หยั่งราก LAURENT

SAINT LAURENT & SAINT LAURENT

 

            หนังชีวประวัติของ Yves Saint Laurent นั้นมีสองเวอร์ชั่นสองรสออกฉายในปีเดียว (2014) อันนี้น่าสนใจว่าผู้กำกับทั้งสองท่านจะตีความชีวิตของดีไซเนอร์อย่างไร? และที่เด็ดกว่านั้นคือ หนึ่งเวอร์ชั่นได้สิทธิ์ในการใช้ชุดของดีไซเนอร์ท่านนี้ไปใช้ในหนังอย่างถูกกฎหมาย แต่อีกเวอร์ชั่นต้องทำใหม่เพราะหุ้นส่วน(ชีวิต)คนสำคัญของอีฟ แซงค์ โรลองต์ ไม่อนุญาต

           

            Yves Saint Laurent (2014) ของผู้กำกับฌาลิล เลสแปรต์ คือเวอร์ชั่นแรกที่ออกฉาย และได้สิทธิ์ในการใช้ชุดจริงที่อีฟ แซงค์ เคยสร้างสรรค์ไว้อย่างเป็นทางการ เวอร์ชั่นนี้ได้ปิแอร์ นิเนย์ รับบทเป็นอีฟ แซงค์ โรลองต์ ถ้าคุณอ่านมาถึงบรรทัดนี้ก็คงเดาได้ไม่ยากว่า เนื้อหาค่อนข้างจะสะท้อนบุคลิกของดีไซเนอร์ท่านนี้ไปในทางอ่อนโยน ครีเอทีฟ และการที่เขาต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ ในชีวิต ปิแอร์ ผู้มาสวมบทนี้แสดงได้อย่างอ่อนโยน น่าทะนุถนอม แต่ในขณะเดียวกันบทมันดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือสักเท่าใดนัก เพราะผู้กำกับคงลืมไปว่า อีฟแซงค์ เคยทำอะไรแผลงๆ ให้โลกตะลึงมาแล้ว อาทิ การทำน้ำหอมที่ใช้ชื่อว่า Opium ที่แปลว่าฝิ่น หรือแม้กระทั่งการเปลือยกายถ่ายภาพโฆษณา M7 ด้วยตัวเองก็ทำให้ผู้ชายทั่วโลกถึงกับอึ้งกิมกี่ไปเลยทีเดียว (ผมไม่รู้ว่า พฤติกรรมของอีฟแซงค์นั้นดีงามหรือถูกต้องหรือไม่  แต่น้ำหอมสองกลิ่นนี้กลายเป็นกลิ่นคลาสสิกของแบรนด์ที่ยังมาจนถึงปัจจุบัน) เอาเป็นว่า ถ้าคุณอยากดูด้านดีๆ ของดีไซเนอร์ท่านนี้ ต้องหยิบเวอร์ชั่นนี้ขึ้นมาดูแล้วจะไม่ผิดหวัง แต่ถ้ามองว่า ดีไซเนอร์ก็คือมนุษย์คนหนึ่งที่มีสองด้าน คงต้องเลือกหยิบ Saint Laurent (2014) ของ แบรทรองค์ บอนเนลโล

 

            Saint Laurent เวอร์ชั่นหลังนี้ ได้กัสปาร์ อุลลิแอล นักแสดงมากฝีมือชาวฝรั่งแสดงนำ และได้ฉายรอบปฐมฤกษ์ที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ สร้างความฮือฮาในโลกภาพยนตร์และวงการแฟชั่นได้ดีกว่าเวอร์ชั่นแรก ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมทางต้นสังกัดแบรนด์ถึงไม่ยอมให้ใช้ชุดในคอลเลคชั่นเก่าๆ มาแสดง เพราะผู้กำกับแบรทรองค์นั้นฉายภาพของอีฟแซงค์ ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่มีครบทุกด้าน ในด้านความคิดสร้างสรรค์ เขาแปรเปลี่ยนทุกสิ่งในชีวิตให้ออกมาเป็นงานดีไซน์ที่โลกตะลึงได้ ตอนทำน้ำหอม Opium และ M7 ก็เช่นกัน หนังสะท้อนความจัดเจนเรื่องความคิดสร้างสรรค์และการฉีกขนบทางการตลาด (ในยุคนั้น) ได้อย่างสุดโต่ง ยิ่งในด้านความเป็นมนุษย์ด้วยแล้ว ดีไซเนอร์ท่านนี้อาจจะไม่ดีพร้อมไปเสียทั้งหมด เพราะหนังมีทั้งฉากเซ็กซ์หมู่ เซ็กซ์ในสวนสาธารณะ ยาเสพติด และช่วงที่อีฟแซงค์ซึมเศร้าจากสภาพแวดล้อมรอบๆ ตัว

           

            ถามว่าทั้งสองเวอร์ชั่นควรดูเวอร์ชั่นไหนมากกว่ากัน จริงๆ แล้วควรดูทั้งสองครับ เพราะถ้าคุณเห็นแต่มุมที่อ่อนโยน คุณอาจจะไม่เข้าใจ "แรงขับ" จากภายในที่ศิลปินต้องเผชิญ และพวกเขากลั่นมันออกมาเป็นงานศิลปะได้อย่างไร ใน Coco Before Chanel (2009) ของผู้กำกับ แอนเน่ ฟอนแตง ก็ทำให้เราเห็นชีวิตที่ลำบากของโคโค่ ชาแนล ในวัยเยาว์ และการดิ้นรนต่อสู้ชีวิต กว่าจะได้ก้าวขึ้นมาเป็นดีไซเนอร์ระดับตำนานได้ สิ่งที่ผมชื่นชมในหนังทั้งสองเวอร์ชั่นก็คือการเลือกคนมาสวมบทบาท อีฟแซงต์ โรลองต์ ซึ่งมันก็เหมาะกับหนังแต่ละเวอร์ชั่น ทว่า หากต้องเทียบการแสดงกันแบบช็อตต่อช็อต กัสปาร์ อุลลิแอล กินขาดเลยทีเดียว เขามีทั้งมุมอ่อนโยน และด้านมืดอย่างครบถ้วน หนังเวอร์ชั่นหลังยังได้ หลุยส์ การ์เรล มาแสดงเป็น ฌาคส์ เดอ บาสแชร์ ตัวละครสำคัญอีกหนึ่งที่ตัวที่พาอีฟแซงค์ไปสู่ด้านมืด (ซึ่งในเวอร์ชั่นแรก ไม่เอ่ยถึงบุคคลท่านนี้เลยสักนิด แต่เราก็เข้าใจได้ว่า ทางแบรนด์คงไม่อยากจะให้ภาพลักษณ์ของดีไซเนอร์นามอุโฆษท่านนี้เสื่อมเสียชื่อเสียง ซึ่งย่อมไม่ดีต่อแบรนด์ในอนาคตแน่ๆ) ตัวละครตัวนี้สำคัญนะ เพราะถ้าคุณตั้งใจดูตั้งแต่ต้นจนจบ เขามีส่วนสำคัญที่ทำให้อีฟแซงค์ รังสรรค์งานแก่นๆ ออกมาได้ไม่น้อยไปกว่ากำลังใจและหุ้นส่วนที่ชื่อ ปิแอร์ เบิร์ก ที่ไม่บอกก็รู้ว่า เขาคือคู่ชีวิตตัวจริงของดีไซเนอร์ท่านนี้นี่เอง

 

Text : Takeshi West

Edit : Kant

Photography: Courtesy of the Movie


YOU MIGHT LIKE !

  • WHAT MAKES A GENTLEMAN WHAT MAKES A GENTLEMAN

    จะเป็นสุภาพบุรุษในสมัยนี้ช่างยากเย็นเหลือเกิน ยิ่งมีคำถามว่า “แบบไหนล่ะที่เรียกว่าสุภาพบุรษ” อันนี้ตอบยากกว่าอีก

  • Hana and Alice Hana and Alice

    เมื่อเพื่อนยอมโกหกเพื่อให้ได้แฟนผู้ชาย อะไรจะเกิดขึ้นกับอารมณ์ของผู้หญิง

  • TWO BOYS AND THE STRANGER TWO BOYS AND THE STRANGER

    เมื่อ "ชายหนุ่ม" ที่หายตัวไปจากครอบครัว 12 ปี กลับมาบ้านอีกครั้ง การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญก็เกิดขึ้น

  • THE PROMISE THE PROMISE

    ผมไม่ค่อยได้หยิบดีวีดีหนังไทยมารีวิวบ่อยนัก เพราะบอกตามตรง หลายเรื่องดูแล้วไม่ค่อยสบอารมณ์สักเท่าใด แต่ไม่ใช่กับเรื่องนี้

  • YOUNG ONES YOUNG ONES

    แผ่นดินของเรา

  • BOY'S TOY สิ่งนี้ก็มีหัวใจ BOY'S TOY สิ่งนี้ก็มีหัวใจ

    เมื่อของเล่นของคุณผู้ชาย
    กลับกลายเป็นของที่มีความรู้สึก



หยั่งราก LAURENT

SAINT LAURENT & SAINT LAURENT

 

            หนังชีวประวัติของ Yves Saint Laurent นั้นมีสองเวอร์ชั่นสองรสออกฉายในปีเดียว (2014) อันนี้น่าสนใจว่าผู้กำกับทั้งสองท่านจะตีความชีวิตของดีไซเนอร์อย่างไร? และที่เด็ดกว่านั้นคือ หนึ่งเวอร์ชั่นได้สิทธิ์ในการใช้ชุดของดีไซเนอร์ท่านนี้ไปใช้ในหนังอย่างถูกกฎหมาย แต่อีกเวอร์ชั่นต้องทำใหม่เพราะหุ้นส่วน(ชีวิต)คนสำคัญของอีฟ แซงค์ โรลองต์ ไม่อนุญาต

           

            Yves Saint Laurent (2014) ของผู้กำกับฌาลิล เลสแปรต์ คือเวอร์ชั่นแรกที่ออกฉาย และได้สิทธิ์ในการใช้ชุดจริงที่อีฟ แซงค์ เคยสร้างสรรค์ไว้อย่างเป็นทางการ เวอร์ชั่นนี้ได้ปิแอร์ นิเนย์ รับบทเป็นอีฟ แซงค์ โรลองต์ ถ้าคุณอ่านมาถึงบรรทัดนี้ก็คงเดาได้ไม่ยากว่า เนื้อหาค่อนข้างจะสะท้อนบุคลิกของดีไซเนอร์ท่านนี้ไปในทางอ่อนโยน ครีเอทีฟ และการที่เขาต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ ในชีวิต ปิแอร์ ผู้มาสวมบทนี้แสดงได้อย่างอ่อนโยน น่าทะนุถนอม แต่ในขณะเดียวกันบทมันดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือสักเท่าใดนัก เพราะผู้กำกับคงลืมไปว่า อีฟแซงค์ เคยทำอะไรแผลงๆ ให้โลกตะลึงมาแล้ว อาทิ การทำน้ำหอมที่ใช้ชื่อว่า Opium ที่แปลว่าฝิ่น หรือแม้กระทั่งการเปลือยกายถ่ายภาพโฆษณา M7 ด้วยตัวเองก็ทำให้ผู้ชายทั่วโลกถึงกับอึ้งกิมกี่ไปเลยทีเดียว (ผมไม่รู้ว่า พฤติกรรมของอีฟแซงค์นั้นดีงามหรือถูกต้องหรือไม่  แต่น้ำหอมสองกลิ่นนี้กลายเป็นกลิ่นคลาสสิกของแบรนด์ที่ยังมาจนถึงปัจจุบัน) เอาเป็นว่า ถ้าคุณอยากดูด้านดีๆ ของดีไซเนอร์ท่านนี้ ต้องหยิบเวอร์ชั่นนี้ขึ้นมาดูแล้วจะไม่ผิดหวัง แต่ถ้ามองว่า ดีไซเนอร์ก็คือมนุษย์คนหนึ่งที่มีสองด้าน คงต้องเลือกหยิบ Saint Laurent (2014) ของ แบรทรองค์ บอนเนลโล

 

            Saint Laurent เวอร์ชั่นหลังนี้ ได้กัสปาร์ อุลลิแอล นักแสดงมากฝีมือชาวฝรั่งแสดงนำ และได้ฉายรอบปฐมฤกษ์ที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ สร้างความฮือฮาในโลกภาพยนตร์และวงการแฟชั่นได้ดีกว่าเวอร์ชั่นแรก ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมทางต้นสังกัดแบรนด์ถึงไม่ยอมให้ใช้ชุดในคอลเลคชั่นเก่าๆ มาแสดง เพราะผู้กำกับแบรทรองค์นั้นฉายภาพของอีฟแซงค์ ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่มีครบทุกด้าน ในด้านความคิดสร้างสรรค์ เขาแปรเปลี่ยนทุกสิ่งในชีวิตให้ออกมาเป็นงานดีไซน์ที่โลกตะลึงได้ ตอนทำน้ำหอม Opium และ M7 ก็เช่นกัน หนังสะท้อนความจัดเจนเรื่องความคิดสร้างสรรค์และการฉีกขนบทางการตลาด (ในยุคนั้น) ได้อย่างสุดโต่ง ยิ่งในด้านความเป็นมนุษย์ด้วยแล้ว ดีไซเนอร์ท่านนี้อาจจะไม่ดีพร้อมไปเสียทั้งหมด เพราะหนังมีทั้งฉากเซ็กซ์หมู่ เซ็กซ์ในสวนสาธารณะ ยาเสพติด และช่วงที่อีฟแซงค์ซึมเศร้าจากสภาพแวดล้อมรอบๆ ตัว

           

            ถามว่าทั้งสองเวอร์ชั่นควรดูเวอร์ชั่นไหนมากกว่ากัน จริงๆ แล้วควรดูทั้งสองครับ เพราะถ้าคุณเห็นแต่มุมที่อ่อนโยน คุณอาจจะไม่เข้าใจ "แรงขับ" จากภายในที่ศิลปินต้องเผชิญ และพวกเขากลั่นมันออกมาเป็นงานศิลปะได้อย่างไร ใน Coco Before Chanel (2009) ของผู้กำกับ แอนเน่ ฟอนแตง ก็ทำให้เราเห็นชีวิตที่ลำบากของโคโค่ ชาแนล ในวัยเยาว์ และการดิ้นรนต่อสู้ชีวิต กว่าจะได้ก้าวขึ้นมาเป็นดีไซเนอร์ระดับตำนานได้ สิ่งที่ผมชื่นชมในหนังทั้งสองเวอร์ชั่นก็คือการเลือกคนมาสวมบทบาท อีฟแซงต์ โรลองต์ ซึ่งมันก็เหมาะกับหนังแต่ละเวอร์ชั่น ทว่า หากต้องเทียบการแสดงกันแบบช็อตต่อช็อต กัสปาร์ อุลลิแอล กินขาดเลยทีเดียว เขามีทั้งมุมอ่อนโยน และด้านมืดอย่างครบถ้วน หนังเวอร์ชั่นหลังยังได้ หลุยส์ การ์เรล มาแสดงเป็น ฌาคส์ เดอ บาสแชร์ ตัวละครสำคัญอีกหนึ่งที่ตัวที่พาอีฟแซงค์ไปสู่ด้านมืด (ซึ่งในเวอร์ชั่นแรก ไม่เอ่ยถึงบุคคลท่านนี้เลยสักนิด แต่เราก็เข้าใจได้ว่า ทางแบรนด์คงไม่อยากจะให้ภาพลักษณ์ของดีไซเนอร์นามอุโฆษท่านนี้เสื่อมเสียชื่อเสียง ซึ่งย่อมไม่ดีต่อแบรนด์ในอนาคตแน่ๆ) ตัวละครตัวนี้สำคัญนะ เพราะถ้าคุณตั้งใจดูตั้งแต่ต้นจนจบ เขามีส่วนสำคัญที่ทำให้อีฟแซงค์ รังสรรค์งานแก่นๆ ออกมาได้ไม่น้อยไปกว่ากำลังใจและหุ้นส่วนที่ชื่อ ปิแอร์ เบิร์ก ที่ไม่บอกก็รู้ว่า เขาคือคู่ชีวิตตัวจริงของดีไซเนอร์ท่านนี้นี่เอง

 

Text : Takeshi West

Edit : Kant

Photography: Courtesy of the Movie