Star Wars: The Force Awakens / In the Garden of Good and Evil

       
Star Wars ไม่ได้จะยกย่องความดีแล้วเอาดาบไลท์เซเบอร์มาฟาดฟันใส่ความชั่ว แต่ Star Wars พยายามเล่าถึงการทรงตัวไม่ให้ร่วงหล่นลงไปในดินแดนแห่งความชั่วร้ายต่างหาก
        

        ในแง่ของความเป็นสินค้านั้น คงปฏิเสธไม่ได้ว่า Star Wars: The Force Awakens มีคุณสมบัติครบครันพอที่จะเป็นสินค้าขายดีในระดับปรากฏการณ์ ไม่ว่าจะด้วยตัวคุณภาพของงานเอง ที่อาจจะแยกได้เป็นสองส่วนคือในส่วนของโปรดักชั่น ที่คงไม่จำเป็นเอ่ยอ้างสรรพคุณกันให้มากความ เพราะเป็นที่รู้กันได้เองอยู่แล้วว่างานระดับนี้ย่อมระดมยอดฝีมือในทุก ๆ ฝ่ายมามะรุมมะตุ้มปั้นแต่งให้มันออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด

ขณะที่อีกส่วนหนึ่งคือส่วนของบทและการเล่าเรื่องนั้น Episode VII ที่ถือว่าเป็นภาคเปิดสำหรับไตรภาคใหม่นี้ (ซึ่งว่ากันว่าเป็นไตรภาคสุดท้ายที่จะปิดหนังชุด Star Wars ได้อย่างครบถ้วนกระบวนความ) ก็ต้องถือว่าเป็นความลงตัวในจุดที่อยู่ระหว่างกลางของสองไตรภาคที่ผ่านมา นั่นคือมันไม่ถูกมองว่าเป็นงานป็อปคอร์นมุ่งเน้นแต่บันเทิงเป็นหลักอย่าง Episode IV – VI (A New Hope, The Empire Strikes Back และ Return of the Jedi) หรือโอนเอียงเข้าหาอภิมหาปรัชญาการเมืองอวกาศจนหลายคนบ่นปวดหัวอย่าง Episode I – III (The Phantom Menace, Attack of the Clones และ Revenge of the Sith) แต่ The Force Awakens อยู่ในจุดที่ลงตัวของการมีรสชาติถูกปากคนหมู่มาก ขณะเดียวกันก็มาพร้อมสารอาหารครบครัน

         เนื้อหาของ  The Force Awakens เป็นการเล่ากระโดดข้ามช่วงเวลาจากตอนจบของ Return of the Jedi มาอีกหลายสิบปี (ซึ่งหมายความว่ายังมีเรื่องราวที่ยังไม่ได้รับการเล่าขานอีกมากมาย) ซึ่งแน่นอนว่าจุดแข็งของการเป็นไตรภาคที่เล่าเรื่องถัดมาจากไตรภาคต้นฉบับ (Episode IV – VI) ก็คือ การได้ใช้ประโยชน์จากอารมณ์ nostalgia ความถวิลหาอดีตของเหล่าแฟนบอยที่ติดตามหนังชุดนี้มาตั้งแต่ครั้งแรกที่ออกฉาย ทุกคนย่อมอยากเห็นการกลับมาของ ฮาน โซโล (แฮริสัน ฟอร์ด), เจ้าหญิงเลอา (แครี่ ฟิชเชอร์), ลุค สกายวอล์คเกอร์ (มาร์ค ฮามิลล์), มนุษยหน้าขนอย่าง ชิวแบคก้า หรือแม้แต่ยานประจำตัวของโซโลอย่างมิลเลนเนียม ฟอลคอน ที่กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง ซึ่งหนังก็สามารถตอบสนองความต้องการในส่วนนั้นได้อย่างเต็มอิ่ม แฟนเซอร์วิสกันอย่างเต็มที่ ซึ่งนี่เป็นคุณสมบัติที่ไตรภาคก่อนหน้า (Episode I – III) ซึ่งย้อนกลับไปเล่าเหตุการณ์ก่อนหน้าไตรภาคต้นฉบับไม่สามารถทำได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

         และนอกเหนือจากองค์ประกอบเดิม ๆ เพิ่มเติมคือความสดใหม่ (ด้วยจุดประสงค์ก็เพื่อการสื่อสารกับผู้ชมในยุค The Hunger Games ได้อย่างไม่ตกเทรนด์) สิ่งหนึ่งที่เป็นไฟท์บังคับให้ต้องกลับมาด้วย ก็คือธีมหรือประเด็นสำคัญที่คลอบคลุมหนังชุดนี้มาทุกยุคทุกสมัยอย่าง การต่อสู้ระหว่างความดีกับความชั่ว ทว่า ความดีกับความชั่ว ในหนังชุดนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาค The Force Awakens นี้ ก็ไม่ใช่ ความดีความชั่วในความหมายหยาบ ๆ ทั่วไป แต่มันถูกมองและถ่ายทอดด้วยความพินิจพิเคราะห์และละเอียดลออ จนถือได้ว่าเป็นจุดแข็งไม่ต่างจากฉากพุ่งรบอันเปี่ยมจินตนาการ

            กล่าวคือ The Force Awakens ไม่ได้มองว่าความดีและความชั่วเป็นสิ่งที่สามารถแยกขาดออกจากกันได้ง่าย ๆ, ไม่ได้มองว่าการธำรงไว้ซึ่งความดีนั้นจะต้องหมายถึงการกวาดล้างความชั่วให้สิ้นซากไม่เหลือแม้เพียงเสี้ยวเล็บ ตรงกันข้าม หนังชุดนี้กลับชี้ให้เราเห็นว่า ความดีกับความชั่วนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องอยู่คู่กันเพื่อสร้างสมดุลบางอย่างให้กับโลกนี้ (หรือจักรวาลนี้ตามในหนัง) ไม่ต่างกับ หยินหยาง, กลางวันกับกลางคืน หรือข้างขึ้นข้างแรม

            ดังนั้น หากพิจารณากันอย่างจริง ๆ จัง ๆ แล้ว หนังชุดนี้จึงไม่ได้ต้องการพูดประเด็นอย่าง “ธรรมะย่อมชนะอธรรม” แต่มันเป็นเรื่องของ การไต่เส้นลวดซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างความดีและความชั่ว เสียมากกว่า กล่าวคือ Star Wars (ที่เห็นชัดมากใน The Force Awakens) ยังคงเชื่อว่าความดีและความชั่วเป็นของตายตัว มันไม่เคยเคลื่อนไหว ไม่เคยเกิดขึ้นใหม่ ไม่เคยแม้แต่จะสูญสลายหายไปไหน จะมีก็แต่คนที่ไต่ลวดแล้วพลาดตกไปยังดินแดนแห่งความชั่วร้ายอย่างเต็มตัว (อย่างเช่น อนาคิน สกายวอล์คเกอร์ ในร่างดาร์ธ เวเดอร์ และใครบางคนในภาคนี้) กับคนที่ยังทรงตัวอยู่บนเส้นลวดนั้นได้ (เช่น ลุค สกายวอล์คเกอร์ และใครอีกคนในภาคนี้)

            มันจึงเป็นเรื่องของการทรงตัวล้วน ๆ ใครไม่หนักแน่นไม่คอนเซนเทรตก็มีสิทธิเผลอไผลตกลงไปได้ง่าย ๆ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ Star Wars บอกกับเราซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาทุก ๆ ภาคก็คือ “พึงระวังรักษาศูนย์ถ่วงของตนเองให้ดี” เท่านี้จริง ๆ

 

Text: วรกร วีระกุล

 Edit: MT:P


YOU MIGHT LIKE !



Star Wars: The Force Awakens / In the Garden of Good and Evil

       
Star Wars ไม่ได้จะยกย่องความดีแล้วเอาดาบไลท์เซเบอร์มาฟาดฟันใส่ความชั่ว แต่ Star Wars พยายามเล่าถึงการทรงตัวไม่ให้ร่วงหล่นลงไปในดินแดนแห่งความชั่วร้ายต่างหาก
        

        ในแง่ของความเป็นสินค้านั้น คงปฏิเสธไม่ได้ว่า Star Wars: The Force Awakens มีคุณสมบัติครบครันพอที่จะเป็นสินค้าขายดีในระดับปรากฏการณ์ ไม่ว่าจะด้วยตัวคุณภาพของงานเอง ที่อาจจะแยกได้เป็นสองส่วนคือในส่วนของโปรดักชั่น ที่คงไม่จำเป็นเอ่ยอ้างสรรพคุณกันให้มากความ เพราะเป็นที่รู้กันได้เองอยู่แล้วว่างานระดับนี้ย่อมระดมยอดฝีมือในทุก ๆ ฝ่ายมามะรุมมะตุ้มปั้นแต่งให้มันออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด

ขณะที่อีกส่วนหนึ่งคือส่วนของบทและการเล่าเรื่องนั้น Episode VII ที่ถือว่าเป็นภาคเปิดสำหรับไตรภาคใหม่นี้ (ซึ่งว่ากันว่าเป็นไตรภาคสุดท้ายที่จะปิดหนังชุด Star Wars ได้อย่างครบถ้วนกระบวนความ) ก็ต้องถือว่าเป็นความลงตัวในจุดที่อยู่ระหว่างกลางของสองไตรภาคที่ผ่านมา นั่นคือมันไม่ถูกมองว่าเป็นงานป็อปคอร์นมุ่งเน้นแต่บันเทิงเป็นหลักอย่าง Episode IV – VI (A New Hope, The Empire Strikes Back และ Return of the Jedi) หรือโอนเอียงเข้าหาอภิมหาปรัชญาการเมืองอวกาศจนหลายคนบ่นปวดหัวอย่าง Episode I – III (The Phantom Menace, Attack of the Clones และ Revenge of the Sith) แต่ The Force Awakens อยู่ในจุดที่ลงตัวของการมีรสชาติถูกปากคนหมู่มาก ขณะเดียวกันก็มาพร้อมสารอาหารครบครัน

         เนื้อหาของ  The Force Awakens เป็นการเล่ากระโดดข้ามช่วงเวลาจากตอนจบของ Return of the Jedi มาอีกหลายสิบปี (ซึ่งหมายความว่ายังมีเรื่องราวที่ยังไม่ได้รับการเล่าขานอีกมากมาย) ซึ่งแน่นอนว่าจุดแข็งของการเป็นไตรภาคที่เล่าเรื่องถัดมาจากไตรภาคต้นฉบับ (Episode IV – VI) ก็คือ การได้ใช้ประโยชน์จากอารมณ์ nostalgia ความถวิลหาอดีตของเหล่าแฟนบอยที่ติดตามหนังชุดนี้มาตั้งแต่ครั้งแรกที่ออกฉาย ทุกคนย่อมอยากเห็นการกลับมาของ ฮาน โซโล (แฮริสัน ฟอร์ด), เจ้าหญิงเลอา (แครี่ ฟิชเชอร์), ลุค สกายวอล์คเกอร์ (มาร์ค ฮามิลล์), มนุษยหน้าขนอย่าง ชิวแบคก้า หรือแม้แต่ยานประจำตัวของโซโลอย่างมิลเลนเนียม ฟอลคอน ที่กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง ซึ่งหนังก็สามารถตอบสนองความต้องการในส่วนนั้นได้อย่างเต็มอิ่ม แฟนเซอร์วิสกันอย่างเต็มที่ ซึ่งนี่เป็นคุณสมบัติที่ไตรภาคก่อนหน้า (Episode I – III) ซึ่งย้อนกลับไปเล่าเหตุการณ์ก่อนหน้าไตรภาคต้นฉบับไม่สามารถทำได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

         และนอกเหนือจากองค์ประกอบเดิม ๆ เพิ่มเติมคือความสดใหม่ (ด้วยจุดประสงค์ก็เพื่อการสื่อสารกับผู้ชมในยุค The Hunger Games ได้อย่างไม่ตกเทรนด์) สิ่งหนึ่งที่เป็นไฟท์บังคับให้ต้องกลับมาด้วย ก็คือธีมหรือประเด็นสำคัญที่คลอบคลุมหนังชุดนี้มาทุกยุคทุกสมัยอย่าง การต่อสู้ระหว่างความดีกับความชั่ว ทว่า ความดีกับความชั่ว ในหนังชุดนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาค The Force Awakens นี้ ก็ไม่ใช่ ความดีความชั่วในความหมายหยาบ ๆ ทั่วไป แต่มันถูกมองและถ่ายทอดด้วยความพินิจพิเคราะห์และละเอียดลออ จนถือได้ว่าเป็นจุดแข็งไม่ต่างจากฉากพุ่งรบอันเปี่ยมจินตนาการ

            กล่าวคือ The Force Awakens ไม่ได้มองว่าความดีและความชั่วเป็นสิ่งที่สามารถแยกขาดออกจากกันได้ง่าย ๆ, ไม่ได้มองว่าการธำรงไว้ซึ่งความดีนั้นจะต้องหมายถึงการกวาดล้างความชั่วให้สิ้นซากไม่เหลือแม้เพียงเสี้ยวเล็บ ตรงกันข้าม หนังชุดนี้กลับชี้ให้เราเห็นว่า ความดีกับความชั่วนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องอยู่คู่กันเพื่อสร้างสมดุลบางอย่างให้กับโลกนี้ (หรือจักรวาลนี้ตามในหนัง) ไม่ต่างกับ หยินหยาง, กลางวันกับกลางคืน หรือข้างขึ้นข้างแรม

            ดังนั้น หากพิจารณากันอย่างจริง ๆ จัง ๆ แล้ว หนังชุดนี้จึงไม่ได้ต้องการพูดประเด็นอย่าง “ธรรมะย่อมชนะอธรรม” แต่มันเป็นเรื่องของ การไต่เส้นลวดซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างความดีและความชั่ว เสียมากกว่า กล่าวคือ Star Wars (ที่เห็นชัดมากใน The Force Awakens) ยังคงเชื่อว่าความดีและความชั่วเป็นของตายตัว มันไม่เคยเคลื่อนไหว ไม่เคยเกิดขึ้นใหม่ ไม่เคยแม้แต่จะสูญสลายหายไปไหน จะมีก็แต่คนที่ไต่ลวดแล้วพลาดตกไปยังดินแดนแห่งความชั่วร้ายอย่างเต็มตัว (อย่างเช่น อนาคิน สกายวอล์คเกอร์ ในร่างดาร์ธ เวเดอร์ และใครบางคนในภาคนี้) กับคนที่ยังทรงตัวอยู่บนเส้นลวดนั้นได้ (เช่น ลุค สกายวอล์คเกอร์ และใครอีกคนในภาคนี้)

            มันจึงเป็นเรื่องของการทรงตัวล้วน ๆ ใครไม่หนักแน่นไม่คอนเซนเทรตก็มีสิทธิเผลอไผลตกลงไปได้ง่าย ๆ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ Star Wars บอกกับเราซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาทุก ๆ ภาคก็คือ “พึงระวังรักษาศูนย์ถ่วงของตนเองให้ดี” เท่านี้จริง ๆ

 

Text: วรกร วีระกุล

 Edit: MT:P