Spotlight / Let Your Light Shine

        ไม่แปลกที่ Spotlight จะเป็นดาวเด่นในสมรภูมิการล่ารางวัลช่วงปลายปีชนิดที่สปอตไลท์ทุกดวงต้องส่องมาหา (ล่าสุดหนังเพิ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 6 สาขาซึ่งแน่นอนว่าคว้ามาได้ถึงสองรางวัลทั้งรางวัล บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยมและรางวัลใหญ่อย่าง ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม) เพราะนอกจากกลวิธีการเล่าเรื่องที่ลงตัวกับเนื้อหาทัศนคติต่อสังคมและข้อความบางอย่างที่แมคคาร์ธีย์หยอดไว้ตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อยก็มีความโดดเด่นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน 

 

        Spotlight กล่าวถึงความพยายามของนักข่าวกลุ่มหนึ่งที่ต้องการขุดคุ้ยเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศในแวดวงศาสนา และแสดงพลังของสื่อมวลชนที่จะจุดประกายให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบบางอย่างในแวดวงดังกล่าว ดังนั้น นี่คือหนังที่พูดถึงการเปลี่ยนแปลงระบบ และโดยตัวมันเอง – จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม – ก็ได้แสดงให้เห็นกลไกการทำงานของ ‘ระบบที่ดี’ อยู่กลายๆ ด้วย เพราะสิ่งที่เราจะได้พบเกือบตลอดทั้งเรื่อง (และเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกเพลิดเพลินตั้งแต่ต้นจนจบ) คือการสืบค้นความจริงอันเป็นระบบระเบียบของบรรดานักข่าวในเรื่อง ซึ่งคำว่าเป็นระเบียบไม่ได้หมายความว่ามันเป็นกระบวนการที่ง่ายดาย มันซับซ้อนและยากเข็ญเอามากๆ แต่ด้วยความที่พวกเขาอยู่ในเป็นประเทศที่ระบบทุกอย่างถูกวางไว้อย่างมั่นคง (ตั้งแต่ระบบการเก็บข้อมูลไปจนถึงระบบยุติธรรม) ถึงแม้มันจะซับซ้อนแต่มันก็มีทางไปอยู่เสมอ มีแสงสว่างให้พอคลำทางไปได้ ตันตรงโน้นก็ลองเปลี่ยนไปทางนั้นสิ ทางนี้ตันก็เปลี่ยนไปอีกทางสิ และเมื่อได้มาซึ่งระบบที่ดีแล้ว คนในระบบนั้นก็ทำหน้าที่เปรียบเสมือนฟันเฟืองตัวหนึ่งที่ต่างก็มีหน้าที่จำเพาะของแต่ละคน ไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกัน จนถึงไม่ถือสิทธิพิเศษใดๆ มาแสดงอำนาจบาตรใหญ่ว่าตนสูงส่งกว่าฟันเฟืองชิ้นอื่นๆ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับนักข่าวทั้งหมดในหนังเรื่องนี้ แน่นอนว่าสิ่งที่พวกเขาทำอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ดี ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม แต่หนังก็ไม่ได้จงใจปั้นให้ตัวละครเหล่านั้นกลายเป็นวีรบุรุษที่ต้องได้รับการเชิดชูสรรเสริญ หรือยกย่องว่าพวกเขาเป็นคนดีเหนือคนอื่นแต่อย่างใด ตรงกันข้าม หนังกำหนดให้พวกเขาเพียงแค่ทำในสิ่งที่ทำอยู่เพราะมันเป็นหน้าที่ของพวกเขาเท่านั้น พวกเขาเป็นนักข่าวหน้าที่ของพวกเขาคือการค้นหาและนำเสนอความจริง ไม่จำเป็นต้องอาศัยสำนึกของความดีหรือการเป็นฮีโร่ เพียงแค่สำนึกในหน้าที่ของฟันเฟืองตัวหนึ่งในระบบ เท่านั้นก็ทำให้สังคมเข้มแข็งได้แล้ว

 

        ด้วยเหตุนี้ นอกจาก Spotlight จะเป็นหนังที่เหมาะสำหรับใช้ในการปลุกจิตสำนึกของสื่อมวลชน (ในทุกสังคม) แล้ว มันยังเป็นหนังที่บอกเป็นนัยๆ ว่าสังคมที่แข็งแรง ต้องเริ่มจากระบบที่แข็งแรง มากกว่าจะเริ่มจากการตามหาคนดีฟ้าประทาน มาทำหน้าที่ประดุดโมเสสนำทางแกะน้อยผู้หลงทาง...เพราะอะไรน่ะหรือ? ก็เพราะว่า 1.คนในสังคมปัจจุบันไม่ควรทำตัวเป็นแกะน้อยที่ช่วยตัวเองไม่ได้ แต่ควรทำตัวเป็นฟันเฟืองที่ต่างมีความสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม และ 2. จะมีใครไว้ใจโมเสสได้บางเล่าว่าจะไม่ใช่แค่คนที่แอบอ้างนำความดีมาพาทุกคนลงสู่หุบเหว

 

 ...ความดีถูกแอบอ้างหรือกระทั่งใช้เป็นตัวประกันมาเกินพอแล้ว จะมีก็เพียงการสร้างระบบที่แข็งแรงเท่านั้น ที่จะทำให้ 'ความดี’ ได้กลับไปอยู่ในที่ที่มันควรอยู่ โดยไม่ถูกใครฉวยโอกาสนำมาใช้หาประโยชน์ส่วนตัวได้อีก

 

Text : วรกร วีระกุล

 


YOU MIGHT LIKE !



Spotlight / Let Your Light Shine

        ไม่แปลกที่ Spotlight จะเป็นดาวเด่นในสมรภูมิการล่ารางวัลช่วงปลายปีชนิดที่สปอตไลท์ทุกดวงต้องส่องมาหา (ล่าสุดหนังเพิ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 6 สาขาซึ่งแน่นอนว่าคว้ามาได้ถึงสองรางวัลทั้งรางวัล บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยมและรางวัลใหญ่อย่าง ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม) เพราะนอกจากกลวิธีการเล่าเรื่องที่ลงตัวกับเนื้อหาทัศนคติต่อสังคมและข้อความบางอย่างที่แมคคาร์ธีย์หยอดไว้ตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อยก็มีความโดดเด่นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน 

 

        Spotlight กล่าวถึงความพยายามของนักข่าวกลุ่มหนึ่งที่ต้องการขุดคุ้ยเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศในแวดวงศาสนา และแสดงพลังของสื่อมวลชนที่จะจุดประกายให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบบางอย่างในแวดวงดังกล่าว ดังนั้น นี่คือหนังที่พูดถึงการเปลี่ยนแปลงระบบ และโดยตัวมันเอง – จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม – ก็ได้แสดงให้เห็นกลไกการทำงานของ ‘ระบบที่ดี’ อยู่กลายๆ ด้วย เพราะสิ่งที่เราจะได้พบเกือบตลอดทั้งเรื่อง (และเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกเพลิดเพลินตั้งแต่ต้นจนจบ) คือการสืบค้นความจริงอันเป็นระบบระเบียบของบรรดานักข่าวในเรื่อง ซึ่งคำว่าเป็นระเบียบไม่ได้หมายความว่ามันเป็นกระบวนการที่ง่ายดาย มันซับซ้อนและยากเข็ญเอามากๆ แต่ด้วยความที่พวกเขาอยู่ในเป็นประเทศที่ระบบทุกอย่างถูกวางไว้อย่างมั่นคง (ตั้งแต่ระบบการเก็บข้อมูลไปจนถึงระบบยุติธรรม) ถึงแม้มันจะซับซ้อนแต่มันก็มีทางไปอยู่เสมอ มีแสงสว่างให้พอคลำทางไปได้ ตันตรงโน้นก็ลองเปลี่ยนไปทางนั้นสิ ทางนี้ตันก็เปลี่ยนไปอีกทางสิ และเมื่อได้มาซึ่งระบบที่ดีแล้ว คนในระบบนั้นก็ทำหน้าที่เปรียบเสมือนฟันเฟืองตัวหนึ่งที่ต่างก็มีหน้าที่จำเพาะของแต่ละคน ไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกัน จนถึงไม่ถือสิทธิพิเศษใดๆ มาแสดงอำนาจบาตรใหญ่ว่าตนสูงส่งกว่าฟันเฟืองชิ้นอื่นๆ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับนักข่าวทั้งหมดในหนังเรื่องนี้ แน่นอนว่าสิ่งที่พวกเขาทำอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ดี ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม แต่หนังก็ไม่ได้จงใจปั้นให้ตัวละครเหล่านั้นกลายเป็นวีรบุรุษที่ต้องได้รับการเชิดชูสรรเสริญ หรือยกย่องว่าพวกเขาเป็นคนดีเหนือคนอื่นแต่อย่างใด ตรงกันข้าม หนังกำหนดให้พวกเขาเพียงแค่ทำในสิ่งที่ทำอยู่เพราะมันเป็นหน้าที่ของพวกเขาเท่านั้น พวกเขาเป็นนักข่าวหน้าที่ของพวกเขาคือการค้นหาและนำเสนอความจริง ไม่จำเป็นต้องอาศัยสำนึกของความดีหรือการเป็นฮีโร่ เพียงแค่สำนึกในหน้าที่ของฟันเฟืองตัวหนึ่งในระบบ เท่านั้นก็ทำให้สังคมเข้มแข็งได้แล้ว

 

        ด้วยเหตุนี้ นอกจาก Spotlight จะเป็นหนังที่เหมาะสำหรับใช้ในการปลุกจิตสำนึกของสื่อมวลชน (ในทุกสังคม) แล้ว มันยังเป็นหนังที่บอกเป็นนัยๆ ว่าสังคมที่แข็งแรง ต้องเริ่มจากระบบที่แข็งแรง มากกว่าจะเริ่มจากการตามหาคนดีฟ้าประทาน มาทำหน้าที่ประดุดโมเสสนำทางแกะน้อยผู้หลงทาง...เพราะอะไรน่ะหรือ? ก็เพราะว่า 1.คนในสังคมปัจจุบันไม่ควรทำตัวเป็นแกะน้อยที่ช่วยตัวเองไม่ได้ แต่ควรทำตัวเป็นฟันเฟืองที่ต่างมีความสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม และ 2. จะมีใครไว้ใจโมเสสได้บางเล่าว่าจะไม่ใช่แค่คนที่แอบอ้างนำความดีมาพาทุกคนลงสู่หุบเหว

 

 ...ความดีถูกแอบอ้างหรือกระทั่งใช้เป็นตัวประกันมาเกินพอแล้ว จะมีก็เพียงการสร้างระบบที่แข็งแรงเท่านั้น ที่จะทำให้ 'ความดี’ ได้กลับไปอยู่ในที่ที่มันควรอยู่ โดยไม่ถูกใครฉวยโอกาสนำมาใช้หาประโยชน์ส่วนตัวได้อีก

 

Text : วรกร วีระกุล