งที่เราคาดไม่ถึง เพราะเขาคลุ้มคลั่งจนฟันโลงศพของซาเลี่ยวเอี้ยขาดเป็นสองซีก แสดงให้เห็นถึงชีวิตที่สิ้นแล้วเมื่อไร้คู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อ

 

นอกจากการประลองเพื่อการประลอง (หรืออีกนัยหนึ่งคือ การสู้เพื่อรักษาโครงสร้างของยุทธภพ) แล้ว รากของหนังจีนกำลังภายในที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ Sword Master ได้รักษาไว้อย่างเหนียวแน่นก็คือ การสร้างตัวละครทุกตัวให้มาพร้อมคุณสมบัติของคนในยุทธภพ นั่นคือพูดจริงทำจริง ใจใหญ่ใจนักเลง เป็นตัวละครที่ล้วนแล้วแต่ยึดมั่นถือมั่นใน super objective (จุดมุ่งหมายหรือปณิธานอันสูงสุดของชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวละครที่ดีในบทดีๆ เพิ่งมีไว้ระลึกในใจ) ของตนเองกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น อี้จับซา ที่ต้องการเป็นหนึ่งในยุทธภพดังที่กล่าวมาแล้ว, ซาเสี่ยวเอี้ย (ซึ่งที่จริงแล้วยังไม่ตาย) ที่แหนงหน่ายความไร้สาระของยุทธภพจนสัญญาว่าจะไม่จับดาบอีก, มู่หรงฉิวตี้ สตรีที่รักมั่นในตัวซาเสี่ยวเอี้ย ไปจนถึง เสี่ยวชู ตัวร้ายที่จงรักและภักดีในตัวมู่หรงฉิวตี้อีกทอดหนึ่ง

 

ความแน่วแน่และยึดมั่นถือมั่นของพวกเขาทำให้เกิดการตัดสินใจที่เราคาดไม่ถึงและอดทึ่งไม่ได้ทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็น ซาเสี่ยวเอี้ย ที่เมื่อตั้งใจว่าจะไม่จับดาบก็ไม่จับดาบจริงๆ และยอมให้คนร้ายเอามีดมาแทงร่างกายตนเองจนอีกฝ่ายขยาดไปเอง หรือจะเป็น เสี่ยวชู ที่รักมั่นกับมู่หรงฉิวตี้ แม้ว่านางจะไม่แลเขาเลย เมื่อถูกนางจับคู่ให้แต่งงานกับหญิงอื่น เขาก็ยืนยันเจตนารมณ์ของตนเองด้วยการหันไปแทงสตรีนางนั้นจนตายดับไปต่อหน้าต่อตา

 

ทั้งหมดนี้คือการกระทำที่ทำให้เรารู้สึกตกอกตกใจไม่ได้ และถ้าอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงเราก็คงไม่เข้าใจพวกเขานัก แต่เมื่ออยู่ในบริบทของหนังจีนกำลังภายในแล้ว แม้ว่าคาดไม่ถึง แต่เราก็เข้าใจและไม่ตะขิดตะขวงใจแต่อย่างใด...เพราะเรารับรู้ไปแล้วว่านี่คือยุทธภพ นี่คือโลกของคนจริง พูดจริงทำจริง ใจนักเลง

 

...และลึกๆ แล้วเราก็โหยหาคนที่มีใจนักเลงเช่นนี้ เพราะในชีวิตจริงเราหาไม่ใคร่ได้นั่นเอง


YOU MIGHT LIKE !



Sword Master ดาบปราบเทวดา

ในกลุ่มผุ้นิยมหนังจีนกำลังภายในคงรู้ดีกันอยู่แล้วว่า Sword Master เป็นงานที่ เอ๋อตงเซิน (หรือ ดีเรค ยี ผู้กำกับที่ผลงานหลายเรื่องได้เคยเข้าฉายในบ้านเราไม่ว่าจะเป็น Viva Erotica (1996), Lost in Time (2003), One Night in Mongkok (2004) หรือ Shinjuku Incident (2009)) ดัดแปลงมาจาก Death Dual (ศึกล้างจ้าวยุทธจักร) หนังที่สร้างจากนิยายของ โกวเล้ง ซึ่งเอ๋อตงเซิน (ที่เริ่มเข้าวงการในฐานะนักแสดง) รับบทนำเป็นเรื่องแรก ดังนั้น Sword Master จึงไม่ใช่แค่หนังเรื่องหนึ่ง แต่เป็นหนังที่ย้อนกลับสู่รากของหลายๆ สิ่ง ไม่ว่าจะเป็นรากของเอ๋อตงเซินเอง หรือรากของหนังจีนกำลังภายใน (โกวเล้ง)

 

อย่างไรก็ตาม การกลับสู่รากในที่นี้ ก็ไม่ใช่แค่เรื่องของการใช้อะไรเป็นวัตถุดิบ แต่เป็นการกลับไปหาหัวจิตหัวใจและแก่นแท้ของยุทธภพด้วย พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ขณะที่หนังจีนย้อนยุคในยุคหลังๆ หลงใหลไปกับเทคนิคพิเศษ, ซีจี, งานสร้างมโหฬาร (ที่ไม่เคยเป็นเรื่องยากสำหรับหนังจีนในยุคที่โปรดักชั่นเทียบทัดฮอลลีวูดยุคนี้) รวมไปถึงเรื่องราวในเชิงแฟนตาซีที่เตลิดเข้ารกเช้าพงไปจนกู่ไม่กลับ เอ๋อตงเซิน และ Sword Master ก็ได้พาเรากลับไประลึกถึงแก่นแท้ของยุทธภพ ที่หาได้เกิดจากสิ่งอื่นใดนอกจาก การประลองเพื่อเป็นหนึ่งในยุทธภพ

 

ในหนังเรื่องอื่น เราอาจจะเห็นจอมยุทธรบรากันเพื่อจุดมุ่งหมายอื่น ไม่ว่าจะเป็นการแย่งชิงวัตถุ หรือการสู้เพื่อตัวบุคคล แต่ใน Sword Master ไม่เป็นเช่นนั้น พวกเขาสู้เพราะการสู้คือรากฐาน, โครงสร้างหรือกระทั่งจุดกำเนิดของยุทธภพ พวกเขาสู้ด้วยรู้ดีว่าการประลองแย่งชิงความเป็นหนึ่ง คือสิ่งที่ทำให้ยุทธภพดำรงสืบต่อไปได้ เมื่อขาดสิ่งนี้ยุทธภพเป็นต้องล้มสลาย หนังยืนยันแนวคิดนี้ด้วยการเปิดเรื่องที่การประลองของ อี้จับซา จอมยุทธผู้มีฝีมือเอกอุ และบอกเป็นนัยๆ ว่าการประลองทั้งหลายทั้งปวงนี้ ไม่ได้มีความหมายอื่นใดนอกจากเพื่อให้ได้ประลองเท่านั้น ก่อนจะถูกตอกย้ำในฉากที่เขาได้รู้ว่า ซาเสี่ยวเอี้ย มือวางอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพที่เขาตามหาตัวมานานได้สิ้นชีพไปเสียแล้ว ปฏิกิริยาของอี้จับซานั้นเป็นสิ่งที่เราคาดไม่ถึง เพราะเขาคลุ้มคลั่งจนฟันโลงศพของซาเลี่ยวเอี้ยขาดเป็นสองซีก แสดงให้เห็นถึงชีวิตที่สิ้นแล้วเมื่อไร้คู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อ

 

นอกจากการประลองเพื่อการประลอง (หรืออีกนัยหนึ่งคือ การสู้เพื่อรักษาโครงสร้างของยุทธภพ) แล้ว รากของหนังจีนกำลังภายในที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ Sword Master ได้รักษาไว้อย่างเหนียวแน่นก็คือ การสร้างตัวละครทุกตัวให้มาพร้อมคุณสมบัติของคนในยุทธภพ นั่นคือพูดจริงทำจริง ใจใหญ่ใจนักเลง เป็นตัวละครที่ล้วนแล้วแต่ยึดมั่นถือมั่นใน super objective (จุดมุ่งหมายหรือปณิธานอันสูงสุดของชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวละครที่ดีในบทดีๆ เพิ่งมีไว้ระลึกในใจ) ของตนเองกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น อี้จับซา ที่ต้องการเป็นหนึ่งในยุทธภพดังที่กล่าวมาแล้ว, ซาเสี่ยวเอี้ย (ซึ่งที่จริงแล้วยังไม่ตาย) ที่แหนงหน่ายความไร้สาระของยุทธภพจนสัญญาว่าจะไม่จับดาบอีก, มู่หรงฉิวตี้ สตรีที่รักมั่นในตัวซาเสี่ยวเอี้ย ไปจนถึง เสี่ยวชู ตัวร้ายที่จงรักและภักดีในตัวมู่หรงฉิวตี้อีกทอดหนึ่ง

 

ความแน่วแน่และยึดมั่นถือมั่นของพวกเขาทำให้เกิดการตัดสินใจที่เราคาดไม่ถึงและอดทึ่งไม่ได้ทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็น ซาเสี่ยวเอี้ย ที่เมื่อตั้งใจว่าจะไม่จับดาบก็ไม่จับดาบจริงๆ และยอมให้คนร้ายเอามีดมาแทงร่างกายตนเองจนอีกฝ่ายขยาดไปเอง หรือจะเป็น เสี่ยวชู ที่รักมั่นกับมู่หรงฉิวตี้ แม้ว่านางจะไม่แลเขาเลย เมื่อถูกนางจับคู่ให้แต่งงานกับหญิงอื่น เขาก็ยืนยันเจตนารมณ์ของตนเองด้วยการหันไปแทงสตรีนางนั้นจนตายดับไปต่อหน้าต่อตา

 

ทั้งหมดนี้คือการกระทำที่ทำให้เรารู้สึกตกอกตกใจไม่ได้ และถ้าอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงเราก็คงไม่เข้าใจพวกเขานัก แต่เมื่ออยู่ในบริบทของหนังจีนกำลังภายในแล้ว แม้ว่าคาดไม่ถึง แต่เราก็เข้าใจและไม่ตะขิดตะขวงใจแต่อย่างใด...เพราะเรารับรู้ไปแล้วว่านี่คือยุทธภพ นี่คือโลกของคนจริง พูดจริงทำจริง ใจนักเลง

 

...และลึกๆ แล้วเราก็โหยหาคนที่มีใจนักเลงเช่นนี้ เพราะในชีวิตจริงเราหาไม่ใคร่ได้นั่นเอง