Carol : Unconditional Love

 

            คนเคยกล่าวไว้ว่า การจะดัดแปลงนิยายของ แพทริเซีย ไฮจ์สมิธ ได้อย่างเหมาะสมนั้น ความภูมิฐานและความสง่างามคือสิ่งที่จำเป็นต้องคำนึงถึงเป็นลำดับต้นๆ เพราะงานของเธอมักจะแฝงไปด้วยบรรยากาศแห่งความหรูหราแบบพอดิบพอดีของชนชั้นกลางค่อนไปถึงสูง อันเป็นตัวละครหลักในผลงานหลายเรื่องของเธอ

 

            Carol (ดัดแปลงจากนิยายเรื่อง The Price of Salt ของ แพทริเซีย ไฮจ์สมิธ) ผลงานกำกับเรื่องล่าสุดของ ท็อดด์ เฮย์เนส (Far from Heaven (2002), I'm Not There (2007)) เขาถ่ายทอดความสง่างามแบบฉบับไฮจ์สมิธได้สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ทุกอย่างถูกกำหนดไว้แบบพอดิบพอดี เพื่อส่งเสริมความเรียบหรู, ละเมียดมะไมและสง่างาม เป็นความหรูหราแบบมีรสนิยม, ดูราคาแพงแบบไม่อวดตัว และเห็นได้ถึงการจัดวางแบบไม่รู้สึกถึงความจงใจ

           ที่เหนือกว่าความงดงามทางภาพ (และเสียงจากดนตรีประกอบของ คาร์เตอร์ เบอร์เวลล์ ที่โอบอุ้มหนังทั้งเรื่องไว้โดยไม่แย่งความเด่น) ก็คือความละเมียดทางอารมณ์ในความสัมพันธ์ระหว่าง แครอล อาร์ด (เคท แบลงเชตต์) และ เธรีส เบลิเวต (รูนีย์ มาร่า) เราสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า นี่คือหนังที่ให้ความสำคัญกับความละเอียดละอ่อนลึกล้ำดำดิ่งในอารมณ์อันผันผวนของมนุษย์ ทุกอย่างถูกจัดเรียงอย่างเป็นลำดับขั้นตอนที่ถูกต้อง ค่อยเป็นค่อยไปแบบไม่เห็นถึงอาการผลีผลามเร่งไปให้ถึงจุดหมายที่ต้องการ ชนิดที่ถ้าเรานำลำดับอารมณ์ของหนังเรื่องนี้มาวาดเป็นกราฟ มันจะต้องเป็นกราฟที่สวยงามและประณีตอย่างหาที่ติมิได้ แล้วไหนจะการให้ความสำคัญกับทุกกิริยาอาการอีกเล่า ทั้งการจับจ้อง, ถูกจับจ้อง, การผินหน้า, ยกมือ, ขมวดคิ้ว ตลอดจนอากัปกิริยาเล็กๆ น้อยๆ เมื่ออยู่ในหนังเรื่องนี้ กลับสื่อความหมายภายในใจตัวละครได้อย่างมหาศาล บ่งบอกถึงความคุกรุ่นและซับซ้อนที่ซ่อนอยู่ในการสำรวมกายแบบไม่มีหลุดกระโตกกระตากของพวกเขา

          และที่สุดของความงดงาม ก็คือการเป็นหนังที่พูดถึงความสัมพันธ์แบบหญิงรักหญิง โดยไม่จำเป็นต้องตอกย้ำถึงเพศสภาพหรือกระทั่งเพศวิถีของพวกเขา ไม่มีคำว่าเลสเบี้ยนหลุดออกมาให้ได้ยิน ไม่มีประโยคแบบ ‘ฉันเป็นผู้หญิง’ หรือ ‘เธอเป็นผู้หญิง’ หลุดจากปากของตัวละครทั้งสอง ราวกับพวกเขาได้ก้าวพ้นกรอบความคิดเรื่องเพศหรือกระทั่งสถานภาพทางสังคม กระโจนเข้าสู่อีกขึ้นหนึ่งของความรัก ที่ไร้กรอบความคิดหรือกฎเกณฑ์ใดๆ มาคอยกำหนด

          มีคำกล่าวที่น่าสนใจบอกไว้ว่า การจะเล่าเรื่องของเพศที่สาม (หรือจะเรียกว่า เพศทางเลือก ก็ตามสะดวก) ให้ได้ดีนั้น สิ่งแรกที่ควรทำก็คือ การมองข้ามความเป็นเพศที่สาม (หรือกระทั่งความเป็นหญิงชายตามเพศสภาพ) ของพวกเขาไปเสีย และปฏิบัติกับพวกเขาในฐานะ ‘คน’ ธรรมดาคนหนึ่ง เพราะในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาก็คือคนธรรมดาคนหนึ่งเหมือนชายจริงหญิงแท้ทั่วไป

Carol พิสูจน์ให้เห็นว่าข้อความในย่อหน้าที่แล้วมีความสำคัญมากเพียงใด แน่นอนว่าหนังนำเสนอตัวละครอย่าง แครอล และ ธีรีส ในฐานะผู้ที่มีความแตกต่างจากคนอื่น แต่ความแตกต่างนี่ก็เป็นคนละเรื่องกับความผิดปรกติ ที่จริงแล้วมันเป็นเรื่องสุดแสนจะสามัญเสียด้วยซ้ำ เพราะมนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาให้แตกต่างกันอยู่แล้วไม่ใช่หรือ การทำตัวเหมือนๆ กันไปหมดเสียอีกที่น่าจะเป็นเรื่องผิดปรกติ

          ดังนั้น ในความ ‘แตกต่างเหมือนกัน’ ความรักของแครอลและธีรีส จึงไม่สมควรจะถูกระบุว่าเป็น ‘รักร่วมเพศ’ หรือ ‘หญิงรักหญิง’ หรือคำใดๆ ก็ตามที่เข้ามาตีกรอบติดป้ายให้ความสัมพันธ์ที่มีแต่คนสองคนเท่านั้นที่เข้าใจลึกซึ้ง

...เพราะ รักก็คือรัก จำเป็นด้วยหรือที่ต้องตีตราให้มันเป็นอะไรที่มากกว่านั้น

 

Text : วรกร วีระกุล

Photography : Courtesy of Movie

Edit : Kant


YOU MIGHT LIKE !



Carol : Unconditional Love

 

            คนเคยกล่าวไว้ว่า การจะดัดแปลงนิยายของ แพทริเซีย ไฮจ์สมิธ ได้อย่างเหมาะสมนั้น ความภูมิฐานและความสง่างามคือสิ่งที่จำเป็นต้องคำนึงถึงเป็นลำดับต้นๆ เพราะงานของเธอมักจะแฝงไปด้วยบรรยากาศแห่งความหรูหราแบบพอดิบพอดีของชนชั้นกลางค่อนไปถึงสูง อันเป็นตัวละครหลักในผลงานหลายเรื่องของเธอ

 

            Carol (ดัดแปลงจากนิยายเรื่อง The Price of Salt ของ แพทริเซีย ไฮจ์สมิธ) ผลงานกำกับเรื่องล่าสุดของ ท็อดด์ เฮย์เนส (Far from Heaven (2002), I'm Not There (2007)) เขาถ่ายทอดความสง่างามแบบฉบับไฮจ์สมิธได้สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ทุกอย่างถูกกำหนดไว้แบบพอดิบพอดี เพื่อส่งเสริมความเรียบหรู, ละเมียดมะไมและสง่างาม เป็นความหรูหราแบบมีรสนิยม, ดูราคาแพงแบบไม่อวดตัว และเห็นได้ถึงการจัดวางแบบไม่รู้สึกถึงความจงใจ

           ที่เหนือกว่าความงดงามทางภาพ (และเสียงจากดนตรีประกอบของ คาร์เตอร์ เบอร์เวลล์ ที่โอบอุ้มหนังทั้งเรื่องไว้โดยไม่แย่งความเด่น) ก็คือความละเมียดทางอารมณ์ในความสัมพันธ์ระหว่าง แครอล อาร์ด (เคท แบลงเชตต์) และ เธรีส เบลิเวต (รูนีย์ มาร่า) เราสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า นี่คือหนังที่ให้ความสำคัญกับความละเอียดละอ่อนลึกล้ำดำดิ่งในอารมณ์อันผันผวนของมนุษย์ ทุกอย่างถูกจัดเรียงอย่างเป็นลำดับขั้นตอนที่ถูกต้อง ค่อยเป็นค่อยไปแบบไม่เห็นถึงอาการผลีผลามเร่งไปให้ถึงจุดหมายที่ต้องการ ชนิดที่ถ้าเรานำลำดับอารมณ์ของหนังเรื่องนี้มาวาดเป็นกราฟ มันจะต้องเป็นกราฟที่สวยงามและประณีตอย่างหาที่ติมิได้ แล้วไหนจะการให้ความสำคัญกับทุกกิริยาอาการอีกเล่า ทั้งการจับจ้อง, ถูกจับจ้อง, การผินหน้า, ยกมือ, ขมวดคิ้ว ตลอดจนอากัปกิริยาเล็กๆ น้อยๆ เมื่ออยู่ในหนังเรื่องนี้ กลับสื่อความหมายภายในใจตัวละครได้อย่างมหาศาล บ่งบอกถึงความคุกรุ่นและซับซ้อนที่ซ่อนอยู่ในการสำรวมกายแบบไม่มีหลุดกระโตกกระตากของพวกเขา

          และที่สุดของความงดงาม ก็คือการเป็นหนังที่พูดถึงความสัมพันธ์แบบหญิงรักหญิง โดยไม่จำเป็นต้องตอกย้ำถึงเพศสภาพหรือกระทั่งเพศวิถีของพวกเขา ไม่มีคำว่าเลสเบี้ยนหลุดออกมาให้ได้ยิน ไม่มีประโยคแบบ ‘ฉันเป็นผู้หญิง’ หรือ ‘เธอเป็นผู้หญิง’ หลุดจากปากของตัวละครทั้งสอง ราวกับพวกเขาได้ก้าวพ้นกรอบความคิดเรื่องเพศหรือกระทั่งสถานภาพทางสังคม กระโจนเข้าสู่อีกขึ้นหนึ่งของความรัก ที่ไร้กรอบความคิดหรือกฎเกณฑ์ใดๆ มาคอยกำหนด

          มีคำกล่าวที่น่าสนใจบอกไว้ว่า การจะเล่าเรื่องของเพศที่สาม (หรือจะเรียกว่า เพศทางเลือก ก็ตามสะดวก) ให้ได้ดีนั้น สิ่งแรกที่ควรทำก็คือ การมองข้ามความเป็นเพศที่สาม (หรือกระทั่งความเป็นหญิงชายตามเพศสภาพ) ของพวกเขาไปเสีย และปฏิบัติกับพวกเขาในฐานะ ‘คน’ ธรรมดาคนหนึ่ง เพราะในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาก็คือคนธรรมดาคนหนึ่งเหมือนชายจริงหญิงแท้ทั่วไป

Carol พิสูจน์ให้เห็นว่าข้อความในย่อหน้าที่แล้วมีความสำคัญมากเพียงใด แน่นอนว่าหนังนำเสนอตัวละครอย่าง แครอล และ ธีรีส ในฐานะผู้ที่มีความแตกต่างจากคนอื่น แต่ความแตกต่างนี่ก็เป็นคนละเรื่องกับความผิดปรกติ ที่จริงแล้วมันเป็นเรื่องสุดแสนจะสามัญเสียด้วยซ้ำ เพราะมนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาให้แตกต่างกันอยู่แล้วไม่ใช่หรือ การทำตัวเหมือนๆ กันไปหมดเสียอีกที่น่าจะเป็นเรื่องผิดปรกติ

          ดังนั้น ในความ ‘แตกต่างเหมือนกัน’ ความรักของแครอลและธีรีส จึงไม่สมควรจะถูกระบุว่าเป็น ‘รักร่วมเพศ’ หรือ ‘หญิงรักหญิง’ หรือคำใดๆ ก็ตามที่เข้ามาตีกรอบติดป้ายให้ความสัมพันธ์ที่มีแต่คนสองคนเท่านั้นที่เข้าใจลึกซึ้ง

...เพราะ รักก็คือรัก จำเป็นด้วยหรือที่ต้องตีตราให้มันเป็นอะไรที่มากกว่านั้น

 

Text : วรกร วีระกุล

Photography : Courtesy of Movie

Edit : Kant