15 ปี Bridget Jones's Baby

นับตั้งแต่ปี 2001 ที่ Bridget Jones's Diary นิยายขายดีของ เฮเลน ฟีลดิ้ง ได้ถูกนำขึ้นมาโลดแล่นบนจอใหญ่ ถึงตอนนี้ก็เป็นเวลา 15 ปีแล้วที่นางสาว บริดเจ็ต โจนส์ ได้เข้ามาทำความรู้จักมักจี่กับผู้ชมทั่วโลก และกลายเป็นประหนึ่งเพื่อนสนิทชิดเชื้อของใครหลายคน...โดยเฉพาะบรรดาสาวโสด

 

15 ปีไม่ใช่เวลาน้อยๆ มันยาวนานพอที่สักคนจะเติบโตพอที่จะเปลี่ยนจากเด็กชายเป็นนาย จากเด็กหญิงเป็นนางสาว 15 ปีคือช่วงเวลาที่เราได้ดูมหกรรมกีฬาโอลิมปิกเกือบ 4 ครั้ง ซีเกมส์ 7 ครั้ง 15 ปีคือเวลามากพอที่เครือข่ายรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดินจะครอบคลุมทั่วกรุงเทพ แน่นอนว่า ภายใต้เวลา 15 ปีนี้ ไม่มีทางที่ชีวิตใครจะเป็นกราฟเส้นตรงราบเรียบไร้การเปลี่ยนแปลง โดยเฉพะกับผู้หญิงที่ชื่อ บริดเจ็ต โจนส์ นี้ เป็นที่รับรู้กันดีว่าชีวิตเธอพบการเปลี่ยนแปลงมาครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อมองย้อนจากจุดนี้กลับไปเมื่อ 15 ปีที่แล้ว เราน่าจะสามารถจำลองแผนภูมิชีวิตที่ใกล้เคียงกับชีวิตของใครมากมายหลายคน

 

ถ้าจะมองในแง่การตลาด 15 ปีที่ผ่านมาก็ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า บริดเจ็ต โจนส์ คือแบรนด์ที่แข็งแกร่งแบรนด์หนึ่ง (มีใครบ้างที่เมื่อเห็นตัวหนังสือสีม่วงและชมพูบนพื้นสีขาวแล้วไม่นึกถึง บริดเจ็ต โจนส์) เธอคือผลิตภัณฑ์ที่ถูกออกแบบมาอย่างดีเยี่ยม ถ้าเป็นเสื้อผ้าเธอจะเป็น Uniqlo ไม่ใช่ Chanel ถ้าเป็นนิตยสารเธอจะเป็น สกุลไทย หรือ คู่สร้างคู่สม ไม่ใช่ Vogue หรือ Elle เธอไมใช่สิ่งที่หรูหรา ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะใช้เป็นเครื่องประดับเพื่ออวดอ้างรสนิยมได้ แต่เธอเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็จับต้องได้ เข้าถึงได้ รู้สึกสบายตัวสบายใจเมื่อต้องอยู่ใกล้ กับบางคนหรือบางสิ่ง เมื่อเราต้องแวะเข้าไปข้องเกี่ยวอาจจะทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัด เพราะไม่แน่ใจว่าจะถูกมองด้วยสายตาตัดสินหรือไม่ แต่เราจะไม่มีวันรู้สึกเช่นนั้นกับบริดเจ็ต โจนส์ เพราะเธอได้สร้างพื้นที่ที่ไร้ซึ่งการตัดสินไว้ในรัศมีรอบตัว เธอทำให้เรารู้สึกปลอดภัย ทำให้เราแน่ใจว่าเธอคือ ‘พวกเดียว’ กับเรา

 

คุณงามความดีของหนัง (แน่นอนว่ารวมถึงนิยายต้นฉบับ) ชุด Bridget Jones จึงไม่ใช่เพียงการนำ เจน ออสเตน มาทำให้ร่วมสมัยได้สำเร็จ (คนส่วนใหญ่น่าจะทราบกันดีว่านิยายชุด Bridget Jones ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Pride and Prejudice ของ เจน ออสเตน) แต่มันยังเป็นสิ่งที่ตอกย้ำว่า เรื่องของคนธรรมดาสามัญก็น่าสนใจได้ เพราะก่อนหน้านี้ จะมีชุดความเชื่อหนึ่งที่ฝังหัวคนหมู่มากว่า “ทำไมเราต้องเข้าไปดูเรื่องของคนธรรมดาในโรงหนัง ในเมื่อมันคือสิ่งที่เราพบได้อยู่แล้วในชีวิตประจำวัน”

 

บริดเจ็ต โจนส์ เป็นหนึ่งในอีกหลายๆ งานที่งัดค้างความเชื่อเหล่านั้นว่า ในโลกใบนี้ไม่มีเรื่องธรรมดาใดๆ ที่จะไร้ความพิเศษ ชีวิตคนทุกคน ต่อให้ดูราบเรียบธรรมดาสามัญแค่ไหน ถ้าลองได้เข้าไปสัมผัสทำความรู้จักอย่างใกล้ชิดจริงจัง เชื่อได้ว่าเราจะพบมุมพิเศษที่เราคาดไม่ถึง หรือเคยคิดว่าจะมีมาก่อน ไม่จำเป็นเลยที่เรื่องน่าตื่นเต้นจะต้องเกิดขึ้นกับคนที่ยิ่งใหญ่อย่างนายกรัฐมนตรี, นักผจญภัย, มนุษย์อวกาศ, นายพราน ฯลฯ เรื่องราวพิเศษน่าทึ่งคือสิ่งที่เราสามารถพบเห็นได้จากมนุษย์ออฟฟิศคนหนึ่งที่เดินสวนทางกับเราตามท้องถนน หรือแม้แต่ป้าข้างบ้าน ที่เราอาจจะเผลอมองว่าชีวิตราบเรียบเหลือเกิน

 

ความธรรมดาทว่าพิเศษของบริดเจ็ต โจนส์ยังเป็นส่วนหนึ่ง (ของอีกหลายงานในยุคโพสต์โมเดิร์น) ที่เข้ามางัดค้างแนวคิด happily ever after ซึ่งเป็นมายาคติที่ถูกสร้างขึ้นโดยเทพนิยายและนิทานก่อนนอน แน่นอนว่าเด็กส่วนใหญ่จะเกิดมาพร้อมกับความเข้าใจว่าเมื่อถึงจุดหนึ่ง (แต่งงานหรือประสบความสำเร็จอะไรสักอย่าง) ชีวิตจะพบตอนจบที่สมบูรณ์แบบ แต่เมื่อโตขึ้น พวกเขาก็ได้รู้ว่าชีวิตไม่เคยมีตอนจบ การแต่งงานหรือการประสบความสำเร็จเป็นแค่การผ่านสเต็ปหนึ่งเพื่อเตรียมพร้อมรับสเต็ปต่อไปเท่านั้น

 

15 ปีที่บริดเจ็ต โจนส์ได้เข้ามาทำความรู้จักกับเราได้ยืนยันเช่นนั้น ดังนั้นแม้ว่าเราจะลุ้นให้เธอลงเอยกับ มิสเตอร์ดาร์ซีย์ มาตั้งแต่ภาคแรก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเมื่อทุกอย่างสัมฤทธิ์ผลดังใจหมายแล้ว ชีวิตเธอจะหมดซึ่งความน่าสนใจไปในบัดดล...อย่าลืมสิ ว่าเธอก็คือคนธรรมดาเหมือนเราๆ ฉะนั้น เชื่อเถอะว่ายังมีเรื่องราวสามัญอย่างพิเศษรอคอยเธออยู่เสมอ


YOU MIGHT LIKE !



15 ปี Bridget Jones's Baby

นับตั้งแต่ปี 2001 ที่ Bridget Jones's Diary นิยายขายดีของ เฮเลน ฟีลดิ้ง ได้ถูกนำขึ้นมาโลดแล่นบนจอใหญ่ ถึงตอนนี้ก็เป็นเวลา 15 ปีแล้วที่นางสาว บริดเจ็ต โจนส์ ได้เข้ามาทำความรู้จักมักจี่กับผู้ชมทั่วโลก และกลายเป็นประหนึ่งเพื่อนสนิทชิดเชื้อของใครหลายคน...โดยเฉพาะบรรดาสาวโสด

 

15 ปีไม่ใช่เวลาน้อยๆ มันยาวนานพอที่สักคนจะเติบโตพอที่จะเปลี่ยนจากเด็กชายเป็นนาย จากเด็กหญิงเป็นนางสาว 15 ปีคือช่วงเวลาที่เราได้ดูมหกรรมกีฬาโอลิมปิกเกือบ 4 ครั้ง ซีเกมส์ 7 ครั้ง 15 ปีคือเวลามากพอที่เครือข่ายรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดินจะครอบคลุมทั่วกรุงเทพ แน่นอนว่า ภายใต้เวลา 15 ปีนี้ ไม่มีทางที่ชีวิตใครจะเป็นกราฟเส้นตรงราบเรียบไร้การเปลี่ยนแปลง โดยเฉพะกับผู้หญิงที่ชื่อ บริดเจ็ต โจนส์ นี้ เป็นที่รับรู้กันดีว่าชีวิตเธอพบการเปลี่ยนแปลงมาครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อมองย้อนจากจุดนี้กลับไปเมื่อ 15 ปีที่แล้ว เราน่าจะสามารถจำลองแผนภูมิชีวิตที่ใกล้เคียงกับชีวิตของใครมากมายหลายคน

 

ถ้าจะมองในแง่การตลาด 15 ปีที่ผ่านมาก็ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า บริดเจ็ต โจนส์ คือแบรนด์ที่แข็งแกร่งแบรนด์หนึ่ง (มีใครบ้างที่เมื่อเห็นตัวหนังสือสีม่วงและชมพูบนพื้นสีขาวแล้วไม่นึกถึง บริดเจ็ต โจนส์) เธอคือผลิตภัณฑ์ที่ถูกออกแบบมาอย่างดีเยี่ยม ถ้าเป็นเสื้อผ้าเธอจะเป็น Uniqlo ไม่ใช่ Chanel ถ้าเป็นนิตยสารเธอจะเป็น สกุลไทย หรือ คู่สร้างคู่สม ไม่ใช่ Vogue หรือ Elle เธอไมใช่สิ่งที่หรูหรา ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะใช้เป็นเครื่องประดับเพื่ออวดอ้างรสนิยมได้ แต่เธอเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็จับต้องได้ เข้าถึงได้ รู้สึกสบายตัวสบายใจเมื่อต้องอยู่ใกล้ กับบางคนหรือบางสิ่ง เมื่อเราต้องแวะเข้าไปข้องเกี่ยวอาจจะทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัด เพราะไม่แน่ใจว่าจะถูกมองด้วยสายตาตัดสินหรือไม่ แต่เราจะไม่มีวันรู้สึกเช่นนั้นกับบริดเจ็ต โจนส์ เพราะเธอได้สร้างพื้นที่ที่ไร้ซึ่งการตัดสินไว้ในรัศมีรอบตัว เธอทำให้เรารู้สึกปลอดภัย ทำให้เราแน่ใจว่าเธอคือ ‘พวกเดียว’ กับเรา

 

คุณงามความดีของหนัง (แน่นอนว่ารวมถึงนิยายต้นฉบับ) ชุด Bridget Jones จึงไม่ใช่เพียงการนำ เจน ออสเตน มาทำให้ร่วมสมัยได้สำเร็จ (คนส่วนใหญ่น่าจะทราบกันดีว่านิยายชุด Bridget Jones ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Pride and Prejudice ของ เจน ออสเตน) แต่มันยังเป็นสิ่งที่ตอกย้ำว่า เรื่องของคนธรรมดาสามัญก็น่าสนใจได้ เพราะก่อนหน้านี้ จะมีชุดความเชื่อหนึ่งที่ฝังหัวคนหมู่มากว่า “ทำไมเราต้องเข้าไปดูเรื่องของคนธรรมดาในโรงหนัง ในเมื่อมันคือสิ่งที่เราพบได้อยู่แล้วในชีวิตประจำวัน”

 

บริดเจ็ต โจนส์ เป็นหนึ่งในอีกหลายๆ งานที่งัดค้างความเชื่อเหล่านั้นว่า ในโลกใบนี้ไม่มีเรื่องธรรมดาใดๆ ที่จะไร้ความพิเศษ ชีวิตคนทุกคน ต่อให้ดูราบเรียบธรรมดาสามัญแค่ไหน ถ้าลองได้เข้าไปสัมผัสทำความรู้จักอย่างใกล้ชิดจริงจัง เชื่อได้ว่าเราจะพบมุมพิเศษที่เราคาดไม่ถึง หรือเคยคิดว่าจะมีมาก่อน ไม่จำเป็นเลยที่เรื่องน่าตื่นเต้นจะต้องเกิดขึ้นกับคนที่ยิ่งใหญ่อย่างนายกรัฐมนตรี, นักผจญภัย, มนุษย์อวกาศ, นายพราน ฯลฯ เรื่องราวพิเศษน่าทึ่งคือสิ่งที่เราสามารถพบเห็นได้จากมนุษย์ออฟฟิศคนหนึ่งที่เดินสวนทางกับเราตามท้องถนน หรือแม้แต่ป้าข้างบ้าน ที่เราอาจจะเผลอมองว่าชีวิตราบเรียบเหลือเกิน

 

ความธรรมดาทว่าพิเศษของบริดเจ็ต โจนส์ยังเป็นส่วนหนึ่ง (ของอีกหลายงานในยุคโพสต์โมเดิร์น) ที่เข้ามางัดค้างแนวคิด happily ever after ซึ่งเป็นมายาคติที่ถูกสร้างขึ้นโดยเทพนิยายและนิทานก่อนนอน แน่นอนว่าเด็กส่วนใหญ่จะเกิดมาพร้อมกับความเข้าใจว่าเมื่อถึงจุดหนึ่ง (แต่งงานหรือประสบความสำเร็จอะไรสักอย่าง) ชีวิตจะพบตอนจบที่สมบูรณ์แบบ แต่เมื่อโตขึ้น พวกเขาก็ได้รู้ว่าชีวิตไม่เคยมีตอนจบ การแต่งงานหรือการประสบความสำเร็จเป็นแค่การผ่านสเต็ปหนึ่งเพื่อเตรียมพร้อมรับสเต็ปต่อไปเท่านั้น

 

15 ปีที่บริดเจ็ต โจนส์ได้เข้ามาทำความรู้จักกับเราได้ยืนยันเช่นนั้น ดังนั้นแม้ว่าเราจะลุ้นให้เธอลงเอยกับ มิสเตอร์ดาร์ซีย์ มาตั้งแต่ภาคแรก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเมื่อทุกอย่างสัมฤทธิ์ผลดังใจหมายแล้ว ชีวิตเธอจะหมดซึ่งความน่าสนใจไปในบัดดล...อย่าลืมสิ ว่าเธอก็คือคนธรรมดาเหมือนเราๆ ฉะนั้น เชื่อเถอะว่ายังมีเรื่องราวสามัญอย่างพิเศษรอคอยเธออยู่เสมอ